Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Meta ดึงตัวนักวิจัยระดับท็อปจาก OpenAI อีก 2 ราย เสริมทัพแผนสร้าง AI อัจฉริยะขั้นสูง

Meta Superintelligence Lab

Meta ยังเดินหน้าดึงตัวบุคลากรระดับหัวกะทิในวงการ AI อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคว้าตัวนักวิจัยชื่อดังจาก OpenAI อีก 2 ราย คือ Jason Wei และ Hyung Won Chung เข้าร่วมทีม Superintelligence Lab ของบริษัท เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง (AGI)

Advertisement

Meta แย่งตัวนักวิจัยจาก OpenAI เสริมแกร่งแผนสร้าง “Superintelligence”

การแข่งขันในวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง OpenAI และ Meta ซึ่งต่างก็เร่งพัฒนาโมเดล AI ที่ล้ำหน้า และกำลังแย่งชิงบุคลากรระดับแนวหน้าอย่างดุเดือด ล่าสุดมีการยืนยันว่า Jason Wei และ Hyung Won Chung สองนักวิจัย AI ชั้นนำได้ย้ายจาก OpenAI ไปเข้าร่วมกับ Meta อย่างเป็นทางการ

ทั้งสองจะเข้าร่วม “Superintelligence Lab” ซึ่งเป็นแผนกวิจัย AI ขั้นสูง ที่มีเป้าหมายใหญ่คือการพัฒนา “ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป” หรือ AGI (Artificial General Intelligence) ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ใกล้เคียงกับมนุษย์


ประวัตินักวิจัยทั้งสอง: จาก Google Brain สู่ OpenAI

Jason Wei และ Hyung Won Chung ต่างก็มีประวัติการทำงานในวงการ AI อย่างโชกโชน โดยทั้งคู่เคยเป็นส่วนหนึ่งของทีม Google Brain มาก่อน และได้ย้ายมาร่วมงานกับ OpenAI ในปี 2023 นับเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานครั้งใหญ่อีกครั้งในรอบสองปี

  • Jason Wei เป็นหนึ่งในนักวิจัยที่ผลักดันการพัฒนาโมเดล AI ระดับลึก โดยมีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างโมเดล “o3” ที่เน้นการสอน AI ให้เข้าใจและวิเคราะห์เหตุผลในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
  • Hyung Won Chung มีบทบาทสำคัญกับโมเดล “o1” และงานวิจัยด้าน deep research เช่นกัน ซึ่งทั้งสองถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างการพัฒนา AI ของ OpenAI

ทุ่มหนัก หวังเป็นผู้นำด้าน AGI ด้วยทีมวิจัยระดับโลก

แม้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าสองนักวิจัยจะได้รับบทบาทใด แต่แหล่งข่าวระบุว่า Meta พร้อมเสนอค่าตอบแทนและทรัพยากรสนับสนุนการวิจัยที่ดีกว่า OpenAI อย่างมาก เพื่อดึงดูดบุคลากรเก่ง ๆ เข้าสู่แผนการพัฒนา AI ระดับสูงอย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบัน Meta มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนา “Superintelligence” หรือ AI ที่มีความสามารถระดับมนุษย์ในหลายมิติ และพยายามใช้กลยุทธ์ดึงบุคลากรจากองค์กรชั้นนำอย่าง OpenAI, Google DeepMind และ Anthropic เพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งในระดับโลก


OpenAI ส่อแววเสียบุคลากรอย่างต่อเนื่อง อาจกระทบภาพรวมอุตสาหกรรม

การย้ายออกของ Jason Wei และ Hyung Won Chung ไม่ใช่เหตุการณ์แรกในช่วงปีนี้ เพราะที่ผ่านมา OpenAI ก็สูญเสียวิศวกรและนักวิจัยคนสำคัญหลายราย จนเริ่มเกิดความกังวลว่า OpenAI อาจกำลังเข้าสู่ช่วง “สูญเสียความได้เปรียบด้านบุคลากร” ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า หาก OpenAI ไม่รีบดำเนินการเพื่อรักษาบุคลากรคุณภาพไว้ อาจเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อแนวทางการวิจัย AI ในอนาคต เพราะนักวิจัยระดับหัวกะทิเป็นทรัพยากรที่หายาก และมีบทบาทต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ


ภารกิจใหญ่: เร่งสร้าง “AI อัจฉริยะเต็มรูปแบบ”

การดึงตัวนักวิจัยระดับสูงอย่าง Jason Wei และ Hyung Won Chung เข้ามาเสริมทีมวิจัยในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่า Meta เอาจริงเอาจังกับภารกิจสร้าง AI ที่มีความสามารถในระดับเทียบเท่ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน

แม้ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดบทบาทของนักวิจัยทั้งสองหรือค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่จากแนวโน้มของตลาดและการแข่งขันในระดับสูง คาดว่าทั้งสองน่าจะได้รับข้อเสนอที่ “ดีกว่าเดิมหลายเท่า” ซึ่งหากประเมินตามอัตราเงินเดือนในวงการ AI ระดับท็อปที่บางรายอาจได้มากกว่า $1M ต่อปี (ราว 36–40 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ) ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก

ที่มา: wccftech

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

CONTENT

EssilorLuxottica S.A. และ Meta Platforms, Inc. ประกาศเปิดตัว Ray-Ban Meta และ Oakley Meta ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

PR-News

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2569 – ไมโครซอฟท์ ยกระดับ Microsoft Copilot รองรับโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดย Copilot โฉมใหม่เชื่อมโยงเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย เข้ากับขีดความสามารถ AI ยุคใหม่สำหรับการสร้าง ปรับแต่ง และขยายการใช้งาน AI ในทุกมิติของการทำงาน ปัจจุบันแอป Copilot มาพร้อม...

PR-News

โครงสร้างต้นทุน AI สำหรับองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่และ Agentic AI ช่วยขยายขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ยังไม่เริ่มวางกลยุทธ์การปรับใช้ระบบแบบไฮบริดตั้งแต่วันนี้ อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  หากองค์กรของคุณขยายการใช้งาน AI ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นแนวโน้มบางอย่าง การเปิดให้เข้าถึง AI ในวงกว้างขึ้น ใช้งานมากขึ้น...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก