Connect with us

Hi, what are you looking for?

SOFTWARE

7 โปรแกรม Mixer ปรับเสียงน่าใช้ มิกซ์เพลงแต่งเสียงได้ตามใจ มีทั้งฟรีและเสียเงินให้เลือก

โปรแกรม Mixer ปรับเสียงน่าใช้ทั้งฟรีทั้งเสียเงิน สำหรับคนอยากมิกซ์เพลงทำเสียงมาโหลดกันตรงนี้!

mixer cover

คนที่มีดนตรีในหัวใจแล้วอยากเริ่มทำเพลงของตัวเองมาอัพโหลดขึ้น YouTube ดู ก็น่าจะอยากได้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงดี ๆ เอาไว้จูนเสียงทำเพลงกันแน่ ๆ ซึ่งตอนนี้โปรแกรมกลุ่มนี้มีทั้งแบบฟรีที่โหลดมาใช้งานได้เลยและมีฟีเจอร์หลัก ๆ อย่างการตั้งไลน์เสียง, แต่งทำนองและใส่เอฟเฟคพื้นฐานต่าง ๆ ไปจนถึงเวอร์ชั่นเสียเงินแล้วเอาไปทำเพลงหาเงินได้เลยทีเดียว

ซึ่งโปรแกรมกลุ่มนี้แค่ติดตั้งเอาไว้ในเครื่องก็เริ่มแต่งเพลงกันได้เลย แล้วถ้าเพลงเริ่มติดตลาดจะเติมมิกเซอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เข้ามาเสริมให้คุณภาพของเสียงและเพลงดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้ แต่ศิลปินชื่อดังบางคนแค่มีโปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ฟีเจอร์เยอะและโน๊ตบุ๊คสเปคแรงสักหน่อยก็เรียกว่าเหลือเฟือและใช้ทำเพลงได้แล้ว ดังนั้นถ้าใครสนใจจะมิกซ์เพลงเองสักครั้งหนึ่ง ผู้เขียนก็ได้รวบรวมข้อมูลและซอฟท์แวร์น่าใช้มาให้เลือกกันในบทความนี้แล้ว

โปรแกรม Mixer ปรับเสียงอยากเติมเอาไว้ใช้มิกซ์เพลงได้เทพขึ้น จะมาจัดทีหลังก็ได้นะ

ก่อนโหลดโปรแกรม Mixer ปรับเสียงมาใช้ ต้องใช้พีซีสเปคประมาณไหน?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าจะเริ่มมิกซ์เพลงสักเพลง พีซีหรือโน๊ตบุ๊คที่มีอยู่ที่บ้านของเราจะเอามาใช้มิกซ์เพลงไหวไหม ทำงานได้ลื่นหรือเปล่า? ในส่วนนี้ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโปรแกรมกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้การ์ดจอที่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกับโปรแกรมแต่งภาพที่ผู้เขียนเคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ เพราะโปรแกรมกลุ่มนั้นต้องใช้การ์ดจอช่วยเรนเดอร์เรื่องภาพและสีสันเป็นหลัก

กลับกันโปรแกรม Mixer ที่ทำงานกับเสียงเพลงจะเน้นเรื่องซีพียูเป็นหลักว่าต้องเป็นซีพียูที่มีคอร์เยอะเพื่อช่วยประมวลผลเรื่อง Codec ไฟล์เสียงต่าง ๆ กับหน้าจอที่ใหญ่สักหน่อยจะได้เห็นไลน์เสียงกว้างที่สุดแบบเกือบหรือครบทั้งเพลง โดยสเปคขั้นต่ำที่แนะนำสำหรับใช้กับโปรแกรม Mixer ปรับเสียงต่าง ๆ คือ

สเปคของพีซีสำหรับโปรแกรม Mixer ปรับเสียง ขั้นต่ำ
ซีพียู ซีพียูแบบ 4 คอร์ขึ้นไป ความเร็ว 2.2 GHz
แรม 4GB หรือมากกว่า
ฮาร์ดดิสก์ ความจุขั้นต่ำ 256GB เป็นฮาร์ดดิสก์ก็ได้หรือ SSD ยิ่งดี
ระบบปฏิบัติการ 64-bit 
ขนาดหน้าจอ 15 นิ้วขึ้นไป

จะเห็นว่าโปรแกรม Mixer นั้นไม่ได้กินสเปคมากอย่างที่คิดแล้ว และโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันแทบทุกรุ่นสามารถมิกซ์เพลงได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน แต่ถ้าสเปคดีกว่าที่แนะนำเอาไว้ก็จะสามารถประมวลผลไฟล์เพลงให้เสร็จได้เร็วขึ้น

และนอกจากโน๊ตบุ๊คหรือพีซีแล้วใครที่จะร้องเพลงแล้วเอามามิกซ์ในโปรแกรมนี้ด้วย ผู้เขียนก็แนะนำให้ลงทุนกับไมโครโฟนสำหรับร้องเพลงโดยเฉพาะเอาไว้ใช้สักตัว เช่น RODE, SHURE หรือ Sony แล้วหา Pop Filter ที่เป็นแผ่นกันเสียงรบกวนจากอากาศเข้าไมค์มาติดด้วย จะช่วยให้มิกซ์ทำนองและเสียงร้องเพลงของเราได้เพราะขึ้นมากอย่างแน่นอน

7 โปรแกรม Mixer ปรับเสียงแนะนำให้ใช้

สำหรับโปรแกรม Mixer ปรับเสียงแต่งเพลงที่น่าใช้จะมีทั้งโปรแกรมฟรีที่โหลดมาใช้งานได้เลยและมีฟีเจอร์หลัก ๆ อยู่ค่อนข้างครบถ้วนกับโปรแกรมจ่ายเงินที่มีให้เลือกหลายแพ็คเกจ แต่ก็มีฟีเจอร์เสริม, Plugin และฟังก์ชั่นเยอะขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง 6 โปรแกรมมี

  1. GarageBand กับ Logic Pro (Apple MacBook)
  2. FL Studio (199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท)
  3. Audacity (ฟรี)
  4. Adobe Audition (748 บาท/เดือน)
  5. MixPad Multitrack Mixer (ฟรี)
  6. VOCALOID5 (360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท)
  7. SoundAtion (6.99 ดอลลาร์ หรือราว 230 บาท/เดือน)
1. GarageBand กับ Logic Pro (Apple MacBook)

garageband

สำหรับคนที่อยากมิกซ์เพลงสักเพลง หลายคนอาจจะคิดถึง Apple MacBook กันเป็นเครื่องแรก ๆ เพราะว่าประสิทธิภาพดี และมีซอฟท์แวร์ครบเครื่องรวมไปถึง GarageBand ที่เป็นโปรแกรม Mixer ที่ติดมากับ macOS ที่พร้อมใช้งานได้เลย ซึ่งตัวซอฟท์แวร์นั้นสามารถมิกซ์ไลน์เสียงจากเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งกีตาร์, คีย์บอร์ดและใส่ไลน์เสียงที่อัดจากไมโครโฟนของเราเพิ่มเข้าไปได้ง่าย ๆ รวมทั้งซินธิไซเซอร์เอาไว้คุมการเปลี่ยนโทนเสียงเพลงให้เป็น EDM แนวต่าง ๆ ได้มากมาย หรือจะเปลี่ยนไปทำเพลงแนวคลาสสิคก็ได้ นอกจากนี้ถ้าใครใช้ iPhone, iPad ร่วมกับ MacBook ก็ใช้ประโยชน์จาก Apple Ecosystem ที่แต่งในอุปกรณ์ iOS แล้วเอาเพลงมาทำต่อใน MacBook จนเสร็จก็ได้เรียกว่าถึงเป็นซอฟท์แวร์ติดเครื่องมาแต่ก็ครบเครื่องสุด ๆ เช่นกัน

logicpro

ส่วนใครที่เริ่มเป็นมือโปรเป็นดีเจที่มิกซ์เพลงแล้วอยากให้มีเอฟเฟคและลูกเล่นตอนมิกซ์เพลงเยอะขึ้น อย่างทำลูปเสียงเพลง, ใช้ iPhone หรือ iPad เป็นรีโมตคุมเพลงที่มิกซ์เสร็จแล้วและใส่เอฟเฟคใหม่ ๆ เข้าไปในเพลงของตัวเองให้จัดเต็มกว่าเดิม แนะนำให้ขยับมาเป็น Logic Pro ที่เป็นซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นอัพเกรดจาก GarageBand ได้เลย โดยตอนแรกทาง Apple จะให้ลูกค้าผลิตภัณฑ์ได้ใช้งานซอฟท์แวร์นี้ฟรี 90 วันก่อน แล้วถ้าชอบหรือมีประโยชน์กับการมิกซ์เพลงของเราก็จ่ายอีก 199.99 ดอลลาร์ หรือราว 6,600 บาท เพื่อซื้อเวอร์ชั่นเต็มที่ใช้งานได้ตลอดไปแล้วติดกับ Apple ID ของเราไปได้เลย แต่ GarageBand กับ Logic Pro จะใช้ได้เฉพาะระบบปฏิบัติการ macOS เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครอยากใช้ซอฟท์แวร์นี้ก็ต้องซื้อ MacBook ก่อนถึงจะใช้งานได้

Format ของไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้จะได้คุณภาพสูงถึงระดับไฟล์ประเภท AIFF, WAV, CAF, PCM, ALAC, AAC, MP3 และอื่น ๆ จัดว่าถ้าใครใช้ macOS แนะนำให้ลองเริ่มจากซอฟท์แวร์นี้ได้เลย

2. FL Studio (199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท)

flstudio

โปรแกรม Mixer เอาไว้แต่งเสียงทำเพลงที่น่าใช้และฟีเจอร์ล้นไม่แพ้กับพี่น้อง GarageBand และ Logic Pro ของ Apple สำหรับสาย Windows และ Android จะเป็น FL Studio ที่สร้างเอฟเฟคเสียงและปรับ Equalizer ได้ละเอียด, ปรับแต่งไฟล์เสียง, ใส่เอฟเฟคให้กับเพลงได้มากมายหลายแบบ รวมทั้งอัดเสียงเพิ่มเข้าไปในแทร็กที่กำลังมิกซ์เพลงอยู่ได้ด้วย และข้อดีคือติดตั้งได้ใน Windows, macOS, iOS และ Android และซอฟท์แวร์ก็เป็นแบบซื้อขาด จ่ายครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีวิตไม่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนและได้รับอัพเดทแพทช์และเวอร์ชั่นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งดีเจต่างประเทศชื่อดังหลาย ๆ คนก็เลือกใช้งานกัน เช่น Martin Garrix หรือ Avicii ก็ซื้อซอฟท์แวร์นี้มาใช้งานเช่นกัน

จุดเด่นของโปรแกรมนี้ คือเป็นซอฟท์แวร์ที่เน้นการมิกซ์เพลงโดยเฉพาะ, ให้ฟีเจอร์หลักครบเครื่องและรองรับ Plugin เสริมที่โหลดมาเพิ่มเติมได้มากมายหลายแบบ แต่หน้าตาซอฟท์แวร์จะดูพื้น ๆ และต้องใช้เวลาเรียนรู้สักระยะถึงจะใช้งานได้คล่อง ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้ มีทั้ง AIFF, DS, MP3, OGG, WAV ฯลฯ ซึ่งผู้ใช้ที่สนใจอยากลองซอฟท์แวร์นี้ดูว่าตอบโจทย์ของเราหรือเปล่า ก็โหลดเวอร์ชั่นฟรีที่หน้าเว็บไซต์ไปลองก่อนได้แล้วค่อยจ่ายเงินซื้อซอฟท์แวร์มาใช้งานก็ได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำว่าถ้าจะซื้อมาใช้งาน แนะนำให้เริ่มที่ตัว FL Studio Producer Edition ราคา 199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาทไปเลย เพราะว่ามีฟีเจอร์ Audio recording เอาไว้อัดเสียงเพิ่มเติมเข้าไปได้ด้วย แล้วถ้าอัพเกรดก็ขยับมาตัวสูงสุดอย่าง FL Studio All Plugins Edition ราคา 499 ดอลลาร์ หรือราว 16,000 บาทภายหลังให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องก็ได้เช่นกัน

3. Audacity (ฟรี)

Theme Dark

สำหรับสายฟรีที่หาโปรแกรม Mixer ปรับเสียงแบบง่าย ๆ ทั้งจูนเสียง ตัดต่อ ใส่เอฟเฟคต่าง ๆ ได้ แถมยังใช้ Shortcut คีย์บอร์ดคุมแบบง่าย ๆ ได้ด้วย แนะนำให้ลองโหลด Audacity มาลองก่อนได้เลยและจะใช้ไปจนเป็นมือโปรด้วยซอฟท์แวร์นี้ก็ได้ แค่หน้าตาซอฟท์แวร์จะดูเก่าไปบ้างก็ตาม ติดตั้งได้ทั้ง Windows, macOS และ Linux เลยทีเดียว ซึ่งข้อดีนอกจากฟรีคือ บันทึกไฟล์เสียงแยกจากอุปกรณ์ต่อเสริมภายนอกอย่างไมโครโฟนหรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้, ตัดต่อไฟล์เสียงหรือจะโหลด Plugin มาเติมมาเสริมให้ซอฟท์แวร์ทำงานได้ดีขึ้นได้ด้วย ส่วนไฟล์เสียงก็ Export เป็นนามสกุล AIFF, OGG, WAV, FLAC, MP3 ฯลฯ รวมทั้งผู้พัฒนาแอพฯ ก็อัพเดทแพทช์ให้กับซอฟท์แวร์อย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ซอฟท์แวร์ก็เป็นเวอร์ชั่น 64-bit แล้ว และถ้าใครมีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ช่วยพัฒนาซอฟท์แวร์นี้ให้ดีขึ้นได้ด้วย

4. Adobe Audition (748 บาท/เดือน)

audition

ถ้าเป็นงานสายครีเอเตอร์แบบต่าง ๆ เชื่อว่าใครก็คิดถึงโปรแกรมสาย Adobe อย่างแน่นอน ซึ่งสายโปรแกรม Mixer ก็มี Adobe Audition ให้เลือกใช้ โดยทดลองเล่นฟรีได้ 7 วันแล้วจะจ่ายค่าบริการรายเดือนก็ได้ ซึ่งจุดเด่นคือตัวซอฟท์แวร์มีฟีเจอร์ปรับแต่งเสียงให้ใช้งานได้หลากหลายแบบและเหมาะกับงานสายมิกซ์กับพากย์เสียงเป็นพิเศษ รวมทั้งตัดต่อไฟล์เสียงหลายแทร็กพร้อมกันได้ ติดตั้งได้ทั้ง Windows และ macOS อีกด้วย แต่ทางสื่อต่างประเทศที่รีวิวโปรแกรมสายเพลงและตัดต่อเสียงแนะนำว่า Adobe Audition จะเหมาะกับการมิกซ์เสียงประเภทงานพากย์เสียงแบบ Voice Over หรือดึงเสียงพูดให้ตรงกับที่ปากขยับเป็นหลัก ไม่ค่อยเหมาะกับการมิกซ์เพลงเท่าไหร่แถมยังต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน ไม่ได้ขายขาดเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว ส่วนไฟล์ที่ Export ออกมาได้จะมีนามสกุลหลายแบบทั้ง AIFF, MP3, WMA, WAV, AC-3, PCM, AIFC ฯลฯ 

5. MixPad Multitrack Mixer (ฟรี)

main multiwindow large transparent

ถ้าอยากได้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ฟีเจอร์ครบ ใช้งานได้เยอะเหมือนโปรแกรมจ่ายเงินแต่โหลดได้ฟรี MixPad Multitrack Mixer ก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะใช้ทำไฟล์เพลง, อัดเสียงต่าง ๆ ทำโฆษณาหรือดีเจมือใหม่อยากเอาไว้อัดเสียงไว้เปิดในงานก็ได้ มี Equalizer และฟีเจอร์ต่าง ๆ ทั้งใส่เสียงบีตที่เหมาะกับเพลงของเราหรือจะใส่เอฟเฟคเสียงต่าง ๆ เข้าไปก็ได้ ซึ่งมีให้ใช้ในซอฟท์แวร์แบบครบเครื่อง และจะโหลด VST Plugin เข้ามาติดตั้งเพิ่มก็ได้ ใช้ได้ทั้ง Windows, iOS, macOS, Android จัดว่าฟรีแล้วฟีเจอร์เยอะใช้ได้หลากหลายระบบปฏิบัติการอีกด้วย ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้ถือว่าเยอะจัดเต็มทั้ง AIF, OGG, WAV, WMA, MP3, AMR, FLAC ฯลฯ แต่จุดสังเกตที่ทางสื่อต่างประเทศพูดถึง คือตัวโปรแกรมใช้เวลาโหลดนานมากและบางครั้งทำงานอยู่ก็อาจจะมีปัญหาโปรแกรม Crash แล้วหยุดการทำงานเอาดื้อ ๆ เหมือนกัน แต่เชื่อว่าผู้พัฒนาก็จะออกแพทช์แก้ไขโปรแกรมนี้ออกมาจัดการเรื่อย ๆ แน่นอน

6. VOCALOID5 (360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท)

สำหรับศิลปินที่อยากมิกซ์เพลงแบบจัดเต็ม มีทำนองและเนื้อเพลงแต่งเอาไว้ครบหมดแล้วแต่หานักร้องมาร้องด้วยไม่ได้สักที หรือต้องการทำเพลงแบบสำเร็จเอาไว้ไกด์ให้นักร้องเอาไว้ร้องตามจังหวะและทำนองที่ทำเอาไว้ จะแนะนำให้ลองใช้โปรแกรมชื่อดังจาก YAMAHA บริษัทด้านดนตรีชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง VOCALOID5 ซึ่งเหมาะกับศิลปินเดี่ยวมาก ซึ่งฟีเจอร์หลักอย่างตัดต่อแต่งเติมและจูนเสียงหรือทำมิกซ์เพลง EDM และอื่น ๆ ก็ทำได้เหมือนโปรแกรม Mixer ปรับเสียงตัวอื่น ๆ แต่จะจำกัดแทร็คที่ใช้มิกซ์ใช้ได้สูงสุด 32 แทร็คเท่านั้น

แต่จุดเด่นของ VOCALOID คือซอฟท์แวร์นี้จะสร้างเสียงนักร้องได้จากในตัวซอฟท์แวร์แบบ Real-time คู่กับทำนองที่แต่งแล้วอัดมาใช้งานหรือตัดต่อมาใช้ในซอฟท์แวร์นี้ได้เลย สำหรับเวอร์ชั่น 5 จะมีเสียงนักร้องให้ใช้ตั้งแต่ติดตั้งซอฟท์แวร์เลยที่ 4 คนในเวอร์ชั่น Standard ถ้าเป็น Premium จะเพิ่มเป็น 8 คน ซึ่งเป็นเสียงที่อัดจากมนุษย์เพื่อเอามาใช้เป็นเสียงนักร้องในเพลงที่แต่งเอาไว้ได้เลย โดยมีตัวประโยคสำเร็จรูปให้ใช้เกิน 2,000 แบบ, รูปแบบการร้องเพลงกว่า 100 แบบ และ Audio effect อีก 11 เวอร์ชั่น ติดตั้งใน Windows หรือ macOS ก็ได้ ซึ่งถ้าใครมิกซ์เสียงแต่งเพลงจนเสร็จแล้วอยากได้เสียงร้องภาษาอังกฤษก็ทำในซอฟท์แวร์นี้ได้ทันที ส่วนคนที่มีความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นก็ซื้อ VOICEBANK เพื่อเอาเสียงคาร์แรกเตอร์ญี่ปุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้ซอฟท์แวร์นี้อย่างฮัตสึเนะ มิกุและคนอื่น ๆ มาติดตั้งเพิ่มเติมได้อีกด้วย ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาจะเป็นไฟล์ WAV คุณภาพสูงที่เอาไปใช้งานได้เลย

อย่างไรก็ตาม ราคาของ VOCALOID5 นั้นเรียกว่าค่อนข้างสูง ถ้าเป็นเวอร์ชั่น Standard ที่มีเสียงนักร้องเพียง 4 คน จะอยู่ที่ 225.23 ดอลลาร์ หรือราว 7,400 บาท ส่วนเวอร์ชั่น Premium เสียงนักร้อง 8 คนอยู่ที่ 360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท และยังไม่รวม VOICEBANK ที่ซื้อเพิ่มเติมด้วย แต่สำหรับคนที่ต้องการใช้เป็นโปรแกรม Mixer ปรับเสียงอย่างเดียวอาจจะเริ่มแค่ตัว Standard แล้วจะซื้อ VOICEBANK เพิ่มเติมทีหลังก็ได้เช่นกัน

7. SoundAtion (6.99 ดอลลาร์ หรือราว 230 บาท/เดือน)

soundation

SoundAtion เป็นโปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ทำงานผ่านเบราเซอร์ที่เราใช้งานอยู่ โดยข้อดีคือนอกจากฟีเจอร์หลักอย่างเสียงเครื่องดนตรีสังเคราะห์หรือการใส่ Audio Effect ต่าง ๆ จะมีให้ใช้และยังปรับเสียงโหลดโปรเจคต่าง ๆ เหมาะเอาไว้ทำเพลงหรือ Podcast ก็ได้สบาย ๆ เพราะว่าตัวซอฟท์แวร์ใช้งานง่ายและทำงานบนออนไลน์เต็มระบบ และจุดเด่น คือ มีฟีเจอร์ digital audio Workstation (DAW) ที่ใช้เซฟไฟล์เสียงและเพลงที่ทำเอาไว้แบบออนไลน์ได้และโหลดมาใช้งานได้ทันที รวมทั้งใช้ได้ทุกระบบปฏิบัติการเพราะทำงานผ่านทางเบราเซอร์นั่นเอง

โดยไฟล์ที่ Export ออกมาได้จะออกมาได้จะขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่เราสมัครเอาไว้ โดยแบบฟรีจะใช้ได้แต่เครื่องดนตรีสังเคราะห์, ทำโปรเจคไฟล์เสียงคนเดียวได้ 10 โปรเจคและใช้งานร่วมกับเพื่อนได้เพียง 1 โปรเจค ส่วนไฟล์ที่ Export ออกมาจะเป็นแค่ MP3 เท่านั้น แต่ถ้าจ่ายค่าบริการเดือนละ 1.99 ดอลลาร์ หรือราว 65 บาท จะทำโปรเจคไฟล์เสียงคนเดียวได้ไม่จำกัด, ทำโปรเจคร่วมกับเพื่อนได้ 3 งาน, บันทึกเสียงสด, เพิ่มฟีเจอร์ External MIDI Controller และ Import ไฟล์เสียงได้ 100MB และไฟล์จะ Export ออกมาเป็น WAV ส่วนถ้าจ่ายค่าบริการเดือนละ 6.99 ดอลลาร์ หรือ 230 บาท จะใช้ฟีเจอร์ทั้งหมดได้เต็มที่ เพิ่ม Parametric EQ และ Soundset มาให้อีก 20 แบบด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจแล้วอยากอ่านฟีเจอร์แบบละเอียดสามารถอ่านได้ที่นี่

apple laptop macbook pro notebook

จะเห็นว่าตอนนี้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงนั้นมีหลากหลายแบบ ทั้งฟรีและเสียเงินซื้อและมีฟีเจอร์หลากหลายแบบ ทั้งออกแบบมาเพื่อทำเพลงและบางโปรแกรมก็มีเสียงนักร้องสังเคราะห์ให้ใช้ในซอฟท์แวร์เลย จัดว่าโปรแกรม Mixer ในปัจจุบันนี้พัฒนากันไปไกลมากกว่าจะเป็นแค่ซอฟท์แวร์ตัดต่อแต่งเสียงทั่ว ๆ ไปที่เรารู้จักกันเลยทีเดียว ยิ่งถ้าใครมีความเป็นศิลปินมิกซ์เสียงเพลงได้ดีและชอบด้านนี้อยู่แล้วอาจจะเริ่มต้นจากลองโหลดซอฟท์แวร์ฟรีมาซ้อมมือทำเพลงแบบเป็นงานอดิเรกสนุก ๆ ก่อน แล้วค่อยไปซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มาใช้งานให้ตรงกับสไตล์ของเราในภายหลังก็ได้ ว่าจะเป็นสายมิกซ์เพลงที่มีอยู่แล้วหรือจะทำเป็นเพลงแบบสำเร็จและมีเสียงนักร้องสังเคราะห์ในเพลงก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

pdf cover

firefox cover

chrome faster cover

Click to comment
 
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Tips & Tricks

สรุปข้อมูล iPad Mini 6 พร้อมเทียบสเปคกับ iPad Gen 9th, iPad Air 4 เลือกรุ่นไหนดี รุ่นไหนคุ้ม ถ้าพูดถึงการทำงาน หรือการเรียนในปัจจุบันนั้น บอกได้เลยว่าตอนนี้ก็ต้องเป็นการเรียนออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเรียน การทำงาน หรือใช้ในไลฟ์สไตล์ทั่วไปนั้น ก็คงหนีไม่พ้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Tablets ซึ่งทีมงานเชื่อว่าผู้ใช้งานจำนวนมากที่เลือกใช้ iPad โดย...

CONTENT

iPhone 13 ถือว่าเป็นการเปิดตัว iPhone ในปีที่ 15 แล้ว กับการมาของ iPhone รุ่นใหม่จำนวน 4 รุ่น ราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท ซึ่งแม้ว่าตัวเลขนี่จะไม่เป็นมงคลกับบางความเชื่อเท่าไร แต่สุดท้ายแล้ว Apple ก็เลือกใช้ชื่อนี้ ส่วนตัวผมเองก็ใช้ iPhone มาหลายรุ่นตลอดมา เรียกว่าไม่เคยใช้ Android...

Buyer's Guide

สายชาร์จไอโฟนดีๆ จากแบรนด์ชั้นนำตอนนี้หาง่ายมีให้เลือกหลายแบรนด์เลย เพราะไอโฟนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จึงมีแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าอีเล็กทรอนิกส์พากันทำสายชาร์จไอโฟนออกมาวางจำหน่ายกันอย่างต่อเนื่องหลากหลายรุ่น ตั้งแต่แบบสายชาร์จอย่างเดียวหรือจะเป็นสายพร้อมปลั๊กชาร์จไวก็มีให้เลือก ช่วยแก้ปัญหาที่ Apple ไม่แถมปลั๊กมาให้ในกล่องไอโฟนล็อตใหม่ด้วย และถึงลูกค้าบางคนจะมีหัวปลั๊กอันเก่าหรือเปลี่ยนมาชาร์จไร้สายแล้วก็ตาม แต่คนที่ปลั๊กหายหรือพังก็คงไม่ปลื้มเท่าไหร่ และสาย Lightning เดิมๆ ที่แถมมาในกล่องพอถึงเวลาก็เปื่อยยุ่ยจนหมดสภาพอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครห่วงว่าซื้อเครื่องมาแล้วสายจะพังเร็วอยากมีสายชาร์จเส้นสำรองเอาไว้ใช้ด้วยล่ะก็ ตอนนี้แบรนด์ชั้นนำก็มีสายคุณภาพราคาหลักร้อยขายมากมายและราคาต่อเส้นเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น และบางแบรนด์ก็ขายเป็นแพ็คเกจพร้อมปลั๊กอีกด้วย แต่ก่อนจะซื้อสายชาร์จไอโฟนเส้นใหม่มาใช้ ถ้าอยากให้สายใช้งานได้ดี มีมาตรฐานไม่ต้องห่วงเรื่องไฟรั่วหรือชาร์จแล้วจ่ายไฟไม่เสถียรและพอต่อเข้าคอมแล้วรับส่งข้อมูลได้ด้วยนั้น ผู้เขียนแนะนำว่าตอนซื้อควรดูที่โลโก้ “Made for iPhone...

Tips & Tricks

How To สมัคร Apple ID ใหม่ ด้วยตัวเองใน 1 นาที การสมัคร Apple ID ถึงแม้ว่าหลายคนที่เคยใช้งานอุปกรณ์ของ Apple จะสามารถทำได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายคน หรือมือใหม่ที่เพิ่งเคยใช้งานอุปกรณ์ของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone iPod หรือ MacBook ที่อาจจะยังไม่รู้ว่าจะสมัครอย่างไร...