Connect with us

Hi, what are you looking for?

Tips & Tricks

สรุปจัดเต็ม Apple Watch Series 6, Watch SE, iPad Air 4 และ iPad Gen 8 น่าซื้อหรือน่าข้าม

NBS 200916 thumb NBS 1 1

ภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Apple Event ที่ผ่านมานั้น สำหรับ Apple Watch Series 6, Watch SE, iPad Air 4 และ iPad Gen 8 เรียกได้ว่าขนขบวนมาอัพเกรดฟีเจอร์ใหม่ ๆ ดีไซน์ และสีสัน ที่ชวนให้น่าซื้อกันเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามนั้น เราก็ต้องมาดูกันว่า เมื่อมาลองดูฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามากับราคาและประสิทธิภาพนั้น รุ่นใหม่ที่ออกมานี้จะน่าซื้อน่าโดนหรือน่าข้ามไปกันแน่ ทีมงาน Notebookspec จะนำมาสรุปให้อ่านกัน 

Apple Watch Series 6

Apple Watch

เริ่มต้นที่ผลิตภัณฑ์แรกที่ได้รับการเปิดตัวในงาน Apple Event อย่าง Apple Watch Series 6 ที่มาพร้อมกับสเปค ฟีเจอร์ สีสัน รวมไปถึงสายรัดแบบใหม่ที่ได้รับการเพิ่มเข้ามา ซึ่งโดยปกติแล้วนั้น Apple Watch ถือเป็นอุปกรณ์พกพาที่สามารถสวมใส่ติดตัวไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนนอน และด้วยเหตุนี้ ใน Series 6 นั้น ทาง Apple ก็ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงปริมาณแบตเตอรี่ที่ให้มามากขึ้น ตัวช่วยในให้การออกกำลังกายรวมไปถึงการดูแลด้านสุขภาพ สิ่งที่น่าสนใจหลัก ๆ เลยก็คือ

  • หน้าจอ OLED เหมือนกับรุ่น Series 5 แต่จะมีความสว่างในตอนกลางวันเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า
  • ขนาดของตัวเรือน : 40 มม. และ 44 มม.
  • ชิปเซต S6 (SiP) และเป็นโปรเซสเซอร์ Dual-core ใหม่ที่ใช้ A13 Bionic เช่นเดียวกับใน iPhone 11 ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่ และหน้าจอสว่างขึ้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแจ้ง
  • มีชิป U1 และ Ultra-wideband ที่จะสามารถเปิดใช้งานแบบไร้สายในระยะสั้นได้ อย่างเช่น กุญแจรถดิจิทัลในรุ่นใหม่ ๆ
  • มีด้วยกัน 2 รุ่น คือ GPS และ GPS + Cellular
  • วัสดุใหม่ เป็นอะลูมิเนียมแบบรีไซเคิล 100%
  • มีสีแดง (Product)RED และ สีน้ำเงิน เป็นสีไฮท์ไลท์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่
  • สายรัดใหม่ เป็นแบบ Solo Loop โดยมีลักษณะเป็นสายเส้นเดียว ไม่มีตัวล็อก ไม่มีเข็มสำหรับปรับขนาด โดยจะคล้าย ๆ กับ Wrist Band 
  • แบตเตอรี่ 303.8 mAh ใช้งานได้ยาวนาน 18 ชั่วโมง
  • ไม่แถม Adapter
  • สามารถวัดออกซิเจนในเลือดได้ โดยมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Blood Oxygen ที่ออกแบบมาเพื่อวัดระดับออกซิเจนในเลือดระหว่าง 70% – 100% หากเกินหรือต่ำกว่านี้ ก็จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาให้รู้ทันที นอกจากนี้ยังมีสัญญาณ ที่บอกถึงระบบทางเดินหายใจ หากมีความเสี่ยงในเรื่องของการเป็น ไข้หวัดใหญ่ และ COVID-19 ด้วย
  • วัดระดับความสูง (barometric) ได้แบบ Real-Time
  • VO2 Max วัดออกซิเจนขณะออกกำลังกาย
  • Family Setup สำหรับติดตามสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะกับเด็ก ๆ  สามารถส่งข้อความหากันได้ และที่สำคัญรองรับในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีโหมดใหม่ที่เรียกว่า SchoolTime ที่ช่วยจัดตารางการเรียนและการทำการบ้านอีกด้วย
  • Watch Face แบบใหม่ คือ GMT, Time Roman, Memoji Face ที่สามารถใส่หน้าตัวเองที่เป็น Memoji เคลื่อนไหวได้ดูมีลูกเล่นมากขึ้น
  • มีโหมด Always on Display 
  • ยังคงมี Digital Crown ไม่ได้เปลี่ยนเป็นแบบ Touch ID
  • Apple Watch Collection ลดระดับลงมา มีรุ่นที่เป็น Standard ที่เป็นอะลูมิเนียมกับสแตนเลสสตีล, รุ่น Nike ที่เป็นวัสดุอะลูมิเนียมพร้อมกับสายที่สวยงาม, Apple Watch Hermès วัสดุเป็นสแตนเลสสตีล สายจะเบาบางกว่าใน Series 5 แต่จะมีสีสันที่เพิ่มเข้ามามากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคือแบบ Watch Edition ที่วัสดุเป็นไทเทเนียม
  • Fitness+ ที่จะเป็นผู้ช่วยในการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง หรือวิดีโอการสอนออกกำลังกายต่าง ๆ โดยจะลิงก์เข้ากับอุปกรณ์ของ Apple ทั้งยังเชื่อมต่ออัตราการเต้นของหัวใจร่วมด้วย
  • Watch OS7 โดยจะเปิดให้ใช้งานในรุ่น Series 3 ขึ้นไป ในวันที่ 17 กันยายน 2020 และต้องใช้ iPhone 6s หรือรุ่นใหม่กว่าที่มี iOS14 คุณสมบัติบางอันอาจใช้ไม่ได้ในบางเครื่องด้วย
  • ราคาที่จะวางจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ ได้แก่
    • Apple Watch Series 6 (รุ่น GPS) เริ่มต้น 13,400 บาท
    • Apple Watch Series 6 (รุ่น GPS + Cellular) เริ่มต้น 16,900 บาท

Apple Watch SE

Apple Watch

มาดูในส่วนของ Apple Watch รุ่นประหยัดที่ทาง Apple ได้ผลิตออกมาตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ Apple Watch ที่ราคาที่ไม่สูงมากนักอย่าง Apple Watch SE ที่ก็มาพร้อมสเปคแรงและคุ้มค่าเหมาะสำหรับการเริ่มต้นใช้งาน ผลิตภัณฑ์แบบ Smart Watch

โดยรวมนั้น Apple Watch SE ดูเหมือนจะเป็นรุ่นที่ได้รับการอัพเกรดมาจาก Watch Series 4 โดยจะมีฟีเจอร์หรือสเปคอะไรที่น่าสนใจกันบ้างนั้น มาดูกันเลย 

  • Watch SE มาพร้อมหน้าจอ Retina แบบเดียวกับ Series 4 แต่มีขนาดใหญ่กว่า Series 3 ถึง 30% (เท่ากับ Series 6)
  • ขนาดตัวเรือน 40 มม. และ 44 มม.
  • มีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน คือ GPS และ GPS + Cellular
  • มี Cellular เพื่อรองรับ Family Setup เช่นเดียวกับ Series 6
  • มีฟีเจอร์ตรวจจับการล้ม และส่งสัญญาณ SOS ได้ทันที
  • ตัวเรือนทำจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% มีความเบาและแข็งแรง
  • สาย Solo Loop เช่นเดียวกับใน Series 6
  • มีให้เลือก 3 สี ด้วยกัน คือ สีทอง, สีเงิน และสีเทาสเปซเกรย์
  • ชิปเซต S5 (SiP) และโปรเซสเซอร์ Dual-Core เร็วกว่า Series 3 ถึง 2 เท่า
  • มีเครื่องวัดระดับความสูง (barometric) ได้แบบ Real-Time และเข็มทิศ
  • ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ (ไม่รองรับ ECG)
  • Watch Face ใหม่ เช่นเดียวกับใน Series 6 
  • มีลำโพงและไมโครโฟนรุ่นล่าสุด รองรับ Siri, Walkie-Talkie และ Bluetooth 5.0
  • ราคาที่จะวางจำหน่ายในไทย เร็วๆนี้ ได้แก่
    • Apple Watch SE (GPS) เริ่มต้นที่ 9,400 บาท
    • Apple Watch SE (GPS + Cellular) เริ่มต้นที่ 10,900 บาท

iPad Air 4 

iPad Air 4

มาดูในส่วนไฮไลท์ของงานที่ทำเอาแฟน ๆ Apple ฮือฮากันไปพอสมควรกับ iPad Air 4 ที่เปลี่ยนแปลงดีไซน์ สเปค ชิปประมวล ฯลฯ ไปอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นเหมือนรุ่น Pro ในระดับราคาประหยัดกว่าเลยทีเดียว จะมีอะไรเด็ด ๆ บ้าง ไปดูกันเลย

ด้านดีไซน์

  • เปลี่ยนดีไซน์จาก iPad Air 2019 ไปเป็นทรงเดียวกับรุ่น Pro ในปัจจุบัน
  • ไม่มีปุ่ม Home และทำการย้าย Touch ID ที่ไว้ที่ปุ่ม Power ด้านบนแทน
  • ขอบหน้าจอบางลง ไม่มี Notch หรือติ่งให้รำคาญตา, ลำโพง 4 ตัว
  • เปลี่ยนพอร์ตจาก Lightning ไปเป็น USB Type-C
  • มีมาให้เลือกด้วยกัน 5 สี ได้แก่ สีชมพู (โรสโกลด์), สีฟ้า (สกายบลู), สีเขียว, สีเงิน และสีเทาสเปรซเกรย์

ด้านสเปค

  • หน้าจอ Liquid Retina HD 10.9 นิ้ว ความละเอียด 2360 x 1640 พิกเซล ที่ 264 พิกเซลต่อนิ้ว (ppi)
  • ชิป Apple A14 Bionic ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 5 นาโนเมตร ตัวแรกของโลก
  • หน่วยความจำ 64GB / 256GB
  • กล้องหลัง 12MP เป็นชุดเลนส์ 5 ชิ้น มีรูรับแสงขนาด ƒ/1.8 พร้อมด้วยฟิลเตอร์ Hybrid IR, Live Photos มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว, HDR, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวอัตโนมัติ, บันทึกวิดีโอระดับ 4K สูงสุด 60 fps พร้อมด้วยระบบป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวในคุณภาพระดับภาพยนตร์ (เฉพาะความละเอียด 1080p และ 720p)
  • กล้องหน้า 7MP มีรูรับแสงขนาด ƒ/2.0 บันทึกวิดีโอระดับ HD 1080p ที่ 60 fps มาพร้อม HDR และระบบป้องกันภาพสั่นไหวอัตโนมัติ
  • รองรับชาร์จเร็ว 20W (มาพร้อม Adapter ชาร์จไว 20W ในกล่อง)
  • รองรับ Apple Pencil 2, Magic Keyboard, WiFi6
  • ไม่รองรับ FaceID แต่รองรับ TouchID
  • มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นคือรุ่น WiFi และรุ่น Cellular (รุ่น WiFi หนัก 458 กรัม | รุ่น Cellular หนัก 460 กรัม)
  • ในส่วนของแบตเตอรี่ ทาง Apple เคลมว่า สามารถท่องเว็บผ่าน Wi‑Fi หรือดูวิดีโอได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง ส่วนท่องเว็บโดยใช้เครือข่ายข้อมูลเซลลูลาร์ได้นานสูงสุด 9 ชั่วโมง

ด้านราคา

สำหรับราคาของ iPad Air 4 นั้น ประกอบด้วย 4 รุ่น จะมีด้วยกันดังนี้

  • Wi-Fi 64GB : 19,900 บาท
  • Wi-Fi 256GB : 24,400 บาท
  • Cellular 64GB : 24,900 บาท
  • Cellular 256GB : 29,400 บาท

นอกจากราคาเครื่องแล้วราคาของส่วนเสริมผลิตภัณฑ์ นั่นก็คือ Apple Care+, Apple Pencil 2, Keyboard (Magic Keyboard / Smart Keyboard Folio) ซึ่งจะมีราคาดังนี้

  • Apple Care+ : 2,500 บาท
  • Apple Pencil 2 : 4,490 บาท
  • Keyboard
    • Magic Keyboard : 9,990 บาท
    • Smart Keyboard Folio : 5,990 บาท

แต่สำหรับใครที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา รวมไปถึงผู้ปกครอง อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้สอนแบบโฮมสคูลในทุกระดับชั้น ก็สามารถซื้อเครื่องได้ในราคาพิเศษ โดยจะเริ่มต้นที่ 18,300 บาท Apple Pencil รุ่นที่ 2 มีจำหน่ายในราคา 4,190 บาท, Smart Keyboard Folio ในราคา 5,300 บาท และ Magic Keyboard ในราคา 9,300 บาท

iPad Air 4 vs iPad Air 3

iPad Air 4iPad Air 3
DisplayLiquid Retina
10.9 นิ้ว
ความละเอียด 2360 x 1640
ขอบเขตสีกว้าง P3
แสดงผลแบบ True Tone
Retina
10.5 นิ้ว
ความละเอียด 2224 x 1668
ขอบเขตสีกว้าง P3
แสดงผลแบบ True Tone
ChipsetA14 BionicA12 Bionic
RAM(ยังไม่มีข้อมูล)3GB
Memory64GB / 256GB64GB / 256GB
Rear Camera12MP8MP
Front Camera7MP7MP
Size and weight247.6 มม. x 178.5 มม. x 6.1 มม.
458 กรัม (รุ่น Wi‑Fi)
460 กรัม (รุ่น Wi‑Fi + Cellular)
250.6 มม. x 174.1 มม. x 6.1 มม.
456 กรัม (รุ่น Wi‑Fi)
464 กรัม (รุ่น Wi‑Fi + Cellular)
PriceWi-Fi 64GB : 19,900 บาท
Wi-Fi 256GB : 24,900 บาท
Cellular 64GB : 24,400 บาท
Cellular 256GB : 29,400 บาท
Wi-Fi 64GB : 17,900 บาท
Wi-Fi 256GB : 22,900 บาท
Cellular 64GB : 22,400 บาท
Cellular 256GB : 27,400 บาท

iPad Gen 8th

iPad Gen 8

สำหรับไอแพดราคาประหยัดอย่าง iPad Gen 8th นั้น ถือได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยกันปรับเปลี่ยนชิปประมวลผล ทำให้ตัวผลิตภัณฑ์มีความเร็ว แรง และมีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น แต่อยู่ในราคาเดิม ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับผู้ใช้ที่มีงบประมาณที่จำกัด สำหรับในรุ่นนี้จะมีสเปคอย่างไรบ้าง มาดูกันเลย

ด้านดีไซน์

  • ดีไซน์เดียวกับ iPad Gen 7 ทุกประการ
  • มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเงิน, สีเทาสเปรซเกรย์ และสีทอง 
  • ลำโพง 2 ตัว
  • มีปุ่ม Home อยู่ด้านล่างหน้าจอ รองรับ TouchID 

ด้านสเปค

  • หน้าจอ Retina HD ขนาด 10.2 นิ้ว
  • ชิป Apple A12 Bionic เป็นชิปตัวเดียวกันกับที่อยู่ใน iPhone XS ซึ่งแรงกว่า Apple A10 Fusion ที่อยู่ใน iPad Gen 7 ถึง 40% รองรับการทำงานกราฟฟิก การประมวลผลหนัก ๆ และรวมไปถึงยังสามารถใช้งาน Apple Pencil ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
  • หน่วยความจำ 32GB / 128GB
  • กล้องหลัง 8MP มีรูรับแสงขนาด ƒ/2.4 ชุดเลนส์ 5 ชิ้น, ฟิลเตอร์ Hybrid IR, Auto Focus, HDR, Panorama, บันทึกวิดีโอระดับ HD 1080p ที่ 30 fps พร้อมระบบป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหว
  • กล้องหน้า 1.2MP เป็น FaceTime HD ที่มาพร้อม HDR, บันทึกวิดีโอระดับ HD 720p
  • รองรับชาร์จเร็ว 20W (มาพร้อม Adapter ชาร์จไว 20W ในกล่อง)
  • รองรับ Apple Pencil 1, Smart Keyboard

ด้านราคา

สำหรับราคาของ iPad (10.2) Gen 8 เปิดตัวมาในราคาที่เท่าเดิม ด้วยชิปประมวลผลใหม่ แถมมาด้วย Adapter สำหรับชาร์จไว 20W โดยจะมีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นดังนี้ 

  • Wi-Fi 32GB : 10,900 บาท
  • Wi-Fi 128GB : 13,900 บาท
  • Cellular 32GB : 15,400 บาท
  • Cellular 128GB : 18,400 บาท

นอกจากราคาเครื่องแล้วราคาของส่วนเสริมผลิตภัณฑ์ นั่นก็คือ

  • Apple Pencil 1 : 3,400 บาท
  • Smart Keyboard : 5,290 บาท
  • Smart Cover : 2,290 บาท

แต่สำหรับใครที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา รวมไปถึงผู้ปกครอง อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้สอนแบบโฮมสคูลในทุกระดับชั้น ก็สามารถซื้อเครื่องได้ในราคาพิเศษ โดยจะเริ่มต้นที่ 10,200 บาท, Apple Pencil รุ่นที่ 1 มีจำหน่ายในราคา 3,100 บาท และ Smart Keyboard ในราคา 3,100 บาท

iPad Gen 8 vs iPad Gen 7

iPad Gen 8iPad Gen 7
DisplayRetina
10.2 นิ้ว
ความละเอียด 2160 x 1620 ที่ 264 ppi
Retina
10.2 นิ้ว
ความละเอียด 2160 x 1620 ที่ 264 ppi
ChipsetA12 BionicA10 Fusion
RAM3GB3GB
Memory32GB / 128GB32GB / 128GB
Rear Camera8MP8MP
Front Camera1.2MP1.2MP
Size and weight250.6 มม. x 174.1 มม. x 7.5 มม.
490 กรัม (รุ่น Wi‑Fi)
495 กรัม (รุ่น Wi‑Fi + Cellular)
250.6 มม. x 174.1 มม. x 7.5 มม.
490 กรัม (รุ่น Wi‑Fi)
495 กรัม (รุ่น Wi‑Fi + Cellular)
PriceWi-Fi 32GB : 10,900 บาท
Wi-Fi 128GB : 13,900 บาท
Cellular 32GB : 15,400 บาท
Cellular 128GB : 18,400 บาท
Wi-Fi 32GB : 10,900 บาท
Wi-Fi 128GB : 13,900 บาท
Cellular 32GB : 15,400 บาท
Cellular 128GB : 18,400 บาท

สรุป

กล่าวโดยสรุปนั้นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Apple ในงาน Apple Event ครั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ออกมานั้นค่อนข้างน่าซื้อเลยทีเดียว แถมยังมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาในราคาที่เอื้อมถึงได้มากขึ้น เหมาะสำหรับใครที่ต้องการผลิตภัณฑ์ดี ๆ สเปคแรง ใช้งานได้นาน ๆ ในราคาที่จำกัด แต่ก็มีข้อน่าสังเกตอยู่ที่ iPad Gen 8th ที่ทีมงานมีความคิดเห็นว่า สำหรับใครที่มีรุ่นก่อนหน้าอย่าง iPad Gen 7 อยู่แล้วนั้น ก็ยังไม่ควรซื้อ แต่สำหรับผู้เริ่มต้นที่มองหา iPad ราคาประหยัด รุ่นนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีมากทางหนึ่ง แต่สำหรับใครที่ต้องการใช้งานที่หนักขึ้น เฉพาะทางมากขึ้น iPad Air 4 เป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ เพราะสเปคที่จัดเต็ม แถมดีไซน์ที่สวยงามและดูดี มาพร้อมฟีเจอร์มากมายที่ไม่น้อยหน้า iPad Pro ในราคาที่ต่ำกว่า ควรค่าแก่หาซื้อมาใช้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็มีข้อสังเกตอยู่เหมือนกันสำหรับใครที่ใช้ iPad Air 3 อยู่นั้น ก็ต้องมาดูว่า ของที่อยู่ในมือเรานั้นยังสามารถใช้งานได้ดีหรือไม่ เพราะหากยังไม่มีปัญหาอะไรนั้นก็อาจจะยังไม่ต้องรีบเปลี่ยนเครื่อง และในส่วนของ Apple Watch นั้น ในรุ่นท็อปอย่าง Series 6 ก็เรียกได้ว่าใส่ฟีเจอร์มาอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้อย่างจัดเต็ม แต่สำหรับใครที่ต้องการ SmartWatch ดี ๆ สักเรือนแต่ไม่อยากจ่ายแพง ในรุ่น SE ก็ตอบโจทย์นี้ได้ดีเลยทีเดียว

และทั้งหมดนี้เป็นสรุปรวม Apple Watch Series 6, Watch SE, iPad Air 4 และ iPad Gen 8 มามีอะไรเด็ด ๆ อัพเดตเพิ่มเข้ามาบ้าง น่าซื้อหามาใช้หรือไม่ และสำหรับใครที่สนใจนั้น สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Apple TH

อ่านบทความเพิ่มเติม/เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

1 Comment
 
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Tips & Tricks

How To สมัคร Apple ID ใหม่ ด้วยตัวเองใน 1 นาที การสมัคร Apple ID ถึงแม้ว่าหลายคนที่เคยใช้งานอุปกรณ์ของ Apple จะสามารถทำได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายคน หรือมือใหม่ที่เพิ่งเคยใช้งานอุปกรณ์ของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone iPod หรือ MacBook ที่อาจจะยังไม่รู้ว่าจะสมัครอย่างไร...

Tips & Tricks

เคล็ดไม่ลับ! วิธีแก้ปัญหา iPhone เครื่องร้อน จัดการได้เอง ไม่เสียสักบาท ปัญหาโทรศัพท์มือถือหรือไอโฟนเครื่องร้อน ที่มันจะมาแบบ งง ๆ เราใช้อยู่ดี ๆ ก็อาจมีสัญญาณเตือนเกิดขึ้นมาว่าเครื่องร้อนเกินไป หรือร้อนจนทำให้เครื่องกระตุก ค้างไปเลยก็มี หรือบางทีก็ไม่มีการแจ้งเตือนอะไรทั้งนั้น แต่ร้อนจนไม่อยากจับ เรามาดูสาเหตุของอาการเหล่านี้กันดีกว่าว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาอะไรบ้าง แล้วเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร เวลาที่เราเล่นสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน หรือ แอนดรอย...

Buyer's Guide

รวมโปรฯ ราคา iPad Pro 2021 ซื้อที่ไหนคุ้มกว่ากัน? iPad Pro 2021 นั้นเรียกว่าเป็นแท็บเล็ตชิป Apple M1 รุ่นแรกของ Apple ที่สร้างความฮือฮาด้านประสิทธิภาพเช่นเดียวกับราคา iPad Pro 2021 ที่ตัวท็อปก็แพงระดับ 81,400 บาท ทั้งที่ยังไม่รวมอุปกรณ์เสริมอย่าง Apple Pencil...

Mac Corner

เปลี่ยนแบตไอโฟนสักครั้ง เตรียมเงินเท่าไหร่ เปลี่ยนตอนไหนดี เรามาดูกันดีกว่า ไอโฟนนั้นเป็นสมาร์ทโฟนในใจของใครหลาย ๆ คนก็ไม่ผิดนัก แต่พอใช้งานไปสักพัก ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมย่อมตามมา ก็ได้เวลาเปลี่ยนแบตไอโฟนอันเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้เป็นอันใหม่ให้เวลาใช้งานยาวนานขึ้นเท่าเดิม ณ จุดนี้หลายคนก็อาจจะคิดแล้ว ว่าจะเอาไปทำที่ iCare ที่เป็นศูนย์บริการของ Apple เลยดีไหม หรือจะพึ่งพาร้านตู้จะดีกว่า โดยเฉพาะคนที่ประกัน AppleCare อายุ 1 ปีหมดแล้ว ก็ย่อมคิดหาทางประหยัดเงินในกระเป๋าอย่างแน่นอน...