Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

INTEL

[Intel] เปิดตัวหน่วยประมวลผล self-learning neuromorphic ใช้ชื่อรหัสคือ Loihi มาพร้อม AI ในตัวสุดล้ำ

ด้วยความที่ในปัจจุบันนี้เราเริ่มเห็นบริษัทพัฒนายานยนต์รายใหญ่ๆ เริ่มใส่ฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ลงไปในรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้มากขึ้นอย่างเช่น Tesla และ Google เราจึงได้เห็นหน่วยประมวลผลที่ทำหน้าที่เป็นปัญญาประดิษฐ์โดยตรง

ด้วยความที่ในปัจจุบันนี้เราเริ่มเห็นบริษัทพัฒนายานยนต์รายใหญ่ๆ เริ่มใส่ฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ลงไปในรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้มากขึ้นอย่างเช่น Tesla และ Google เราจึงได้เห็นหน่วยประมวลผลที่ทำหน้าที่เป็นปัญญาประดิษฐ์โดยตรงกันยออกมาอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น NVIDIA และ AMD ที่ใช้หน่วยประมวลผล AI ผ่านทางชิปกราฟิกของตัวเอง หรือจะเป็น Apple ที่พัฒนาชิปเซ็ทเองรวมไปถึง Qualcomm ที่พึ่งจะมีข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดนั้นเจ้าพ่อแห่งวงการหน่วยประมวลผลอย่าง Intel เองก็ได้ก้าวเข้ามาในตลาดนี้ด้วยครับ

Advertisement

ทาง Intel ได้เปิดตัวหน่วยประมวลผลที่มีรหัสการพัฒนาว่า Loihi โดยที่เจ้า Loihi นี้นั้นจะเป็นหน่วยประมวลผลสำหรับใช้กับปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ อ้างอิงข้อมูลจากทาง Intel พบว่าเจ้า Loihi นี้นั้นมาพร้อมกับ 130,000 artificial neurons ซึ่งสามานรนถที่จะพัฒนาระบบประสาทจำลองได้มากถึง 130 million synapses เลยทีเดียวครับ

นอกไปจากนั้นแล้ว Loihi นั้นยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ดังต่อไปนี้ครับ

  • Intel’s 14 nm manufacturing process
  • fully asynchronous neuromorphic many core mesh that supports numerous neural network topologies
  • neuromorphic cores that integrate a learning engine, which can be programmed to adapt to environmental variations
  • 130,000 artificial neurons that can develop 130 million synapses

ในขณะนี้นั้นทาง Intel กำลังทดสอบ Loihi ภายในอยู่รวมไปถึงยังได้มีการแจกทดสอบในสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยทาง Intel คาดว่าจะสามารถผปลิตเพื่อจัดจำหน่ายได้ในช่องครึ่งปีแรกของปี 2018 ครับ

ที่มา : notebookcheck

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

รีวิว Dell

DELL XPS 13 DX13260 บางเบาถูกใจสายเดินทาง สเปคพรีเมียมเพื่อสายธุรกิจตัวจริง! จุดเด่นของพรีเมียมโน้ตบุ๊ก Dell ตระกูล XPS “eXtreme Performance System” รุ่น DELL XPS 13 DX13260 จะเน้นเรื่องความแข็งแรงทนทานและสวยเรียบหรูเป็นประเด็นแรก จึงได้เห็นโน้ตบุ๊กทำงานเครื่องบางเฉียบเกือบเสมอกับแท็บเล็ตและเบาเพียง 1 กก. กับดีไซน์สวยเรียบง่ายดูมีระดับเพื่อเสริมบุคลิควัยทำงานที่ต้องพกโน้ตบุ๊กไปพบลูกค้าและเข้าประชุมเป็นประจำ ถ้าเกิดปัญหาก็มีบริการหลังการขายมาคอยดูแลถึงที่ให้งานยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบลื่น...

Special Story

ชิปเซ็ต NVIDIA RTX Spark ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ยุคที่ผู้คนหันมาใช้ AI Model ต่างๆ เพื่อช่วยลดขั้นตอนงานยุ่งยากและเรื่งจิปาถะในชีวิตประจำวันลงไป ไม่ว่าจะเป็น Chatbot หรือ Agent Model ก็ตาม ให้ผู้ใช้ได้โฟกัสกับงานและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ได้มากขึ้น แถมลดชั่วโมงการทำงานจากหลักร้อยหรือพันชั่วโมงให้เหลือไม่กี่สิบชั่วโมงโดยไม่ต้องรอรีเซ็ต Token ให้งานสะดุดอีกด้วย ซึ่งชิปเซ็ตตัวนี้ NVIDIA เคลมว่ามันรองรับโมเดลขนาดใหญ่ถึง 120B (120...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริงAdvertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ จึงไม่มีสถาปัตยกรรมโปรเซสเซอร์เพียงรูปแบบเดียวที่สามารถจัดการทุกกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหน่วยประมวลผลหลากหลายประเภท ...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก