Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

Other News

[AI] Elon Musk เตือนให้สหรัฐอเมริกาควบคุมปัญญาประดิษฐ์ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าระเบิดนิวเคลียร์ในอนาคต

ปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวข้อที่นักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ พื้นที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันไปค่อนข้างที่จะมากเลยทีเดียวครับ บางส่วนนั้นก็บอกเอาไว้ว่า A.I. นั้นมีประโยชน์ในการใช้งานในด้านต่างๆ อย่างมากมาย

ปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวข้อที่นักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ พื้นที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันไปค่อนข้างที่จะมากเลยทีเดียวครับ บางส่วนนั้นก็บอกเอาไว้ว่า A.I. นั้นมีประโยชน์ในการใช้งานในด้านต่างๆ อย่างมากมาย บางส่วนนั้นก็ได้บอกเอาไว้ว่า A.I. นั้นสามารถที่จะสร้างปัญหาให้กับมนุษย์โลกได้ บุคคลหนึ่งที่ให้ความเห็นว่า A.I. นั้นควรที่จะต้องถูกควบคุมก็คือ Elon Musk ที่นับวันนั้นเขายิ่งเรียกร้องให้มีการควบคุมการพัฒนา A.I. ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

human ai 600

Advertisement

สิ่งที่ Elon Musk ออกมาพูดนั้นค่อนข้างที่จะขัดกับบริษัทของเขาค่อนข้างมากครับ ด้วยความที่บริษัทของทาง Elon Musk นั้นมักจะสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาเพื่อชาวโลกอย่างมากมายทำให้เป็นเรื่องที่แปลกพอสมควรที่ Elon Musk นั้นจะมีความเห็นที่ค่อนข้างจะต่อต้านกับการพัฒนา A.I. อยู่พอสมควร

ในการสัมภาษณ์หนึ่งนั้นทาง Elon Musk ได้เคยบอกเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งมนุษย์จะสามารถรวมตัวเองเข้ากับ A.I. ได้ผ่านทางโครงข่ายประสาทของสมอง หรือที่เขาเรียกว่า AI-human symbiote ซึ่งนั่นจะทำให้มนุษย์รายนั้นๆ มีทั้งความสามารถที่เป็นส่วนของมนุษย์และสามารถที่จะคิดประมวลผลได้อย่างรวดเร็วด้วย A.I. ที่รวมเข้าไปบนตัวของมนุษย์รายนั้นครับ

Elon Musk

Elon Musk

สิ่งที่ทาง Elon Musk กลัวนั้นไม่ใช่ AI-human symbiote ที่มนุษย์รวมเข้ากับระบบ A.I. ครับ สิ่งที่ตัวเขาเองนั้นเป็นกังวลก็คือเรื่องของระบบ A.I. ที่นับวันนั้นจะเก่งมากขึ้นกว่าเดิมด้วยความสามารถที่ในปัจจุบันนั้น A.I. สามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองแบบเชิงลึกหรือที่เรียกว่า Deep Learning ที่ทำให้ระบบ A.I. นั้นมีความสามารถในการเรียนรู้เช่นเดียวกันมนุษย์ผ่านระบบเครือข่ายประสาทจำลองแบบเดียวกับสมองของมนุษย์ครับ

Elon Musk ได้บอกเอาไว้ว่าบริษัทางด้านเทคโนโลยีใหญ่ๆ ต่างๆ นั้นต่างก็เร่งพัฒนา A.I. ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Apple(Siri), Microsoft, Google, Facebook และบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย โดยที่แต่ละบริษัทนั้นต่างก็แข่งขันกันเพื่อที่จะทำให้ A.I. ของตัวเองออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในทุกวันนี้นั้นเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย A.I. ในระดับที่บางครั้งเราๆ ท่านๆ เองก็ไม่รู้ตัวว่าอยู่กับมันด้วยซ้ำครับ A.I. ถูกนำไปใช้ในส่วนต่างๆ ของโลกมากมายไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องยนต์ หรือกระทั่งในสมาร์ทโฟนเองที่เราๆ ท่านๆ ขาดกันไม่ได้แล้วอย่าง Siri, Google Now ฯลฯ ที่ผู้ผลิตต่างก็สรรหาพัฒนามาให้พวกเราได้ใช้งานกันครับ

Elon Musk twitter 600

ในปี 2014 นั้นทาง Elon Musk เคยกล่าวเอาไว้ครับว่า ในอนาคตนั้น A.I. จะกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่อาจจะทำลายล้างมนุษย์ชาติได้ โดยการออกมากล่าวเรื่องดังกล่าวนี้นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ทาง Elon Musk ได้อ่านหนังสือเรื่อง Superintelligence ที่เขียนโดย Nick Bostrom ซึ่ง ณ เวลานั้น A.I. ยังไม่ได้พัฒนานาจนมีระบบ Deep Learning ด้วยซ้ำไป ทำให้เขากังวลเป็นอย่างมากที่แค่ระยะเวลา 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมานั้น A.I. ได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วครับ

og image 1cfd63ae6b

Elon Musk เองนั้นไม่ได้แค่ออกมาประกาศถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นของ A.I. ในอนาคตอย่างเดียวเท่านั้นครับ ด้วยความกังวลของเขาเองนั้นทาง Elon Musk จึงได้จัดตั้งทีมวิจัย A.I. ขึ้นในปี 2015 โดยมี CEO ของ Y Combinator อย่าง Sam Altman ทำการเปิดบริษัทสำหรับการศึกษา A.I. โดยเฉพาะอย่าง OpenAI ที่ทาง Elon Musk นั้นลงทุนไปกว่าพันล้านเหรียญ โดยบริษัทนี้นั้นก็ไม่ได้มุ่งหวังกำไรแต่อย่างใดอีกด้วยครับ

บริษัท OpenAI นั้นมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา AI-human symbiote ครับ ทั้งที่ทาง Elon Musk นั้นก็ออกมาต่อต้าน A.I. ขนาดนี้แต่การสร้างบริษัทที่พัฒนาทางด้าน A.I. เองอาจจะดูขัดกันไปสักหน่อย ทว่าทาง Elon Musk ก็ได้บอกเอาไว้ครับว่าแทนที่จะปล่อยให้ A.I. สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองซึ่งเราไม่รู้ว่ามันจะคิดเช่นไร ดังนั้นแล้วสู้เอา A.I. รวมเข้ากับมนุษย์เลยซะจะดีกว่าเพราะนั่นทำให้มนุษย์สามารถที่จะยังคงทำการควบคุม A.I. ไม่ให้ทำงานมากไปกว่าที่มนุษย์ต้องการครับ

ถึงแม้ว่าความกลัวเกี่ยวกับเรื่อง A.I. ของทาง Elon Musk นั้นจะยังคงมาไม่ถึงในเร็วๆ นี้ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะปฎิเสธได้เลยครับว่าในอนาคตมันจะเกิดเรื่องอย่างที่ Elon Musk ได้บอกเอาไว้หรือไม่ แน่นอนครับว่าเทคโนโลยีนั้นต่างก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับรูปแบบการนำมาใช้มากกว่า ส่วน A.I. จะกลายมาเป็นปัญหาระดับโลกไหมนั้นก็คงต้องคอยเฝ้าดูกันต่อไปครับ

ที่มา : technologyreview, fortune, mashable, theverge

Click to comment
Advertisement

Trending Post

บทความน่าสนใจ

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริงAdvertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ จึงไม่มีสถาปัตยกรรมโปรเซสเซอร์เพียงรูปแบบเดียวที่สามารถจัดการทุกกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหน่วยประมวลผลหลากหลายประเภท ...

PR-News

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2569 – ไมโครซอฟท์ ยกระดับ Microsoft Copilot รองรับโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดย Copilot โฉมใหม่เชื่อมโยงเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย เข้ากับขีดความสามารถ AI ยุคใหม่สำหรับการสร้าง ปรับแต่ง และขยายการใช้งาน AI ในทุกมิติของการทำงาน ปัจจุบันแอป Copilot มาพร้อม...

PR-News

โครงสร้างต้นทุน AI สำหรับองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่และ Agentic AI ช่วยขยายขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ยังไม่เริ่มวางกลยุทธ์การปรับใช้ระบบแบบไฮบริดตั้งแต่วันนี้ อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  หากองค์กรของคุณขยายการใช้งาน AI ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นแนวโน้มบางอย่าง การเปิดให้เข้าถึง AI ในวงกว้างขึ้น ใช้งานมากขึ้น...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก