Connect with us

Hi, what are you looking for?

รีวิว Asus

รีวิว ASUS ROG Zephyrus S17 สเปก i9 + RTX 3080 จอ 17.3″ 4K 120Hz ที่สุดของความแรง บาง 19.9 มม. เบา 2.6 กก.

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 มาพร้อมกับ Optical mechanical keyboard ที่สามารถยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา เพิ่มพื้นที่ระบายความร้อนได้อย่างเหนือชั้น เพื่อรีดประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดของเครื่องออกมาใช้งาน กับการที่เป็น Gaming Notebook ไฮเอนด์ปี 2021 สุดล้ำ เน้นความพรีเมียม หน้าจอ 17.3″ 4K UHD 120Hz sRGB100% เบา 2.6 กิโลกรัม บาง 19.9 มิลลิเมตร ติดตั้งลำโพง 6 ตัวสุดกระหึ่ม Dolby Atmos วัสดุเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นCNC ที่เรียบเนียนสวยงาม พร้อมสีสันใหม่อย่าง Off Black ที่เป็นเอกลักษณ์

ASUS ROG Zephyrus S17

Advertisement

สเปกประสิทธิภาพสูงสุดใช้ชิปประมวลผลตัวท็อปจาก Intel Core i9-11900H ที่ดีที่สุดเน้นทั้งแรงและร้อนน้อยกว่า ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกตัวบน NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (16GB GDDR6) เทคโนโลยี 8 นาโนเมตรที่ใหม่ที่สุด สถาปัตยกรรม RTX Gen 2 สเปกอื่นๆ ก็โดดเด่นไม่เป็นรองกัน โดยติดตั้งแรมมาขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ที่ความเร็ว 10,000 MB/s อีกทั้งมีปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint ด้วย จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน

ASUS ROG Zephyrus S17

ฟีเจอร์อื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus S17 เป็น Gaming Notebook คีย์บอร์ด แบบ Optical Mechanical Keyboard ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างแม่นยำ ทนทาน และรวดเร็ว รวมไปถึง Multiwheel สามารถตั้งค่าการได้หลากหลายเพื่อความสะดวกในการใช้งาน  ที่สำคัญคือได้มาตรฐานการเชื่อมต่อมาตรฐาน Thunderbolt 4 ที่รองรับทุกๆ การเชื่อมต่อที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะโอนถ่ายข้อมูล ต่อจอแยก 4K/8K และชาร์จไฟ PD แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ใช้ได้ทันที (พร้อมอัพเกรดเป็น Windows 11) ประกันก็เป็น 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

VDO Review

NBS Verdict

สรุปรีวิวสำหรับ ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 สมกับเป็น Gaming Notebook ระดับท็อปสุดในไทยของ ASUS ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยม รวมถึงสามารถทำงานระดับมืออาชีพได้ ดีไซน์บางเบา ต่อจอดมาจากรุ่นก่อนอย่าง ASUS ROG Zephyrus S17 GX701 ผ่านขนาดหน้าจอ 17.3″ ที่ทรงพลังจริงๆ และแรงล้ำไม่ซ้ำใคร ด้วยการมาของสเปกชิปประมวลผลให้ล่าสุดจาก Intel Core i9 Gen 11 H45 ก็แรงลื่นกว่า i7 ไปอีกขั้นประกอบกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 30 Series อย่าง RTX 3080 Max-P (12GB GDDR6) มีค่า TGP ที่ 140W

โดยผ่านการ OC จากทาง ASUS ที่ดูแล้วจากผลทดสอบจริงๆ แล้ว มีความเหนือกว่า Gaming Notebook ปีก่อนแบบชัดเจนในการเล่นเกมที่ควรละเอียดที่มากกว่า ที่ติดตั้งแรมตัวเครื่องมา 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB (1TB x 3) ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติก็จะมีความลื่นไหลแน่นอน ก็เหนือชั้นกว่าด้วยซึ่งให้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอดทั้งภาพที่สวยงามและเสียงที่จัดเต็มด้วยลำโพง 6 ตัว ระบบ Dolby Atmos และ Optical Mechanical Keyboard + Multiwheel อย่างที่หาไม่ได้ใน Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ  

ASUS ROG Zephyrus S17

จุดเด่นที่ต้องพูดถึงนอกจากดีไซน์สวยเฉียบคือความบางที่ 19.9 มิลลิเมตร ขอบจอบางเฉียบ พกพาสะดวกด้วยความเบาของเครื่องเพียง 2.6 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 6:30 ชั่วโมง การเชื่อมต่อก็ครบครันทั้งไร้สายและพอร์ต Thundebolt 4 รองรับการโอนถ่ายข้อมูล / ต่อจอแยก / ชาร์จ PD ที่สำคัญก็คือได้หน้าจอคุณภาพสูง ที่ได้ Refresh Rate ที่ 120Hz นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 17.3″ สัดส่วน 16:9 ที่ความละเอียด 4K UHD ที่คมชัดกว่า 2K Quad HD ซึ่งเป็นมาตรใหม่ที่ดีที่สุดรุ่นนึง ทั้งจากตัวเครื่อง ฟีเจอร์ และประสบการณ์ใช้งานจริง โดยมีค่าขอบเขตสี sRGB 100%

ASUS ROG Zephyrus S17

เทคโนโลยี ROG Intelligent Cooling ที่จัด Heatpipe มาให้ถึง 6 เส้น บวกกับเทคโนโลยี AAS PLUS เป็นนวัตกรรมใหม่ มีประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เกินมาตรฐานของการระบายความร้อนแบบเดิมๆหายกังวลเรื่องเสียงรบกวนขณะระบบระบายความร้อนทำงานด้วยพัดลม Arc Flow ออกแบบใหม่ล่าสุด ที่ทำให้การทำงานของพัดลมเงียบเป็นพิเศษ ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ยังใส่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติของพัดลมเมื่ออุณหภูมิของตัวเครื่องต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้ความเงียบที่สุดระดับ 0 เดซิเบลเลยทีเดียว มีระบบจัดการฝุ่นทำให้ลดฝุ่นสะสมภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขั้นสูงสุดและความเสถียรของระบบในระยะยาว

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 21

อย่างไรก็ตาม ASUS ROG Zephyrus S17 ก็จะมีข้อสังเกตในส่วนของตัวเครื่องรวมกับอแดปเตอร์มีความหนักเมื่อกับรุ่นขนาดหน้าจอ 15.6″ – 16″ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์พกพาได้ รวมไปถึงจากการทดสอบในการเล่นเกมที่กินทรัพยากร แนะนำปรับเป็น 2K Quad HD ให้ความลื่นไหลที่เหมาะสมกว่าการปรับเป็น 4K UHD ซึ่งเป็น Native ด้วยราคา 129,990 บาท ได้ประกัน ASUS Exclusive Care ระยะเวลา 3 ปี On-site Service และ 3 ปี International Warranty แน่นอนว่ายังการประกันอุบัติเหตใน 1 ปีแรก จัดเป็น Gaming Notebook ระดับบนของปี 2021 ที่สมราคาจริงๆ ถ้างบไม่ติดอะไรก็จัดได้เลย

ASUS ROG Zephyrus S17

จุดเด่น ASUS ROG Zephyrus S17

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามตามสไตล์ ROG Zephyrus S Series งานประกอบแน่นวัสดุดีเยี่ยม
  • ขอบหน้าจอบางพิเศษมิติเทียบเท่ารุ่น 17.3″ ตัวเครื่องเบา 2.6 กิโลกรัม บางที่ 19.9 มิลลิเมตร
  • ประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผลรุ่นท็อป Intel Core i9-11900H ประสิทธิภาพสูง แรงลื่น
  • การ์ดจอแยกตัวบน NVIDIA GeForce RTX 3080 พร้อม OC จาก ASUS เพิ่มความแรงไปอีก
  • แรมขนาด 32GB Bus 3200 MHz แบบ Dual (Onboard มา 16GB แบบ SO-DIM 16GB)
  • ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ที่ความเร็ว 10,000 MB/s
  • หน้าจอ 17.3″ พาเนล IPS sRGB 100% ความละเอียด 4K UHD @ Refresh Rate 120Hz
  • ติดตั้ง 6 ลำโพง ระบบ Dolby Asmos รองรับ Hi-Res เพื่อให้ได้รับประสบการณ์เสียงชั้นยอด
  • Optical Mechanical Keyboard ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างแม่นยำ ทนทานและรวดเร็ว
  • ติดตั้งกล้องเว็บแคม พร้อมไมโครโฟนแบบพิเศษ 3 มิติ ที่ AI ช่วยตัดเสียงรบกวนได้
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าจัดการได้ดี ด้วย ROG Intelligent Cooling ทำงานได้ไม่มีสะดุด
  • พอร์ตการเชื่อมต่อครบครันและมี Thunderbolt 4 รองรับ 40Gbps / DisplayPort / USB PD
  • ปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint เพื่อใช้งาน Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน Login ด้วย
  • มีซอฟต์แวร์ Armory Crate และ MyASUS มาช่วยปรับแต่งการใช้งาน
  • มาพร้อม Windows 10 Home มีความสเถียร์ของไดร์เวอร์ อัพเดท Windows 11 ได้
  • ประสบการณ์ใช้งานดีเยี่ยม ประทับใจมาก เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ Gaming ต่างๆ ที่ได้
  • ASUS Exclusive Care ประกัน 3 ปีแบบทั่วโลก พร้อมบริการ On-site Service และมีประกันอุบัติเหตุ 1 ปี

ข้อสังเกต ASUS ROG Zephyrus S17

  • ราคาสูงเพราะเป็น Gaming Notebook ไฮเอนด์ 
  • ตัวเครื่องรวมกับอแดปเตอร์มีความหนัก แต่ยังอยู่ในเกณฑ์พกพาได้
  • ในการเล่นเกมที่กินทรัพยากร แนะนำปรับเป็น 2K Quad HD ให้ความลื่นไหลที่เหมาะสมกว่า

Specification

ASUS ROG Zephyrus S17 จะมีจำหน่ายอยู่เพียงสเปกเดียวเท่านั้น ซึ่งเน้นความคุ้มค่าแต่ว่าแรงลื่น ได้ชิปประมวลผลตัวแรงเป็น Intel Core i Gen 11 Tiger Lake H45 ในรุ่น Core i9-11900H ทำงานที่ความเร็ว 2.50 – 4.90 GHz แบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ซึ่งให้ความแรงและ Core การทำงานที่มากกว่า i7-11800H พร้อมกันนั้นยังมี AI ช่วยในการทำงานบางโปรแกรมได้ลื่นไหลยิ่งกว่า โดยมีการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่อย่าง Intel UHD Graphics Xe 750 32EUs

พร้อมการ์ดจอแยกตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (16GB GDDR6) โดยมีค่า TGP 140W พร้อมที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ไว้ด้วย รูปแบบ HyperDrive Ultimate SSD RAID แบบ 3 ไดรฟ์ ถือแรงที่สุดในตลาดตอนนี้ มีความลื่นไหลขั้นสูง ซึ่ง 1 ช่อง ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ Dual Channel มาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz (16GB x 2 โดยออนบอร์ดมาแล้ว 1 แถว) โดยสามารถอัพเกรดได้สูงสุด 48GB 

ASUS ROG Zephyrus S17

โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 17.3″ ความละเอียด Ultra HD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ที่สะดส่วน 16:9 ให้พื้นที่มากกว่าหน้าจอทั่วไป พาเนล IPS เกรดสูง ระดับขอบเขตสี sRGB 100% รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz พร้อมมาตรฐาน DolbyVision ให้ความเรียบเนียนในการใช้งานสุด พร้อมความลื่นไหลและค่าสีที่เที่ยงตรงในจอเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพงเป็น 6 ตัวจัดเต็ม ได้กล้องเว็บแคม 720p และไมโครโฟนระบบ Two-Way AI Noise-Canceling ภายในตัว

พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Genv2 Type-C อีกทั้งได้ 1 x  Thunderbolt 4 ที่รองรับโอนถ่ายข้อมูล 40Gbps / DisplayPort 1.4 ออก 4K, 8K ได้ / ชาร์จไฟผ่านทาง USB PD (power delivery ) ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และ Bluetooth 5.2 พร้อมระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 Home และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate / MyASUS มาให้ในตัว

ASUS ROG Zephyrus S17

ASUS Exclusive Care ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ปี Local Onsite Service เครื่องมีปัญหา ไปซ่อมถึงที่ 3 ปี International Warranty เครื่องมีปัญหาแต่อยู่ต่างประเทศ ก็ยัง สามารถใช้บริการการรับประกันระหว่างประเทศได้ 1 ปี Perfect Warranty อุบัติเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะทำน้ำหกใส่ ไฟฟ้าลัดวงจร หรือเครื่องตกหล่น โดยทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เมื่อซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ ASUS Exclusive Care

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703HS-KF018T ราคา 129,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i9-11900H (8C/16T & 2.5 – 4.9GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (16GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (Onboard 16GB)
  • DISPLAY: 17.3″ IPS 4K UHD @ 120Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 3TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty 

Hardware / Design

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 อยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG Zephyrus ที่เน้นสายเกมเมอร์สายพกพาบางเบาที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าที่เคยมีมามี

สีสัน Off Black พร้อมตัวเครื่องภายในมีผิวสัมผัส Soft-touch ในบริเวณที่รองข้อมือ ที่ยังช่วยลดโอกาสเกิดรอยนิ้วมือที่ไม่น่าดู ด้วยเคลือบผิวที่บาง ทำให้ยังคงได้ผิวสัมผัสที่ดี แต่ยังคงสไตล์ความบางกะทัดรัดไว้ กับน้ำหนักเพียง 2.6 กิโลกรัมและบางเพียง 19.9 มิลลิเมตร 

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 94

ดีไซน์การออกแบบ ASUS ROG Zephyrus S17 ทั้งหมดเอง ก็เป็นการผสานหลายๆ รุ่น อย่าง ASUS Zephyrus Series ในทุกๆ มิติ จัดวางคีย์บอร์ดที่สามารถยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา ช่วยให้การวางมือพิมพ์สะดวกมากยิ่งขึ้นแล้วยังขยายช่องอากาศให้กว้างขึ้น เพื่อช่วยให้ระบบระบายความร้อน AAS Plus

ทำงานร่วมกับเทคโลโลยี ROG Intelligent Cooling ที่มีสารนำความร้อนเป็นโลหะเหลว พัดลมชนิดที่บางพิเศษทำให้สามารถดึงประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องออกมาได้อย่างเต็มที่ และยังได้ทั้งความเงียบพร้อมกับตัวเครื่องที่บางเฉียบอีกด้วย อย่างที่โน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ไม่มี 

ASUS ROG Zephyrus S17

รวมไปถึงหน้าจอมีขนาด 17.3″ แบบขอบจอบางเฉียบ Nano Edge Display ตามสไตล์ของ ASUS โดยตัวเครื่องเทียบเท่า 15.6″ ยุคก่อนๆ เท่านั้น ทำให้ใช้งานได้เต็มตามากขึ้น พร้อมระบบ AAS Plus (Active Aerodynamic System Plus) ส่วนช่องระบายความร้อนมีทั้งหมด 4 ช่อง เทคโนโลยี ROG Intelligent Cooling เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง

และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 84 ใบ พร้อมฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่พร้อมทำความสะอาดตัวเองได้  และ Liquid Metal Thermal Grizzly Conductonaut ดึงความร้อนออกจาก CPU / GPU ได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่นำพาความร้อนออกได้เป็นอย่างดี 

ASUS ROG Zephyrus S17

มีความโดดเด่นโดยฝาหลังโลหะวัสดุแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่เราเห็นเป็นจุดๆ ซึ่งกระจายไปทั่วนั้น ผ่านกระบวนการ CNC ด้วยเครื่องจักรมาเป็นอย่างดี สวยงามและแข็งแรง ดูภูมิฐานด้วยสีดำที่มีผิวสัมผัสทนต่อการเกิดรอยนิ้วมือ ลวดลายและเฉดสีที่มีความซับซ้อนนี้เองทำให้ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความสง่างามที่ลงตัวในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สมกับเป็น Gaming Notebook ตัวบนของทาง ROG 

ขอบตัดเหลี่ยมเพชรและส่วนเน้นโปร่งแสงด้านหลังคีย์บอร์ดให้คอนทราสต์ที่ละเอียดอ่อนน่าจดจำโดยไม่ดึงดูดความสนใจมากเกินไป คีย์บอร์ดที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยมีการยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา รับกับข้อมือของผู้ใช้งาน ปุ่มต่างๆมีการจัดวางตำแหน่งแบบเดียวกับคีย์บอร์ดของเครื่องเดสก์ท็อปเพื่อความสะดวกในการพิมพ์ นอกจากนั้นแล้วทัชแพดยังมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 125%

ASUS ROG Zephyrus S17

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมได้ง่ายขึ้นจาก Multiwheel ที่ติดตั้งมาให้อยู่ทางมุมซ้ายบนของชุดคีย์บอร์ด ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนที่รองรับเพียงแค่ปรับระดับเสียงลำโพงเท่านั้น โดยโหมดที่เพิ่มขึ้นมามีทั้ง การปรับระดับเสียงไมโครโฟน การเลื่อนขึ้น-ลงหน้าจอ ช่วยอำนวนความสะดวกสุดๆ

พร้อมปรับความสว่างของจอแสดงผลปรับระดับไฟแบ็คไลท์ของคีย์บอร์ด โหมด Task Switcher และโหมดปรับความเร็วของพัดลมระบายความร้อนนอกจากนั้นแล้วทัชแพดยังมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 125% ส่วนด้านฐานของตัวเครื่องวัสดุโลหะวัสดุแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่แข็งแรงงานประกอบเรียบร้อยไม่แพ้ส่วนอื่นๆ 

ASUS ROG Zephyrus S17

สำหรับการดีไซน์และออกแบบตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus S17 ต้องบอกว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยวัสดุคุณภาพสูงและสวยงามน่าประทับใจ ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook บางเบา เมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 17.3″ ได้อย่างลงตัว ส่งผลให้เสริมประสบการณ์ใช้งานยิ่งขึ้นไปอีก

จากเมื่อก่อนแทบเป็นไปไม่ได้ที่ความแรงระดับนี้ ที่จะอยู่บนตัวเครื่องที่บางและเบาแบบนี้ได้เลย ส่วนถ้าจะอัพเกรดหรือทำความสะอาดภายในก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวจากนั้นค่อยๆ ดึงขึ้น รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ นอกจากที่อัพเกรดได้ไม่ยากแล้ว ยังทำความสะอาดได้สะดวกสบายอีกด้วย

Keyboard / Touchpad

ASUS ROG Zephyrus S17 เป็นคีย์บอร์ด แบบ Optical Mechanical Keyboard ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างแม่นยำ การตอบสนองการกดเพียงแค่ 0.2 มิลลิวินาทีเท่านั้น และยังให้ความทนทานที่สูงเป็นพิเศษ แต่ละปุ่มมีมุมโค้งที่ 0.15 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.9 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key Rollover & Anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 100 ล้านครั้ง ตัวคีย์บอร์ดยังมาพร้อมไฟส่องสว่างแบบ Per-key RGB เพื่ออิสระในการปรับแต่งสีไฟ บ่งบอกความเป็นตัวเองได้มากยิ่งขึ้นไปพร้อมๆกับเทคโนโลยี Aura Sync ที่จะทำให้อุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่รองรับมีเอฟเฟกต์ไฟที่เข้าชุดกันทั้งหมด

ASUS ROG Zephyrus S17

โดยปุ่ม Power ที่ติดตั้งอยู่เหนือชุดคีย์บอร์ดยังทำหน้าที่ Fingerprint ในหนึ่งเดียวกัน เพื่อใช้งาน Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน Login ด้วย เรียกได้ว่าได้ทั้งความรวดเร็วและปลอดภัย ในส่วนของทัชแพดเองขนาดใหญ่ เทียบแล้วใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ ถึง 125% ดีไซน์แบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ฟีเจอร์ Multi-touch หรือ Smart Gesture เรียกได้ว่าเป็นทัชแพดที่ใช้งานได้ดีที่สุดรุ่นนึงสำหรับ Gaming Notebook 

ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Turbo / Performance / Silent / Windows ตามความเหมาะสมในการใช้งานต่างๆ เช่นการเล่นเกมจะเป็น Turbo ส่วนถ้าใช้งานทั่วไปคือ Windows และยังมีอุปกรณ์พิเศษทำให้เข้าถึงการควบคุมได้ง่ายขึ้นด้วย Multiwheel ที่ติดตั้งมาให้อยู่ทางมุมซ้ายบนของชุดคีย์บอร์ด ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนที่รองรับเพียงแค่ปรับระดับเสียงลำโพงเท่านั้น โดยการเปลี่ยนโหมดอื่นๆ ด้วยการกดค้าง พร้อมขนาดที่ใหญ่กว่าใช้งานได้กว่า

Screen / Speaker

ASUS ROG Zephyrus S17 มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบ Nano Edge Display ทั้งขอบด้านข้างและด้านบนทำให้ไม่มีกล้องเว็บแคม ถ้าใช้งานต้องหามาติดตั้งเอง (แต่ยังมีไมโครโฟนแบบคู่อยู่) ด้วยขนาด 17.3″ ความละเอียด Ultra HD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล สัดส่วนหน้าจอ 16:9 ตามมาตรฐานในการทำงานและการเล่นเกมต่างๆ โดยได้พาเนลเป็น IPS คุณภาพดีเยี่ยม มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare ลดแสงสะท้อน ติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบ 3 ตัว มีเทคโนโลยี ASUS AI Noise-Canceling Audio ช่วยลดเสียงรบกวนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกมกับเพื่อนหรือแม้แต่การใช้งานเพื่อการประชุมที่มีความสำคัญ ให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

ASUS ROG Zephyrus S17

รวมไปถึงยังเป็นหน้าจอเป็น Refresh Rate ที่ 120Hz / 3ms ทำให้ใช้งานเล่นเกม FPS ฉากเคลื่อนไหวเร็วๆ ได้อย่างลื่นไหลกว่าหน้าจอทั่วไปที่แค่ 60Hz รวมๆ แล้ว พร้อม ลดอาการเบลอ ค้าง จากการเคลื่อนไหว เพื่อการ Ray Tracing ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และด้วยฟีเจอร์ Adaptive-Sync ยังช่วยให้การเล่นเกมมีความเรียบลื่น ช่วยลดอาการภาพฉีกขาด และลดการกระตุก เพื่อความบันเทิงขั้นสูงสุด เและยังได้รับการรับรองจาก Pantone ในด้านความแม่นยำของสี เหมาะสำหรับการเล่นเกมส์เสมือนจริง และการสร้างผลงานชิ้นสำคัญ อีกทั้งยังรองรับ Dolby Vision ที่ช่วยเพิ่มคอนทราส เพื่อให้การรับชมสมจริงมากยิ่งขึ้น รียกได้มาเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ที่ดีกว่ารุ่นปีก่อนๆ ไปอีกขั้น

ทดสอบหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสัน Gamut เทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 100% / AdobeRGB 82% / DCI-P3 89%เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูงมากๆ แน่นอนว่าเทียบกับ Gaming Notebook ทั่วไปนั้นดีกว่ามาก ถือว่าเป็นระดับที่ดีเยี่ยมจริง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 500 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไปพอสมควร สู้แสงกลางแจ้งได้อย่างหายห่วง รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพแบบมืออาชีพได้สบายๆ ไร้กังวล

s5

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าหลายๆ ช่องมุมขวาบนที่เป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 500 cd/m2 แต่สำหรับช่องกลางแถวล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 7% ที่ถือว่ารับได้ อีกทั้งค่าคลาดสี Delta-E เฉลี่ยแล้วอย่ที่ 1.24 เท่านั้นเอง ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว สรุปคือเล่นเกมได้ดีมากๆ ส่วนสีสันก็จัดว่ายอดเยี่ยมอย่างที่หาได้อยากในตลาดโน๊ตบุ๊ค สมกับการมาของเทคโนโลยีหน้าจอแสดงผล 

ตัวเครื่องติดตั้งระบบเสียงแบบ 6 ลำโพง แบ่งออกเป็น 2 x 2W tweeter โดยมีช่องลำโพงคู่อยู่ขอบตัวเครื่องบน เน้นคุณภาพสูง ที่เน้นให้เสียงกลางและแหลม พร้อมลำโพงซัฟวูฟเฟอร์อีก 4 ตัวด้านใต้ตัวเครื่อง ทำให้ได้เสียงทุ่มหนักหน่วงกว่า แบบ Dual Force-Canceling ให้เสียงที่สมดุลและยอดเยี่ยม เทคโนโลยี Dolby Atmos ก็จะช่วยให้การรับฟังสมจริงมีน้ำมีนวลมากขึ้น และเสียงเซอราวด์ซาวด์มีมิติ สมจริงมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมด้วย Preset สำหรับภาพยนตร์และเกมส์อีกด้วย เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น ให้ขอบเขตเสียงที่กว้าง เสียงกลางแหลมออกชัดเจนดี ส่วนทุ้มมีออกมาพอตัว

ASUS ROG Zephyrus S17

จากการที่ ASUS ROG Zephyrus S17 มีลำโพงซัฟวูฟเฟอร์แยกออกมาต่างหาก มีไดนามิกมากขึ้นสำหรับเสียงความถี่ต่ำ ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้นถือว่าดีมากๆ ทั้งเรื่องคุณภาพและความดัง ซึ่งหากว่าเพื่อนๆ เป็นผู้ใช้งานทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ นอกจากนี้ไมโครโฟนแบบ 3 มิติมีโหมดบันทึกเสียงที่สามารถปรับให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Cardioid ที่จะจับแหล่งกำเนิดเสียงของผู้ใช้ โหมดรับเสียงรอบทิศทางสำหรับการใช้งานหลายคนพร้อมกัน  และการผสมผสานทั้ง 2 แบบด้วยโหมด สเตอริโอ เพื่อความหลากหลายในการใช้งาน

Connector / Thin And Weight

ด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องจัดว่าครบเครื่องมากๆ จากการที่เป็น Gaming Notebook ระดับสูง โดยตัวพอร์ตจะอยู่ด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง มีทั้ง USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต, USB 3.2 Type-C จำนวน 1 พอร์ต และ Thunderbolt 4 อีก 1 พอร์ต ที่รองรับการโอนไฟล์สูงสุดที่ความเร็ว 40Gbps / DisplayPort 1.4 ผ่านจอแยก 4K, 8K / ชาร์จไฟกลับเข้าเครื่อง USB Power Delivery

พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง และ HDMI 2.0 แน่นอนว่ามีต่ออแดปเตอร์ปกติ 1 ช่องด้วย ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวา นอกจากนี้ยังได้ในส่วนของ LAN RJ45 ด้วย รวมไปถึงยังได้ SD Card Reader รองรับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุด 312 MB / วินาที (UHS-II, 312MB/s) ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงรูปภาพและข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว 

ASUS ROG Zephyrus S17

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.2 (Dual band) 2×2 และ Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของตัวเครื่อง 394 x 264 x 19.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.6 กิโลกรัม ถือว่าค่อนข้างเบาเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 280 W เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3.5 กิโลกรัมเท่านั้น พอแบกพกพาไปไหนมาไหนได้ แม้จะค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับ ROG Zephyrus รุ่นอื่นๆ แต่ก็พอถือมือเดียวได้ หยิบจับไปไหนก็สะดวกสำหรับหนุ่มๆ แต่สาวๆ ที่เป็นสาย Gamer อาจจะลำบากหน่อยๆ

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง ASUS ROG Zephyrus S17 เพื่อทำการอัพเกรดนั้นทำง่ายมาก โดยมุมนึงจะมีสกรูแบบพิเศษหนึ่งตัวที่จะช่วยให้การเข้าถึงการอัพเกรดเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เพียงไขน็อตทุกตัวด้วยหัวแบบดาว โดยจะมีอยู่ 1 ตัวที่มุมตัวเครื่อง ที่เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกมาได้เลย จากการที่มันจะเปิดแง้มขึ้นมาอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามต้องระวังนิดนึงก็คือ น็อตแต่ละตัวแต่ละตำแหน่งนั้นมีความยาวสั้นไม่เท่ากัน ถอดออกมาแล้วก็เรียงให้เรียบร้อย เพื่อกรณีใส่กลับจะได้ใส่ถูกรู

ASUS ROG Zephyrus S17

เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว มีพัดลมขนาดใหญ่เทคโนโลยี ROG Intelligent Cooling พร้อมระบายความร้อนที่มี Anti-Dust Tunnels ที่อยู่ในชุดฟินสีดำ หมดกังวลเรื่องฝุ่นที่ติดตรงครีบระบายความร้อนจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 6 เส้น พร้อมกันนั้นยังมีการติดตั้ง Liquid Metal นำพาความร้อนแบบพิเศษจาก CPU / GPU เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว 

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นแผ่นสีดำ สีเทาแปะติดไว้อยู่ในหลายๆ ส่วนเพื่อกันไฟฟ้าสถิต และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดคือมีช่องใส่ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ที่ใส่มาแล้ว 3 ตัว ตัวละ 1TB แบบต่อ Raid ได้ความเร็วแรงมากๆ ส่วนหน่วยความจำแรมขนาด 16GB แถวแรกเป็นแบบฝังบอร์ด และรองรับการใส่ 1 แถว (SO-DIM) ซึ่งใส่มาแล้ว 16GB อีกหนึ่งแถว รวมเป็น 32GB ซึ่งก็ใส่มาเต็มแล้วในส่วนของเครื่องทดสอบ ซึ่งรองรับการอัพเกรดสูงสุดที่ 48GB

Performance / Software

ASUS ROG Zephyrus S17 มาพร้อมกับชิปประมวลผลเน้นประสิทธิภาพสูงสุดรุ่นใหม่ของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake H45 เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร SuperFin อย่าง Core i9-11900H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่ารุ่น Core i7-11800H ที่ใช้กันในหลายแบรนด์ ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง

โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.50 GHz ซึ่งสามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 4.90 GHz เป็นซีพียูแบบ 8 Core 16 Threads ได้ 24 MB L3 Cache มาพร้อมแรมภายในขนาด 32GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 16GB x 1 แถว และออนบอร์ดมาแล้วที่ 16GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ที่มีมาให้ใช้งานลื่นไหลทันทีแบบสบายๆ 

c1 5.   c2 4

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics Xe 750 32EUs  ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง ด้วยความเร็ว 350 – 1450 (Boost) MHz อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้น แต่ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ QuickSync ทำให้รองรับการแสดงผลระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล

โดยมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 โดยมีแรมของกราฟิกอยู่ที่ 16GB GDDR6 ซึ่งตรวจสอบแล้วเป็น Max-P ไม่ใช่ Max-Q เน้นความแรงลื่นมากกว่า สถาปัตยกรรม Ampere เทคโนโลยีการผลิต 8 นาโนเมตร โดยเป็น RTX เจนที่ 2 ที่ต้องบอกว่าแรงกว่ารุ่นก่อนหน้าที่เทียบเคียงอย่าง GeForce RTX 2080 ได้ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่าด้วย 

 

 

เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ทุกประเภท รองรับ Ray Tracing ช่วยเพิ่มคุณภาพการแสดงแสงเงาให้แม้แต่เกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น สมจริงกว่าที่เคยมีมา เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว พร้อมกันนั้นยังมีการเพิ่มค่า TGP สูงสุดเป็น 140W อีกด้วย

g2 3.   g1 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล Intel Core i9-11900H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นรุ่นระดับบน เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryze / Intel Core รุ่นก่อนๆ ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก RTX 3080 Max-P เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

 

cine15 4.   cine20 4

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว รองรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 3TB (1TB x 3) แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 10,493 MB/s และเขียนที่ 9,576 MB/s ที่เร็วมากๆ จัดเป็น SSD ระดับสูงเลยทีเดียว  ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD M.2 SATA 3 หรือ SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe Gen 3 แบบเดิมๆ แล้วละก็ จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ตั้งแต่เปิดเครื่อง โหลดไฟล์ต่างๆ รวมไปถึงการโหลดเกม 

ssd3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,706 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล Intel Core i9-11900H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeFoce RTX 3080 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนมากพอตัว (แต่อย่างไรก็ตามด้วยอะไรบางอย่าง คะแนนในการทดสอบควรจะได้มากกว่านี้ที่ 7,000+)

pc101

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 10,790 เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน

3d 5

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 8 / GTA V / Far Cry 6ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / SCUM ทั้งความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล และ 3840 x 2160 พิกเซล (ตาม Native ของหน้าจอ) โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด จากกราฟตามภาพแรก ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุด

game 2k

ต่อกันที่ภาพที่สองจะเป็นการทดสอบความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นความละเอียดที่สูงค่อนข้างกินทรัพยากรเครื่อง สามารถดูได้จากเกม Far Cay 6 แลั SCUM นั้นต้องยอมรับว่าเป็นเกมที่กินสเปกจริงๆ แนะนำว่าเล่นจริงๆ ปรับความละเอียดเป็น 2560 x 1600 พิกเซล หรือปรับกราฟิกในเกมระดับกลาง ๆ จะลื่นไหลกว่า ซึ่งเกมอื่นๆ ถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ ให้วิ่งได้ที่ 120Hz ตาม Refreash Rate หน้าจอ

game 4k

นอกเหนือจากนี้ยังมี Armory Crate Armory Crate รุ่นล่าสุดที่เป็นซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบ อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์เช่น Windows / Silent / Performance / Turbo / Manual รวมไปถึงการปรับค่าไฟ RGB ของคีย์บอร์ด ที่จะเป็นพรีเซ็ทหรือจัดกรด้วยตัวเอง ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ 

ma1

ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่าง MyASUS ที่ไว้คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ และง่ายต่อการใช้งานต่างๆ เรียกได้ว่าซอฟต์แวร์ที่ติดเครื่อง Gaming Notebook รุ่นนี้มา สามารถใช้งานได้สะดวกสบาย จบครบใน 2 โปรแกรมนี้

myasus

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่อง ASUS ROG Zephyrus S17 นี้เป็นแบบฝังตามปกติขนาดความจุสูงที่ประมาณ 5800 mAh หรือ 90Wh ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวประมาณ 6:30 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 17.3″ สเปกแรงลื่นแบบนี้ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้ สมกับเป็น ROG Zephyrus Series จริงๆ 

batt 4

อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไฟกลับแบบรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี Fast Charging ที่ใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็สามารถชาร์จไฟแบตเตอรี่จาก 10% กลับมาที่ 50% ได้ นอกนจากนี้ยังรองรับอแดปเตอร์ที่เป็น USB-C มาตรฐานPower Delivery (PD) ซึ่งจะมีขนาดเล็ก ทั้ง USB Type-C หรือ พอร์ต Thunderbolt 4 เพื่อชาร์จไฟได้อีกด้วย เพื่อความสะดวกสบายในการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในกรณีที่เราใช้งานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมล่ะก็ จำเป็นต้องต่อกับอแดปเตอร์หลีกที่จ่ายไฟ 280W เท่านั้น

temp2

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor สามารถตรวจสอบได้ครบถ้วนทั้ง CPU / GPU จากการที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด จากการทดสอบเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 26 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ด้วยการเปิดโหมด Turbo ที่เร่งประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 18

ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่  ซึ่งชิปประมวลผลร้อนสุดๆ ที่ 94 องศาเซลเซียส นับว่าควบคุมความร้อนได้ดี โดยไม่สูงเกินไปกว่านี้แน่นอน เพราะระบบยังคงจัดการได้ดีอยู่ พร้อมกันนั้นไม่กระทบต่อการใช้งานด้วย เพราะประสิทธิภาพไม่ตกเลย ในส่วนของการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 84 องศาเซลเซียสเท่านั้น ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่มีซอฟต์แวร์ Armory Crate ถ้าใช้งานทั่วไป เราสามารถเลือกปรับโหมดต่างๆ เช่น Windows ทำให้พัดลมแทบไม่หมุนและไม่มีเสียงรบกวนเลย

Conclusion / Award

สิ้นสุดการรอคอยของการมาของ Gaming Notebook ดีไซน์บางเบาหน้าจอใหญ่ 17.3″ ในปี 2021 ที่เป็นการพัฒนามาจาก DNA ของ ASUS ROG Zephyrus Series ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า Gaming Notebook ปีก่อนมากๆ สำหรับ ASUS ROG Zephyrus S17 มีฟีเจอร์ Gaming จัดเต็มรอบด้านในทุกมิติ โดยมีราคา 129,990 บาท และตอนนี้มีเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น จัดได้ว่าเน้นความพรีเมียมและเรื่องความบางเบาพกพา พร้อมประสิทธิภาพความแรงขั้นสูงสุด ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอดกว่าทั้งระบบภาพและเสียง เป็นหลักตามซีรีส์ของ ROG Zephyrus อย่างที่เราทราบกัน

ASUS ROG Zephyrus S17

ซึ่ง ASUS ROG Zephyrus S17 เครื่องที่ได้รับมารีวิวนี้ยังเป็นสเปกเครื่องขายจริงที่พร้อมจำหน่ายในไทยแล้ว ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i9-11900H ที่เน้นความแรงที่มากกว่า Core i7-11800H ที่หลายๆ รุ่นใช้งาน เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin สถาปัตยกรรม Tiger Lake H45 ผสานกาทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกตัวแรงแต่ร้อนน้อยอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (16GB GDDR6) ซึ่งยังมีฟีเจอร์ ROG Boost เพิ่มความแรงเป็น 1645MHz ที่ 125W และ Dynamic Boost จะเร่งเป็น 140W ด้วยฟีเจอร์ ROG Boost

ASUS ROG Zephyrus S17

รวมไปถึงในส่วนของแรมยังได้เป็นมาตรฐานใหม่ด้วยขนาด 32GB DDR4 Bus 3200 MHz แน่นอนว่าที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB  แบบ HyperDrive Ultimate SSD RAIDซึ่งต้องบอกว่าประทับใจมากๆ ที่ระดับความเร็ว 10,000 MB/s กับความแรงในมิติดีไซน์ที่เล็กกระทัดรัดสุดๆ ในตัวเครื่อง 16″ เท่านั้น เรียกได้ว่าเทียบกับ ASUS ROG Zephyrus M16 ที่มีขนาดตัวเครื่องเล็กกว่าด้วย พร้อมความเบากว่าเล็กน้อย แน่นอนว่ามีการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และพอร์ต Thunderbolt 4 ล้ำๆ ด้วย

ASUS ROG Zephyrus S17

จากการทดสอบใช้งานจริงเล่นเกมจริงๆ เห็นได้ชัดถึงความทรงพลังของชิปประมวลผลและการ์ดจอรุ่นใหม่ ซึ่งแรงกว่าจากเดิมๆ แล้ว อีกทั้งมี ROG Intelligent Cooling ที่จัด Heatpipe มาให้ถึง 6 เส้น, พัดลมดีไซน์ใหม่ที่ช่วยลดเสียงรบกวนพร้อมทำความสะอาดตัวเองได้ และใช้ Liquid Metal Thermal Grizzly ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่า ที่สำคัญหน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูงที่ให้ค่า sRGB 100% พร้อม Refresh Rate ที่ 120Hz พร้อมความละเอียด Ultra HD ที่มากกว่า รวมไปถึงยังได้ลำโพงจัดเต็มถึง 6 ตัวระบบเสียง Dolby Atmos ที่เป็นที่สุดของความบันเทิงจริงๆ

ASUS ROG Zephyrus S17

ในตอนนี้ถ้าใครต้องการ Gaming Notebook ตัวแรง และได้สเปกใหม่และแรงสุดๆ ในค่าตัวระดับแสนบาทต้นๆ กับ ASUS ROG Zephyrus S17 สเปก Core i9-11900H + GeForce RTX 3080 Max-P ก็ตอบโจทย์อยู่ ได้การรับประกัน 3 ปีแบบทั่วโลก พร้อมบริการ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็มกว่ารุ่นก่อนๆ ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook หลายๆ รุ่นในตลาดจริงๆ ทั้งตัวเครื่องและบริการหลังการชายด้วย เอาว่าใครงบถึง ก็แนะนำว่าจัดกันได้เลย

ASUS ROG Zephyrus S17

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 16 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ROG Zephyrus S17 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ผลิตภัณฑ์ของ ROG โน๊ตบุ๊คสายบางเบาพรีเมียมตัวท็อป ที่เบาเพียง 2.6 กิโลกรัม บาง 19.9. มิลลิเมตร มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญวัสดุคุณภาพดีงานประกอบก็เยี่ยมทั้งอลูมิเนียมอัลลอยด์ ฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม  มีสีสัน Off Black โดดเด่น พร้อมคีย์บอร์ดที่สามารถยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา ช่วยให้การวางมือพิมพ์สะดวกมากยิ่งขึ้นแล้วยังขยายช่องอากาศให้กว้างขึ้น ตัวเครื่องมีผิวสัมผัส Soft-touch ในบริเวณที่รองข้อมือ ที่ยังช่วยลดโอกาสเกิดรอยนิ้วมือที่ไม่น่าดู ด้วยเคลือบผิวที่บาง ทำให้ยังคงได้ผิวสัมผัสที่ดี

NBS award 7 Design  

Best Performance

ASUS ROG Zephyrus เครื่องที่เรานำมาทดสอบสเปคเป็นชิปประมวลผล พ่วงด้วยการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P ได้แรม 32GB และ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ซึ่งทดสอบการใช้งานเล่นเกมจริงแล้วแรงจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดีมากๆ ส่วนการใช้งานทั่วไปหรืองานแบบมือาชีพนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ หรือเล่นเกมก็ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ที่สำคัญได้ความพรีเมียม บางเบา เรียกได้ว่าทรงพลังจริงๆ สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ แบบนี้

award new performance

Best Gaming

รวมไปถึงลำโพงก็จัดเต็มถึง 6 ตัว ระบบ Dolby Atmos ที่ให้เสียงกระหึมพร้อมรายละเอียดเสียงที่จัดเต็ม และที่สำคัญคือ เทคโลโลยี ROG Intelligent Cooling ที่มีสารนำความร้อนเป็นโลหะเหลว พัดลมชนิดที่บางพิเศษทำให้สามารถดึงประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องออกมาได้อย่างเต็มที่ ระบบระบายความร้อนโดยรวมที่ดีมากๆ เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 84 ใบ พร้อมฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่พร้อมทำความสะอาดตัวเองได้ และ Liquid Metal ดึงความร้อนออกจาก CPU / GPU ได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ที่สเปกแรงลื่นขนาดนี้ แต่ใช้งานจริงได้ไม่ร้อนเลย 

award new Gaming

Best Graphic

จากการที่เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ ที่ให้ประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่ารุ่นทั่วๆ ไป ทั้งจากหน้าจอความละเอียดสูงกว่าที่ 4K Ultra HD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ซึ่งพาเนลเป็น IPS เกรดสูงมากระดับ sRGB 100% อีกทั้งได้ Refresh Rate ที่ 120Hz / 3ms ส่งผลให้เล่นเกมได้สนุกสนานกว่าที่เคยมีมา (เลือกปรับเป็น 2K Quad HD ก็ได้) และหากต้องการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม ตัวเครื่องก็ยังมีพอร์ตที่ครบครันสำหรับการใช้งานทั่วไปด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจากการที่มีพอร์ต Thunderbolt 4 เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ดีที่สุด ต่อจอแยก 4K / 8K ได้ทันที  

award new Graphic

Click to comment
 
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Buyer's Guide

เมาส์เกมมิ่งมาโครไร้สาย มีปุ่มเอาไว้เซ็ตสกิลเอาไว้ได้ไม่พอ ยังเอาไว้ทำงานได้ด้วย! เมาส์มาโครจัดเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับเกมเมอร์สาย RTS, MOBA แต่ถ้าเอาเมาส์เกมมิ่งมาโครไร้สายด้วย ปัจจุบันนี้ก็มีให้เลือกหลายรุ่นและมีปุ่มมาโครติดมาข้างเมาส์ให้ตั้งค่าเรียกคำสั่งลัดหรือกดสกิลได้ง่ายขึ้น ซึ่งปกติแล้วเราจะเห็นเมาส์มาโครแบบมีสายเป็นส่วนใหญ่ แต่เพราะเทคโนโลยีการรับส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ก็จะมีเกมมิ่งเมาส์ไร้สายให้หาซื้อได้ง่ายหลายรุ่นขึ้น Advertisement อย่างไรก็ตาม เมาส์ไร้สายหลายๆ รุ่นก็ตั้งมาโครได้ แต่จะเป็นมาโครแบบสวมกับปุ่มฟังก์ชั่นหลัก เช่น ปุ่ม Forward, Backward หรือปุ่มคลิกเมาส์ เป็นต้น แต่รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำจะเป็นแบบมีปุ่มมาโครให้กดตั้งค่าโดยเฉพาะไม่ได้เข้ามาสวมปุ่มหลัก...

รีวิว Lenovo

Lenovo Legion Slim 7 จัดว่าเป็นหนึ่ง Lenovo Legion Series สเปก AMD ปี 2021 ที่ได้รับความสนใจไม่แพ้รุ่นอื่นๆ จากการที่ดีไซน์สวยเรียบง่ายแตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไป กับความเบาเพียง 1.9 กิโลกรัม บาง 15.9 – 18.9...

Buyer's Guide

MSI Commart 2021 ช่วงปลายปีนี้ขนโน๊ตบุ๊คมาหลายรุ่นหลายราคา ทั้ง Gaming / Creator พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมาย อีกทั้งได้ของแถมจัดเต็มสุดๆ หลักๆ แล้วประกอบไปด้วย MSI Modern Series กับราคาเริ่มต้นไม่ถึง 20,000 บาท เน้นความบาง เบา เข้ากับไลฟ์ไสตล์สมัยใหม่ ซึ่งมีช่วงราคาที่หลากหลาย ได้ความคุ้มค่าตามแต่การใช้งาน โดยแต่ละรุ่นมีส่วนลดไม่เท่ากัน...

COMMART

Commart Bright 2021 งานใหญ่ปลายปีมาแล้ว!! โน๊ตบุ๊ครุ่นไหนน่าสน? โปรฯ ไหนเด็ดสะระตี่? วิธีเข้างานทำอย่างไร? บทความนี้อ่านทีเดียวจบ!! หลังจากงาน Commart เมื่อเดือนมีนาคม 2021 ที่ผ่านมาก็เป็นเวลาร่วม 8 เดือนแล้ว ในที่สุด Commart Bright 2021 ก็กลับมาจัดที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ได้อีกครั้ง โดยปีนี้จะมีมาตรการการเข้างานที่รัดกุมยิ่งขึ้น...