Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Microsoft เปิดตัว Copilot Vision บน Windows ใช้ AI ช่วยดูหน้าจอ แนะนำงานแบบเห็นภาพ

Copilot Vision

Microsoft เริ่มปล่อยฟีเจอร์ใหม่ชื่อว่า Copilot Vision บน Windows โดยมาพร้อมระบบที่เรียกว่า “Highlights” เปิดทางให้ AI มองเห็นเนื้อหาบนหน้าจอของเรา แล้วช่วยแนะนำหรือจัดการงานต่าง ๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น เช่น ปรับแต่งรูปภาพ จัดวางเอกสารให้น่าสนใจ หรือแม้แต่เลือกภาพที่เหมาะสมกับงานนำเสนอ

Advertisement

Copilot Vision คืออะไร?

ฟีเจอร์นี้คือการอัปเกรดความสามารถของ Copilot AI บน Windows ให้ “มองเห็น” แอปและเนื้อหาบนหน้าจอได้ (แต่ต้องเปิดให้ใช้งานก่อนด้วยการคลิกที่ไอคอนแว่นตา) ซึ่งช่วยให้ AI เข้าใจบริบทของสิ่งที่เรากำลังทำ และแนะนำสิ่งต่าง ๆ ได้ตรงจุด เช่น

  • แนะนำวิธีตกแต่งภาพถ่าย
  • ปรับเลย์เอาท์ให้ดูดีขึ้น
  • วิเคราะห์ภาพที่ใช้ในสไลด์หรือโบรชัวร์
  • ใช้ภาพบนหน้าจอมาเขียนข้อความประกอบให้อัตโนมัติ

ที่เจ๋งกว่านั้นคือ Copilot สามารถ พูด แนะนำเราได้แล้ว ไม่ได้จำกัดแค่การพิมพ์ข้อความตอบกลับเหมือนแต่ก่อน


แชร์แอปให้ AI ดูได้ 2 แอปพร้อมกัน

ผู้ใช้สามารถเลือกแอปได้ 2 ตัวที่อยากให้ Copilot มองเห็น เพื่อให้ช่วยประมวลผลหรือวิเคราะห์ภาพในแอปเหล่านั้น เช่น เปิด Photoshop คู่กับ Word แล้วให้ AI ช่วยจัดหน้าภาพและเขียนคำบรรยายในเอกสารได้ทันที


Microsoft ย้ำเรื่องความเป็นส่วนตัว

แม้ว่า Copilot Vision จะมองเห็นหน้าจอได้ แต่ Microsoft ยืนยันว่า ไม่มีการเก็บภาพหรือใช้ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อฝึก AI และจะไม่สามารถมองเห็นคอนเทนต์ที่มี DRM หรือภาพล่อแหลมต่าง ๆ ได้

ส่วนข้อมูลเสียงหรือการพูดกับ AI จะมีการเก็บไว้ชั่วคราวเพื่อให้ผู้ใช้สามารถลบเองได้ในภายหลัง และ Microsoft มีระบบตรวจสอบคำตอบไม่ให้ AI ตอบอะไรที่สุ่มเสี่ยงหรืออันตรายออกมา


รองรับ Windows 10 และ 11 (เฉพาะในสหรัฐฯ)

Copilot Vision พร้อมใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาบน Windows 10 และ Windows 11 โดยใครที่ยังใช้ Windows เวอร์ชันเก่าอาจต้องพิจารณาอัปเกรดหรือซื้อเครื่องใหม่ที่รองรับ Windows 11 เพื่อใช้งานฟีเจอร์นี้ได้เต็มที่


Copilot Vision ถือเป็นอีกก้าวของ Microsoft ในการผลักดัน AI มาอยู่ในทุกจุดของการทำงาน ช่วยให้ Windows กลายเป็นผู้ช่วยที่ “มองเห็นและเข้าใจ” สิ่งที่เรากำลังทำ ไม่ใช่แค่ตอบตามคำสั่งอีกต่อไป


เหมาะกับใคร?

  • คนทำงานเอกสารที่อยากให้ AI ช่วยดูและจัดวางให้น่าสนใจ
  • นักออกแบบหรือสายคอนเทนต์ที่ต้องเลือกภาพหรือเขียนคำบรรยาย
  • คนที่อยากให้ AI ช่วยเสนอไอเดียผ่านการดูภาพหน้าจอจริง ๆ

ที่มา: notebookcheck

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Buyer's Guide

เกมเมอร์ที่เล่นเกม FPS เป็นชีวิตจิตใจหลายคนหันมาใช้เกมมิ่งคีย์บอร์ด Magnetic switch มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทั้งใช้งานได้ทนทานกว่า Mechanical keyboard ทั่วไปแล้ว ยังตอบสนองเร็วกว่าและได้ฟีเจอร์ที่คีย์บอร์ดทั่วไปทำไม่ได้หลายอย่าง ตั้งแต่ Dynamic Keystroke, Rapid trigger, Mod-Tap ฯลฯ ประกอบกับค่า Polling Rate 8,000 Hz ก็ช่วยให้ผู้เล่นได้เปรียบยิ่งขึ้น...

รีวิว Dell

DELL XPS 13 DX13260 บางเบาถูกใจสายเดินทาง สเปคพรีเมียมเพื่อสายธุรกิจตัวจริง! จุดเด่นของพรีเมียมโน้ตบุ๊ก Dell ตระกูล XPS “eXtreme Performance System” รุ่น DELL XPS 13 DX13260 จะเน้นเรื่องความแข็งแรงทนทานและสวยเรียบหรูเป็นประเด็นแรก จึงได้เห็นโน้ตบุ๊กทำงานเครื่องบางเฉียบเกือบเสมอกับแท็บเล็ตและเบาเพียง 1 กก. กับดีไซน์สวยเรียบง่ายดูมีระดับเพื่อเสริมบุคลิควัยทำงานที่ต้องพกโน้ตบุ๊กไปพบลูกค้าและเข้าประชุมเป็นประจำ ถ้าเกิดปัญหาก็มีบริการหลังการขายมาคอยดูแลถึงที่ให้งานยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบลื่น...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก