Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Google เปิดตัว Imagen 4 โมเดลสร้างภาพจากข้อความใหม่ล่าสุด ใช้งานฟรีผ่าน AI Studio ชั่วคราว

Imagen 4

Google ปล่อย Imagen 4 โมเดล AI สร้างภาพจากข้อความ ใช้งานฟรีผ่าน AI Studio ในช่วงเวลาจำกัด

Google ประกาศเปิดให้ใช้งานโมเดล Imagen 4 ซึ่งเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์สำหรับการสร้างภาพจากข้อความรุ่นใหม่ล่าสุด โดยเปิดให้ทดลองใช้ ฟรีผ่าน AI Studio สำหรับช่วงเวลาจำกัด นับเป็นก้าวสำคัญของ Google ในการแข่งขันด้าน Generative AI

Advertisement

Imagen 4 ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก Imagen 3 โดยมีคุณภาพภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความคมชัด รายละเอียด และความแม่นยำในการแสดงผลตามคำสั่งของผู้ใช้ โดยเฉพาะในด้านการใส่ข้อความลงในภาพ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของโมเดลรุ่นก่อน


ความแตกต่างระหว่าง Imagen 4 และ Imagen 4 Ultra

Google เปิดตัวโมเดล Imagen 4 ทั้งหมด 2 เวอร์ชัน ได้แก่:

Imagen 4

  • ออกแบบมาเพื่อรองรับงานทั่วไป
  • ปรับปรุงคุณภาพของภาพจากรุ่นก่อน
  • รองรับการสร้างภาพจากข้อความได้หลากหลายรูปแบบ
  • ค่าบริการหลังหมดช่วงทดลองใช้ฟรี: 0.04 ดอลลาร์ต่อภาพ

Imagen 4 Ultra

  • เป็นเวอร์ชันเรือธงที่เน้นความแม่นยำสูง
  • ตอบสนองต่อคำสั่งที่ซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงได้ดีกว่า
  • ผลลัพธ์ของภาพใกล้เคียงกับคำอธิบายของผู้ใช้มากที่สุด
  • ค่าบริการ: 0.06 ดอลลาร์ต่อภาพ

ทดลองใช้งานฟรีผ่าน AI Studio

Google เปิดให้ทดลองใช้ Imagen 4 ฟรีผ่านแพลตฟอร์ม AI Studio โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม รองรับการใช้งานผ่านเบราว์เซอร์ เพียงแค่เข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Google ก็สามารถเริ่มสร้างภาพจากข้อความได้ทันที

AI Studio เป็นพื้นที่สำหรับนักพัฒนาและนักสร้างสรรค์ที่ต้องการทดลองใช้งานโมเดล AI ของ Google ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพ แต่งเนื้อหา หรือใช้งานโมเดลด้านภาษา


ยังไม่เปิดให้ใช้ผ่าน Gemini

แม้ว่า Imagen 4 จะเปิดให้ใช้งานผ่าน AI Studio แล้ว แต่ในขณะนี้ยัง ไม่สามารถใช้งานผ่าน Gemini ได้ โดย Google ระบุว่า Imagen 4 จะทยอยเปิดให้กับผู้ใช้งานแบบเสียเงินของ Gemini ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า


คู่แข่งในตลาด Generative AI

Imagen 4 เข้ามาแข่งขันโดยตรงกับโมเดลจากค่ายอื่นที่เป็นที่รู้จัก เช่น:

  • DALL·E 3 จาก OpenAI: เชื่อมต่อกับ ChatGPT และมีการจัดวางองค์ประกอบภาพได้ดี
  • Midjourney: โดดเด่นด้านภาพสไตล์ศิลป์ และความครีเอทีฟ
  • Stable Diffusion จาก Stability AI: เป็นโอเพนซอร์สที่เปิดให้ผู้ใช้ปรับแต่งเองได้อย่างอิสระ

Google วางตำแหน่ง Imagen 4 เป็นโมเดลที่ใช้งานง่าย มีความแม่นยำสูง และพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์


Imagen 4 เหมาะกับใคร?

  • นักออกแบบกราฟิกที่ต้องการสร้างภาพประกอบไอเดีย
  • นักเขียนและผู้ผลิตเนื้อหาที่ต้องการภาพสำหรับบทความหรือโซเชียลมีเดีย
  • นักการตลาดและทีมคอนเทนต์ที่ต้องการภาพคุณภาพสูงโดยไม่ต้องรอทีมดีไซน์
  • นักเรียน นักศึกษา หรือนักทดลองที่อยากเรียนรู้การทำงานของ Generative AI

จุดเด่นของ Imagen 4

  • รองรับข้อความซับซ้อน
  • แสดงผลข้อความบนภาพได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม
  • ความละเอียดของภาพสูง ใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์
  • ใช้งานง่าย ไม่ต้องลงโปรแกรม
  • ใช้งานฟรีผ่าน AI Studio ในช่วงเปิดตัว

ทดลองใช้งานได้ที่ไหน?

สามารถเข้าใช้งาน Imagen 4 ได้ที่ AI Studio (makersuite.google.com) โดยใช้บัญชี Google ของคุณ และสามารถเริ่มสร้างภาพได้ทันทีผ่านหน้าเว็บ


บทสรุป

Imagen 4 เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของ Google ในการแข่งขันตลาด AI โดยเฉพาะในกลุ่ม Generative AI ด้านการสร้างภาพจากข้อความ จุดเด่นของโมเดลนี้อยู่ที่ความแม่นยำ ความสมจริง และการใช้งานที่ง่าย สะดวก ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านเทคนิคมาก่อนก็สามารถสร้างภาพระดับมืออาชีพได้

ผู้ใช้งานที่สนใจสามารถเข้าไปทดลองได้ฟรีผ่าน AI Studio ก่อนที่ช่วงทดลองใช้ฟรีจะสิ้นสุดลง ถือเป็นโอกาสดีในการสัมผัสศักยภาพของโมเดล AI ระดับสูงจาก Google ด้วยตัวเอง

ที่มา: bleepingcomputer

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

PR-News

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2569 – ไมโครซอฟท์ ยกระดับ Microsoft Copilot รองรับโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดย Copilot โฉมใหม่เชื่อมโยงเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย เข้ากับขีดความสามารถ AI ยุคใหม่สำหรับการสร้าง ปรับแต่ง และขยายการใช้งาน AI ในทุกมิติของการทำงาน ปัจจุบันแอป Copilot มาพร้อม...

PR-News

โครงสร้างต้นทุน AI สำหรับองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่และ Agentic AI ช่วยขยายขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ยังไม่เริ่มวางกลยุทธ์การปรับใช้ระบบแบบไฮบริดตั้งแต่วันนี้ อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  หากองค์กรของคุณขยายการใช้งาน AI ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นแนวโน้มบางอย่าง การเปิดให้เข้าถึง AI ในวงกว้างขึ้น ใช้งานมากขึ้น...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก