Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

PR-News

อินเทลนำเทคโนโลยี AI ประยุกต์ใช้กับการสื่อสารของเครือข่าย เอดจ์ และโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กร

ในงาน Mobile World Congress 2024 อินเทลได้ประกาศ แพลตฟอร์ม โซลูชัน และบริการใหม่ ๆ ที่ครอบคลุม เครือข่ายและ Edge AI โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ Ultra และ “AI PC” (หรือ “คอมพิวเตอร์ AI”) และอื่น ๆ อีกมากมาย

Intel

ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้แบรนด์สามารถคงความเป็นผู้นำในตลาด อินเทลกำลังนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับลูกค้า คู่ค้า และอีโคซิสเต็มที่กว้างขวาง เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์และระบบการทำงานอัตโนมัติแบบ Built-in เพื่อปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO) และประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงการส่งมอบนวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ

Advertisement

Intel MWC 2024 2

จากการเปิดตัวเทคโนโลยีต่าง ๆ ของอินเทลในวันนี้ เราเน้นย้ำถึงการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรม โดยการปรับปรุงระบบต่าง ๆ ให้ทันสมัยและสร้างรายได้จาก 5G, Edge และโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กร และการลงทุน เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากการที่เรานำพา AI ไปไว้ในทุก ๆ จุดได้เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว ที่อินเทลได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายในปัจจุบันจากฟังก์ชันคงที่ไปเป็นแพลตฟอร์มที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ และขับเคลื่อนความสำเร็จที่ Edge ด้วยการปรับใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่า 90,000 รายการ2 ร่วมไปกับลูกค้าและพันธมิตรของเรา

“อินเทลได้นำเสนอนวัตกรรมให้กับพันธมิตรและลูกค้า ตลอดทั้งเครือข่าย Edge และโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กรต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงเครือข่ายของพวกเขาให้ทันสมัย สร้างรายได้จากบริการใหม่ ๆ ที่ Edge และนำ AI ไปสู่ทุกที่” สาชิน กัตติ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปแผนก Network and Edge ของอินเทล กล่าว “กลยุทธ์ SOC ที่ปรับให้เหมาะสมกับเครือข่ายและ Edge ของอินเทล ผสานการประมวลผลและการเร่งความเร็วให้กับเวิร์กโหลดสำหรับเครือข่าย AI และ vRAN ได้อย่างมีนัยสำคัญ และเรากำลังประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ของตลาดสำหรับ 5G core พร้อม Sierra Forest และ 5G vRAN พร้อม Granite Rapids-D”

อินเทลนำตลาดนวัตกรรมเครือข่ายที่ทันสมัยด้วยการใช้ประโยชน์จากการเร่งความเร็ว AI แบบ Built-in

Intel MWC 2024 3

โปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® เจนเนอเรชั่นที่ 4 พร้อม Intel® vRAN Boost (โค้ดเนม Sapphire Rapids EE) ที่ได้มีการเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา มาพร้อมกับความจุสูงสุดถึงสองเท่า3 สำหรับเวิร์กโหลด Virtual Radio Access Network (vRAN) เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า การเพิ่มขีดความสามารถนี้ ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ไซต์ (Cell Site) หรือสมาชิกได้เป็นสองเท่า ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้พลังงานประมวลผล vRAN ได้อีก 20% โดยไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วจากภายนอก เพื่อลดความซับซ้อนและต้นทุนของระบบลง

นอกจากอินเทลจะขยายขีดความสามารถสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชัน vRAN แล้ว อินเทลยังสามารถลดต้นทุน ของ vRAN และลดการใช้พลังงานในการมอบโซลูชันในสเกลระดับโลกอีกด้วย ทั้งนี้ อินเทล ได้ประกาศเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Xeon ในอนาคต ได้แก่ โปรเซสเซอร์ Granite Rapids-D ซึ่งประกอบไปด้วย P-core เจนเนอเรชั่นล่าสุด ที่พร้อมมอบประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านการใช้การ Intel Advanced Vector Extensions (Intel AVX) ที่ได้รับการปรับปรุงสำหรับโซลูชัน vRAN นอกจากนี้ยังมีโซลูชัน Intel vRAN Boost ที่จะช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงานควบคู่ไปกับการปรับปรุงสถาปัตยกรรมและคุณสมบัติอื่น ๆ โดยปัจจุบันเรากำลังทดลองกับซิลิคอน ซัมซุง ได้สาธิตการโทรครั้งแรกที่ห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาในเมืองซูวอน ประเทศเกาหลีใต้ อีริคสัน ได้สาธิตการตรวจสอบการโทรครั้งแรกในห้องแล็บร่วมของอีริคสัน-อินเทลในเมืองซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสะดวกในการโยกย้ายซอฟต์แวร์จากรุ่นปัจจุบันไปยังรุ่นต่อไปและความพร้อมของอีโคซิสเต็มเมื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ อินเทล ยังทำงานร่วมกับ Dell Technologies, Hewlett Packard Enterprise (HPE), Lenovo, Mavenir, Red Hat, Wind River และพันธมิตรในอีโคซิสเต็มชั้นนำอื่น ๆ เพื่อรับประกันความพร้อมของการใช้งาน โดยโปรเซสเซอร์ Granite Rapids-D มีแผนที่จะเปิดตัวในปี 2568 หลังจากเปิดตัวซีพียูเซิร์ฟเวอร์ Granite Rapids ในปี 2567 นี้

Intel MWC 2024 4

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาดในสภาพแวดล้อมของโซลูชัน vRAN ที่กำลังเปลี่ยนแปลง และเพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานและนักพัฒนาสามารถสร้าง ฝึกอบรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปรับใช้โมเดล AI สำหรับการใช้งาน vRAN บนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งานทั่วไปในขอบเขตเครือข่ายที่มีอยู่ อินเทลกำลังพัฒนาชุดเครื่องมือ Intel® vRAN AI Development Kit สำหรับพันธมิตรบางรายที่ได้รับการคัดเลือก โดยการสร้างขึ้นบนไลบรารี เฟรมเวิร์ก และเครื่องมือที่ได้รับการปรับให้เหมาะกับ AI ของอินเทล ซึ่งการรวมโมเดล AI ที่ได้รับการปรับปรุงในชุดพัฒนากับการเร่งความเร็ว AI ในตัวของโปรเซสเซอร์ Intel Xeon เจนเนอเรชั่น 4 จะทำให้นักพัฒนาสามารถดึงศักยภาพการจัดการพลังงาน ความสามารถด้านการวัดและส่งข้อมูลทางไกล โดยเครือข่ายแบบไดนามิกจะช่วยประหยัดต้นทุนและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเติมจากโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ขณะนี้ อินเทล กำลังทำงานร่วมกับ AT&T, Deutsche Telekom, SK Telecom และ Vodafone เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับโซลูชัน RAN

นวัตกรรมที่จะมาสนับสนุนคอร์ประสิทธิภาพสูง 5G และการประหยัดพลังงาน

สถาปัตยกรรมของอินเทลเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ทั่วโลก และเซิร์ฟเวอร์เครือข่ายระบบเสมือนส่วนใหญ่ทำงานบน CPU ของอินเทล ในฐานะตัวเลือกหลักสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ผลิตอุปกรณ์ และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม Intel Xeon ได้สร้างมาตรฐานในการใช้งานเชิงพาณิชย์สำหรับคอร์ประสิทธิภาพสูง 5G พร้อมการปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO) ที่เหนือกว่าและการจัดการพลังงานที่ครอบคลุม ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกนำเสนอผ่านอีโคซิสเต็มระดับโลกที่มีคุณภาพสูง

สำหรับผู้ประกอบการ – วันนี้บริษัทได้ทำการแสดงตัวอย่างโปรเซสเซอร์ Intel Xeon รุ่นถัดไป ซึ่งได้แก่ Sierra Forest ที่จะเปิดตัวในปลายปีนี้เพื่อขยายแผนงานของหน่วยประมวลผลของอินเทล โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่นี้ประกอบไปด้วย Efficient-core (E-core) 288 คอร์บนชิปตัวเดียว ซึ่งเหมาะสำหรับเวิร์คโหลด 5G ในการพัฒนาประสิทธิภาพหลักของเครือข่ายและประหยัดพลังงาน และด้วยการใช้เทคโนโลยี E-core ล่าสุดของอินเทล ผู้ให้บริการจะรับรู้ได้ถึงการประหยัดพลังงานและการประหยัดต้นทุนที่มากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นถึง 2.7 เท่าต่อการปรับปรุงแร็ค1 และประสิทธิภาพต่อแร็คสำหรับเวิร์คโหลด 5Gระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม

Intel MWC 2024 5

ผู้ประกอบการและพันธมิตรในอีโคซิสเต็ม รวมถึง BT Group, Dell Technologies, Ericsson, HPE, KDDI, Lenovo และ SK Telecom ต่างก็แสดงความสนใจในแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ที่ล้ำสมัยนี้ ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงต่อวัตต์ ความหนาแน่นของคอร์ และปริมาณงาน

เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อินเทล ได้ประกาศถึงความพร้อมในการให้บริการอย่างแพร่หลายและการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสำหรับซอฟต์แวร์ ด้วย Intel® Infrastructure Power Manager สำหรับคอร์ 5G โดยวางแผนที่จะส่งมอบซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการให้กับทาง Casa Systems, NEC, Nokia และ Samsung ในปี 2567 นี้ เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถ ใช้ประโยชน์จากการส่งข้อมูลเบื้องต้นของโปรเซสเซอร์ Intel Xeon เพื่อลดการใช้พลังงานของ CPU โดยเฉลี่ย 30% ในขณะที่ยังคงรักษาตัวชี้วัดประสิทธิภาพโทรคมนาคมที่สำคัญ6 ผู้ปฏิบัติงานหลายรายกำลังสำรวจการทดลองในห้องปฏิบัติการเพื่อมอบการชดเชยคาร์บอนและปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO)

แพลตฟอร์มที่ถูกต้องคือกุญแจสู่การขยายขนาดการใช้งาน AI และเอดจ์ (Edge)

ในการใช้งานเอดจ์ (Edge) องค์กรต่าง ๆ ต่างต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และปรับปรุงเวลาออกสู่ตลาดด้วยการนำเสนอบริการอันชาญฉลาดใหม่ ๆ พวกเขากำลังเริ่มใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นที่เอดจ์เพื่อมอบประสบการณ์แก่ลูกค้าที่ดีขึ้น ขยายขนาดการดำเนินงานผ่านระบบอัตโนมัติในขณะที่ยังควบคุมต้นทุนได้ และจัดการกับผลกระทบของการขาดแคลนแรงงาน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการขับเคลื่อนโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับ Edge AI

อินเทลใช้ประโยชน์จากฐานการติดตั้งที่กว้างขวางและความเชี่ยวชาญเชิงลึกจากการปรับใช้เอดจ์มากกว่า 90,000 รายการในปัจจุบัน ด้วยจำนวนโปรเซสเซอร์มากกว่า 200 ล้านเครื่องที่ถูกจำหน่ายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา2 เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จาก Edge AI ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จากแถลงการณ์เปิดตัวในวันนี้ แพลตฟอร์มเอดจ์จากอินเทลมีความสามารถพิเศษ รวมไปถึงความสามารถในการรองรับส่วนประกอบที่แตกต่างกันสำหรับต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ที่ต่ำลงและการจัดการโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชันตามนโยบายแบบไร้สัมผัส รวมไปถึง AI บนวิทยาการเอดจ์โหนด (Edge Node) บนกระจกบานเดียว นอกจากนี้ ระยะเวลาการทำงานของ AI มาพร้อมกับการอนุมาน OpenVINO™ ที่ถูกออกแบบมาภายในตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอนุมาน AI แบบเรียลไทม์และการจัดการเวิร์กโหลดที่ซับซ้อนภายในโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์สำหรับการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน

จากวิวัฒนาการของโซลูชันที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน Intel Innovation 2023 ภายใต้โค้ดเนม “โปรเจค Strata” นั้น แพลตฟอร์มเอดจ์ของอินเทลจะพร้อมใช้งานโดยทั่วไปในช่วงไตรมาสนี้ โดยมีพันธมิตรและผู้ใช้ปลายทางบางรายสามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มแล้ว และเพื่อเป็นการสนับสนุนแพลตฟอร์ม Edge อินเทลกำลังดำเนินงานข้ามอีโคซิสเต็มและร่วมกับผู้นำต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม อาทิ Amazon Web Services, Lenovo, L&T Technology Services, SAP, Red Hat, Vericast, Verizon Business และ Wipro

มอบประสบการณ์สำหรับ คอมพิวเตอร์ AI ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Intel MWC 2024 6

ในวันที่สองของงาน MWC 2024 อินเทลและไมโครซอฟท์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ AI ที่บูธของอินเทล รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่ Intel Newsroom

มอบทางเลือกในการเร่งความเร็ว

สำหรับพื้นที่ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ซึ่งข้อกำหนดและกรณีศึกษายังถูกค้นคว้าอยู่ อาทิ vRAN, OpenRAN, 6G และ AI FPGA ช่วยให้เกิดข้อได้เปรียบในการออกสู่ตลาดเป็นรายแรก และมอบความยืดหยุ่นสูงสุดด้วยโซลูชันไดนามิก พลังงานต่ำ เวลาแฝงต่ำ และมอบปริมาณงานระดับสูง โดย Programmable Solutions Group (PSG) ของอินเทลจะเปิดตัว Radio Macro ใหม่ 2 ชุดและ mMIMO Enablement Packages รวมไปถึง Intel® Precision Time Protocol Servo ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้การกำหนดค่าเวลาใดๆก็ได้ใน 1588 Precision Time Protocol (PTP) เพื่อซิงโครไนซ์อุปกรณ์ใน Radio Access Network

นอกจากนี้ Programmable Solutions Group (PSG) ซึ่งในปัจจุบันได้แยกตัวออกมาดำเนินการด้วยตนเอง จะจัดงานสัมมนาบนเว็บไซต์เกี่ยวกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ทางธุรกิจ ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Intel Newsroom

เยี่ยมชมบูธของอินเทลได้ที่งาน MWC 2024 (ฮอลล์ 3 บูธ 3E31) พร้อมร่วมกิจกรรม Technology Showcase เพื่อชมนวัตกรรมล่าสุดจากพันธมิตรโดยตรง อาทิเช่น

  • การสร้างโครงข่ายสมัยใหม่แห่งโลกอนาคต เพื่อมอบประสิทธิภาพการทำงานและการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด
  • ปรับขนาดการใช้งาน AI ในอุตสาหกรรมการตลาดแนวตั้งเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น
  • นำเสนอคุณสมบัติใหม่ ๆ ในคอมพิวเตอร์ AI และความสามารถในการจัดการสำหรับองค์กรทุกขนาด
Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Buyer's Guide

โน้ตบุ๊กราคาไม่เกิน 50000 บาท สำหรับพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ก็แพงจนบางคนตัดสินใจซื้อค่อนข้างยากจนถอยกลับไปซื้อรุ่นราคาไม่เกิน 30,000 บาท กัน แต่ก็ได้สเปคดีใช้งานได้หลายปีไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อย, ตัวเครื่องแข็งแรงทนทานน้ำหนักไม่สูงมาก แถมมีฟีเจอร์หลายอย่างติดมาให้ใช้ โดยเฉพาะเซนเซอร์สแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือเพื่อไม่ให้คนอื่นขโมยใช้งานโดยพลการแถมช่วยยืนยันตัวเวลาทำธุรกรรมออนไลน์ได้อีกด้วย ยังไม่รวมฟีเจอร์เฉพาะจากแต่ละบริษัทที่เพิ่มเข้ามาเป็นจุดขายเฉพาะตัวอีกด้วย ชิปเซ็ตของโน้ตบุ๊กราคาไม่เกิน 50000 บาท ตอนนี้มี AMD Ryzen AI 300 Series หรือ Intel Core...

Special Story

เหตุผลหลักของเกมเมอร์หลายคนโดยเฉพาะวัยทำงานว่าทำไมถึงซื้อเครื่องเล่นเกมพกพาเป็นของตัวเอง ถ้าไม่นับเรื่อง Exclusive Game ของปู่นินฯ ก็อยากจะโหลดเกมคอมไปเล่นได้ทุกเมื่อไม่ต้องถูกผูกติดอยู่กับคอมตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊คเสมอไป โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางข้ามจังหวัดรหรือประเทศจะยิ่งรู้ดีว่าเครื่องเหล่านี้เหมาะมาก เพราะกดเปิดเครื่องเลือกเกมก็สนุกได้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาหาโต๊ะต่ออุปกรณ์ใดๆ ให้วุ่นวายแบบเกมมิ่งโน้ตบุ๊คแม้แต่น้อย เรื่องพื้นฐานร่วมกันของเครื่องเล่นเกมประเภทนี้ไม่ว่าจะ Steam Deck หรือ Windows Gaming Handheld จะมีหน้าจอขนาดไม่เกิน 8″ ความละเอียดมักอยู่ราว 1080p มีชิปเซ็ต 2 กลุ่มหลัก...

Buyer's Guide

พอราคาของหน่วยความจำอย่าง RAM, GPU และ SSD ปรับตัวสูงขึ้นจนคนธรรมดาแทบเอื้อมไม่ถึง การเปลี่ยนมาซื้อ Gaming Notebook 2026 แทนการประกอบคอมตั้งโต๊ะดูจะสมเหตุผลกว่าแม้บางคนจะมองว่าสมรรถนะมันจะด้อยกว่าพีซีอยู่บ้าง แต่ก็เป็นแบบทีเดียวจบล็อคอินลงเกมเล่นได้เลย ยิ่งถ้าต่อหน้าจอแยก, หาแท่นวางโน้ตบุ๊คมาเสริม, ใส่ SSD อีกตัว, เติมเกมมิ่งเกียร์อีกสองสามชิ้นก็เล่นเกมโปรดได้ทันที แถมยังพกใส่กระเป๋าไปใช้นอกสถานที่ได้สบายๆ แต่ถ้าใครหาข้อมูลเชิงลึกมาเรื่อยๆ จะรู้ว่าสมรรถนะของ Gaming Notebook 2026...

Buyer's Guide

โน้ตบุ๊กบางเบาแบตอึดเหมาะกับคนต้องเดินทางเป็นประจำ โดยเฉพาะเซลส์ซึ่งเข้าออฟฟิศและ ไปพบลูกค้าบ้างเป็นระยะๆ จะเหมาะกับโน้ตบุ๊กประเภทนี้เป็นพิเศษ เพราะน้ำหนักเบาแบกนานๆ ก็ไม่เจ็บไหล่และมีพื้นที่เหลือไว้ใส่เอกสารสำคัญกับอุปกรณ์ทำงานได้อีกพอควร จะเก็บเมาส์, External SSD หรือใส่แท็บเล็ตติดไปด้วยก็ยังได้ แถมถ้าเทียบกับในอดีตหลายปีก่อนจะเห็นว่าโน้ตบุ๊กบางเบาเหล่านี้ราคาถูกลงมากจนคนทำงานส่วนใหญ่เริ่มซื้อได้ไม่ยากมากแล้ว เหตุผลว่าทำไมโน้ตบุ๊กบางเบาแบตอึดมีราคาถูกลง ก็เพราะซีพียูของ AMD, Intel ถูกพัฒนาให้มีสมรรรถนะดีแล้วใช้พลังงานต่ำลงเรื่อยๆ เหลือเพียงไม่กี่วัตต์เท่านั้น ยิ่งถ้าปล่อยสแตนด์บายไว้ก็แทบจะไม่ต้องต่อชาร์จเลยก็ได้ ยังไม่รวมคู่แข่งหน้าใหม่กลุ่มสถาปัตยกรรม ARM อย่างเช่น Snapdragon X Series...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก