Home » Gaming Notebook

THE WITCHER 2: ASSASSIN OF KING

18 Jan 11 - By l

ถึงเวลาออกล่าสาวๆ เอ๊ย ล่าเหล่าอสูรกันอีกแล้ว

the-witcher-2

ขั้นต่ำที่ต้องการ:

CPU Intel Core 2 Duo 2.2 Ghz or AMD Athlon 64 X2 5000+
RAM 2 GB RAM
VGA Card Nvidia GeForce 8800 or ATI Radeon HD3850
HDD 16 GB of free Hard Drive space
OS Windows XP, Windows Vista or Windows 7

ที่แนะนำ:

CPU Intel Core 2 Quad or AMD Phenom X4
RAM 4 GB RAM
VGA Card Nvidia GeForce GTX260 or ATI Radeon HD4850
HDD 16 GB of free Hard Drive space
OS Windows Vista or Windows 7

The Witcher 2-02

หากพูดถึงหนึ่งในเกม RPG เจเนอเรชั่นใหม่ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด และมีคนรอคอยภาคต่อมากที่สุด จะต้องมี The Witcher 2 รวมอยู่ด้วยแน่นอน แม้จะเป็นเกมจากทีมพัฒนาฝั่งยุโรป ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเพชรดิบรายใหญ่ที่สุดของวงการ แต่ The Witcher ภาคแรกกลับเป็นเพชรน้ำงามที่แทบไม่ต้องมีการเจียระไนอะไรเพิ่มเติมเลยแม้แต่น้อย ด้วยรูปแบบการเล่นสุดเร้าใจ เนื้อหาที่เข้มข้น แถมด้วยคอนเท้นท์แบบผู้ใหญ่ซึ่งยากจะหาใครกล้าใส่ลงไปในเกมแบบนี้ ทำให้ชื่อของ The Witcher กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของวงการ RPG ที่เทียบชั้นรุ่นพี่อย่าง Diablo หรือ The Elder Scroll ได้เลยทีเดียว และ ณ บัดนี้ Assassin of King ภาคต่อของมันก็ได้กลับมาตอกย้ำความสุดยอดและท้าชิงตำแหน่งจ้าวแห่งเกม RPG กับคู่แข่งคนอื่นๆ อีกครั้ง

The Witcher 2-05

ความงามที่ทุกคนสัมผัสได้

สิ่งแรกที่ผู้เล่นจะได้สัมผัสจากทุกๆเกมก็คือ กราฟิก ซึ่ง The Witcher 2 ก็ได้มีการพัฒนาด้านกราฟิกให้งดงามขึ้นกว่าภาคแรกมาก แต่ที่อยากจะพูดถึงจริงๆ คือ ระบบประมวลผลของเกม ซึ่งทำให้ได้กราฟิกงดงามโดยใช้ทรัพยากรเครื่องค่อนข้างต่ำ และแม้ในการปรับกราฟิกระดับ Low ภาพที่ออกมาก็ยังนับว่างดงามมาก (ขอบอกเลยว่าภาพที่ใช้ประกอบบทความนี้ทั้งหมดมาจากกราฟิกระดับ Low เท่านั้นเอง) ที่สำคัญคือเล่นได้ลื่นไหล แทบไม่มีอาการกระตุกหรือหน่วงให้เห็นเลย ทำให้แม้จะเป็นเครื่องคอมสเป็กเก่า 1-2 ปีมาแล้ว ก็ยังสามารถเล่น The Witcher 2 ได้อย่างสบายๆ นอกจากนี้ภายในเกมยังมีการโหลดเพื่อเปลี่ยนฉากน้อยมาก เพราะเกมจะโหลดพื้นที่ใกล้เคียงขึ้นมาก่อนที่เราจะเดินเดินทางเข้าไป ช่วยให้การเล่นเป็นไปอย่างลื่นไหลไม่มีอะไรมาขัดจังหวะอีกด้วย

The Witcher 2-01

เคยเล่นภาคแรกมาก่อนหรือเปล่า ?

หนึ่งในฟีเจอร์แรกที่คุณจะได้พบ ก็คือการอิมพอร์ตเซฟเกมจากภาคเก่าเข้ามาใช้เล่นในภาคนี้ ซึ่งจะทำให้มีเควสต์ที่เกิดจากปมในภาคแรกขึ้นมาให้ทำต่อให้ภาคสองด้วย นอกจากนี้ท่าทีของผู้คนในเกม รวมไปถึงเนื้อเรื่องบางส่วนก็จะเปลี่ยนแปลงไป ขึ้นกับว่าคุณทำอะไรมาในภาคแรกบ้าง (เป็นคดี หรือคนชั่ว) และแม้เลเวลกับไอเทมทั้งหมดของภาคแรกจะไม่ได้ถูกพอร์ตมาด้วย แต่คุณก็จะเริ่มเล่นภาคสองได้ด้วยอุปกรณ์ที่ดีกว่าปกติ นับว่านี่เป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจพอที่จะดึงดูดให้คนเล่นทั้งเก่าและใหม่อยากย้อนกลับไปเล่นภาคแรกอีกครั้ง เพื่อนำเซฟมาใช้เล่นในภาคสอง

The Witcher 2-03

อาจเพราะฟีเจอร์ที่ว่ามา ทำให้ระดับความยากของเกมในช่วงแรกๆนั้นสูงกว่าที่ควรจะเป็น เหมือนว่าเกมคาดหวังให้ผู้เล่นมีอาวุธและชุดเกราะจากการพอร์ตเซฟมาใช้ในการเล่นอยู่แล้ว ศัตรูในช่วงต้นเกมจึงโหดหินกว่าปกติ แม้แค่ในระดับ Normal คุณก็จะรู้สึกราวกับเล่นเกมมาริโออยู่ แบบว่าวิ่งไปชนเต่าก็ตาย เดินไปชนเห็ดก็ตาย อะไรทำนองนี้ โชคดีที่สามารถลดระดับความยากในระหว่างเล่นได้ ดังนั้นสำหรับบางช่วงที่รู้สึกว่ายากเกินไปก็ยังปรับระดับลงไปเป็น Easy ก่อนได้ แล้วรอจนกระทั่งมีอาวุธ ชุดเกราะดีๆ ใช้ ค่อยปรับกลับไปเป็น Normal (หรือ Hard เลยก็ได้ถ้ารู้สึกว่าง่ายเกินไป) ในภายหลัง

The Witcher 2-04

สิ่งที่ทำให้ Witcher ยังคงเป็น Witcher

แม้การต่อสู้ในภาคนี้ยังคงเป็นแนว Hack & Slash รัวเมาส์ไม่ยั้งเหมือนภาคแรก แต่ใช่ว่าคุณจะเล่นแบบไร้สมองได้ เพราะศัตรูแต่ละชนิด แต่ละกลุ่ม ก็ต้องใช้วิธีรับมือที่แตกต่างกันออกไป ฝีดาบเพียงอย่างเดียวคงไม่พอให้พ่อโหดหน้าเหี่ยวของเราฝ่าฟันทุกสถานการณ์ไปได้ กุญแจสำคัญก็คือ การใช้อักขระเวทย์ หรือ Sign ซึ่งเป็นเวทมนตร์ชนิดหนึ่งมาช่วยในการต่อสู้ โดยในภาคนี้ก็มี Sign ให้เลือกใช้ได้ 5 ชนิดด้วยกัน การเลือกใช้ Sign ให้ถูกกับสถานการณ์นั้นจะส่งผลถึงขนาดทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เลยทีเดียว

The Witcher 2-06

ในการพัฒนาตัวละครนั้น ผู้เล่นจะเลือกสายความเชี่ยวชาญได้สามแนวทางด้วยกัน คือ Swordsmanship, Magic, และ Alchemy สำหรับสาย Swordsmanship นั้นก็ตรงตามชื่อของมันคือช่วยเสริมความสามารถในการฟาดฟันศัตรูให้เป็นเสี่ยงๆ ส่วนสาย Magic นั้นจะเสริมประสิทธิภาพของ Sign แต่ละชนิด ที่จากเดิมดูเป็นเวทย์สนับสนุนเล็กๆน้อยๆให้กลายเป็นเวทย์มหาประลัยได้ในภายหลัง ส่วน Alchemy นั้นจะเน้นไปทางด้านการเสริมประสิทธิภาพของกับดักและบัพจาก Potion เพื่อให้เป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ ทั้งสามสายจะมีแนวทางการเล่นที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ได้ประสบการณ์ในการเล่นแตกต่างกันด้วย

The Witcher 2-07

สิ่งที่น่าขัดใจ ซึ่งเคยมีในภาคที่แล้ว ก็ยังคงมีอยู่ในภาคนี้เช่นกัน นั่นก็คือการเลือกเป้าอัตโนมัติอันสุดจะมั่วซั่วของเกม ซึ่งมักจะชี้เป้ามั่วๆ เมื่อศัตรูมาเป็นกลุ่ม ทำให้เราเปลี่ยนตัวที่โจมตีไปเรื่อยๆ เมื่อประกอบกับการโดดโจมตีแบบพุ่งซ้ายกระโจนขวาแบบสุดเท่ของเราแล้ว ทำให้บ่อยครั้งมันจะจบลงด้วยการโดนสามัคคีบาทาตายคาดง Teen ศัตรูอยู่ตรงนั้นเอง แม้เกมจะมีระบบล็อกเป้าด้วยการกด Alt แต่ถ้าถอยห่างออกมาหน่อยการล็อกก็จะถูกยกเลิก ทำให้ไม่เหมาะกับหลายๆการต่อสู้ที่ต้องตีไปพลางหนีไปพลาง ซ้ำร้ายกว่านั้น ความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของเราจะเกิดขึ้นกับเป้าหมายที่ล็อกเอาไว้เท่านั้นด้วย แปลว่าถ้ามีศัตรูตัวอื่นยืนขวางหน้าอยู่ ต่อให้เราตวัดดาบปาดหน้ามันเท่าไหร่ เลือดมันก็จะไม่ลด เพราะไม่ใช่ตัวที่ถูกชี้เป้าอยู่ ตรงนี้นับเป็นจุดอ่อนของระบบต่อสู้ในเกม ซึ่งทำให้ความเพลิดเพลินในการเล่นต้องสะดุดลงไปพอสมควร



© Copyright - Notebookspec.com All Rights