Home » Special Story

[บทความแปล] เบื้องลึก เบื้องหลัง!!! กว่าจะมาเป็น Microsoft Surface Book “Next Best Thing”

30 Oct 15 - By l

เปิดตัวกันไปอย่างเป็นทางการแล้วกับ Surface Book ที่ในคราวนี้นั้นบอกได้ว่าน่าจะเป็นโน๊คบุ๊คจริงๆ ไม่ใช่แท็บเล็ตที่จะมาแทนที่โน๊ตบุ๊คเหมือนกับซีรีส์ Surface Pro แบบที่ผ่านๆ มาครับ ด้วยสเปคที่ต้องยอมรับกันว่าอยู่ในระดับบนๆ ของโน๊ตบุ๊ค แต่ยังคงขนาดบางและเบากับหน้าจอขนาด 13.5 นิ้ว แถมด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ดูสวยงามนำสมัยนั้น ใครจะไปรู้ครับว่าจริงๆ แล้ว Surface Book นั้นเป็นโครงการที่มีการคิดพัฒนามาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้แล้ว โดยเมื่อไม่นานมานี้ Panos Panay ผู้รับผิดชอบกลุ่มโครงการ Surface ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Wired ซึ่งหลายๆ อย่างนั้นน่าสนใจมากทางทีมงาน NBS จึงนำมาเสนอให้ทุกท่านได้ทราบกันคับ ว่าแล้วก็ไปติดตามกันเลยดีกว่าครับ

The Inside Story of Surface Book 600 01

จุดเริ่มต้นของ Surface Book

เรื่องราวการเริ่มต้นของ Surface Book นั้นก็เหมือนกับการเริ่มงานโครงการทางด้านเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ครับ ที่โดยปกตินั้นเวลาทำงานความคิดมักจะไม่แล่นเท่าไร แต่พอเป็นช่วงกลางคืน เริ่มดึกๆ เข้ามาหน่อยไอเดียจะไหลมาเทมาซะอย่างนั้น และกับไอเดียของ Surface Book ที่ทาง Panay นั้นมีก็เช่นเดียวกันครับ โดยในคืนหนึ่งของเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วนั้น Panay นอนไม่หลับ ได้แต่คิดวนไปวนมาเกี่ยวกับไอเดียของอุปกรณ์ต่างๆ ในซีรีส์ Surface

อุปกรณ์ที่โผล่เข้ามาเป็นไอเดียของ Panay กลางดึกของหลายๆ วันนั้นก็มีหลายอย่างครับ บางอย่างเราก็ไม่ได้เห็นตัวเป็นๆ เช่น Surface Mini(หรือแท็บเล็ตที่จะใช้ชื่อนี้) ซึ่งตามข่าวลือนั้นบอกว่าโดน Satya Nadella เบรคไปก่อนเปิดตัว(แต่ Panay แอบเก็บเครื่องต้นแบบเอาไว้ใช้เอง) กับบางอุปกรณ์ที่เราได้เห็นตัวเป็นๆ วางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการเช่น Surface Pen และ Surface Book เป็นต้นครับ เวลาที่ Panay คิดไอเดียอุปกรณ์อะไรใหม่ๆ ได้กลางดึกเขาจะใช้วิธีการเขียนอีเมลส่งถึงตัวเองเอาไว้เพื่อในวันถัดไปจะได้นำเอาไอเดียนั้นไปขยายความต่อได้ครับ(เป็นวิธีที่น่าสนใจมากเลยครับ)

The Inside Story of Surface Book 600 02

Panos Panay

ในวันก่อนหน้าที่เขาจะมีความคิดเกี่ยวกับ Surface Book นั้น Panay ได้เป็นผู้นำในการรีวิวอุปกรณ์สุดยอดแห่งความลับ(ณ เวลานั้น) ที่กำลังทำการพัฒนาอยู่ภายใน Microsoft ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนั้นเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับคำว่า “the ultimate laptop” ครับ ทีมงานดังกล่าวนี้เองที่ตอนหลังได้รวมนำเอาไอเดียของ Panay ในการที่คิดอยากจะสร้างโน๊ตบุ๊คสุดแรงขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่การสร้างแท็บเล็ตที่สามารถแปลงร่างได้เหมือน Surface Pro แบบที่ผ่านๆ มา โดยตอนนั้นทางทีมงานได้นำเสนออุปกรณ์ที่เป็นโน๊ตบุ๊คจริงๆ แต่มาพร้อมกับความบาง, เบา, เย็นและแรงครับ

ทว่าในช่วงระหว่างที่มีการนำเสนอโน๊ตบุ๊คดังกล่าวทาง Panay ได้ตอบกลับไปว่า “No, no, no” ครับ สิ่งหนึ่งที่ตัวของ Panay ได้บอกไว้ ณ ตอนนั้นก็คือการที่จะสร้างโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับความบาง, เบา, เย็นและแรงในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย แถมมีผู้ผลิตมากมายหลากหลายยี่ห้อที่มีการพัฒนาโน๊ตบุ๊คในรูปแบบนี้อยู่แล้ว สิ่งที่ Panay ต้องการคือสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม โดยในคืนหลังจากวันดังกล่าวนั้น ณ วันที่ไอเดียของเขาแล่นเข้ามา เขาได้เขียนไอเดียที่น่าสนใจ(และน่าเร่าร้อน) ส่งอีเมลให้ตัวเองซึ่งไอเดียดังกล่าวก็คือการนำซีรีส์ Surface มาสานต่อสร้างทายาท ที่ผู้ใช้ต้องร้องว้าวเมื่อได้เห็นและไม่คิดว่าจะเป็นการขยายวิวัฒนาการของกลุ่มอุปกรณ์ซีรีส์ Surface ออกมาได้แบบนี้ครับ

ย้อนกลับกันสักนิดหนึ่งครับ สำหรับคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ อาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อ Panos Panay กันสักเท่าไร แต่ Panay นั้นถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญในวงการฮาร์ดแวร์ของ Microsoft เป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ Panay ชายหนุ่มอายุวัยกลางคน(43 ปี) ผมเริ่มมีสีขาวบางๆ ขึ้นเล็กน้อย(ตามวัย) ดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัทที่มีอำนาจสั่งการในกลุ่มอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Microsoft ทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Microsoft ทั้งหมดที่มีวางจำหน่ายในตลาดไม่ว่าจะเป็น webcams, headsets, Xbox หรือแม้กระทั่งชุดเมาส์กับคีย์บอร์ดของ Microsoft จะต้องผ่านการรองรับจากทาง Panay ก่อนครับ(แต่ก็แน่นอนว่าต้องผ่าน CEO ที่ใหญ่กว่าอีกทีด้วยครับถึงจะสามารจำหน่ายได้)

The Inside Story of Surface Book 600 04

หากจะว่าไปแล้วโครงการอุปกรณ์ซีรีส์ Surface ที่ผ่านมานั้นเป็นความพยายามในการส่งอุปกรณ์ออกมาเพื่อต่อกรณ์และหยุดความแรงของ MacBook จากทาง Apple ที่นับวันยอดจำหน่ายของ MacBook ในสหรัฐอเมริกานั้นจะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ครับ นอกจากนั้นยังเป็นความพยายามในการพยุงตลาด PC คอมพิวเตอร์ของ Microsoft ที่ทาง Microsoft เองเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกที่จำเป็นต้องพึ่งพาตลาดฮาร์ดแวร์ PC คอมพิวเตอร์ในการก้าวเดินไปด้วยกันอยู่พอสมควรครับ

แต่หากอ้างอิงจากทาง Panay แล้วความจริงอุปกรณ์ซีรีส์ Surface นั้นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่นั้นครับ เพราะทาง Panay ได้บอกเอาไว้ว่าอุปกรณ์ในซีรีส์ Surface นั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นมาตามเป้าหมายของการปฎิรูปกลุ่มของอุปกรณ์แบบใหม่ขึ้นมามากกว่า(reinventing categories) Panay ได้กล่าวเสริมเอาไว้ว่ามันคงไม่มีประโยชน์อะไรมากนักกับการสร้างโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับความบาง, เบา, เย็นและแรง ที่ไม่ได้เป็นการปฎิรูปอะไรใหม่ๆ เลย และด้วยความที่ Microsoft เป็นบริษัททางเทคโนโลยีชื่อดังของโลกดังนั้นแล้วเขาจึงต้องการสร้างสิ่งใหม่ให้กับโลกมากกว่าที่จะยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ครับ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี่เองทีมพัฒนาของ Panay จึงได้ตั้งเป้าหมายการทำงานไว้ว่าจะทำการปฎิรูปโน๊ตบุ๊คใหม่ โดยทางทีมงานได้ใช้เวลา 2 ปีที่ผ่านมาในการดีไซน์, สร้างเครื่องต้นแบบและปรับแต่งตัวเครื่องจนในที่สุดแล้วเราจึงได้เห็นเป็นผลิตภัณฑ์รูปสำเร็จที่ใช้ชื่อในซีรีส์ Surface อย่าง Surface Book ออกมาครับ Surface Book นั้นได้รับการพัฒนาโดยมีการเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากอุปกรณ์ Surface รุ่นเก่าและเป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อจะทำการต่อกรณ์กับ Apple แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเพราะทางทีมงานได้เฝ้าดูการเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ของ Apple ในทุกๆ ครั้งครับ

หมายเหตุ – Panay บอกเอาไว้ว่าพวกเขาไม่อายที่จะเรียนรู้จากความสำเร็จในสิ่งที่ Apple สามารถทำได้ แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นคือการนำความสำเร็จของ Apple มาพัฒนาต่อให้ก้าวไกลกว่าสิ่งที่ Apple สร้าง(โดยไม่ให้มีคำว่าลอกเลียนแบบเกิดขึ้น) แถมตัว Panay เองก็ไม่เสียดายเวลาสักวันที่เขาอดหลับอดนอนในการพัฒนา Surface Book ครับ

การถึงจุดหมายที่ตั้งเป้าไว้อาจจะช้าไปนิดแต่ก็ไม่มากนัก

หากทุกท่าน(โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป) ได้ติดตามข่าวคราวของ Microsoft มาโดยตลอดจะทราบได้ว่า Microsoft ไม่ค่อยได้ทำฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ออกมามากสักเท่าไรครับ(ใกล้ที่สุดก็คงเป็นเครื่องเกมคอนโซล Xbox เมื่อหลาย 10 ปีก่อนและสมาร์ทโฟน Microsoft Kin One & Two ที่ดับสนิท) เพราะด้วยความที่ Microsoft เป็นบริษัทที่เน้นขายทางด้านซอฟต์แวร์มาโดยตลอด(ซึ่งยอดขายนั้นก็นำลิ่วมาโดยตลอดถึงแม้จะมีตกบ้างขึ้นบ้าง) ทำให้ทาง Microsoft เองนั้นก็มีความใกล้ชิดกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หลายๆ รายอยู่ไม่น้อยครับ

อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นรูปแบบความต้องการของประสบการณ์ในการใช้งานซอฟต์แวร์ของผู้ใช้นั้นจะมาในรูปแบบของประสบการณ์แบบบูรณาการ(integrated experience) มากกว่าเดิม ซึ่งการที่จะสามารถให้ประสบการณ์การใช้งานแบบบูรณาการนี้ได้นั้นซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์จำเป็นจะต้องเข้าขากันได้เป็นอย่างดีและมีทิศทางไปในทางเดียวกัน ตัวอย่างของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่สามารถให้ประสบการณ์การใช้งานแบบบูรณาการได้ดีนั้นก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหนแต่มาจากคู่แข่งมือฉกาจอย่าง Apple นี่แหละครับ(เช่น iPhone ที่สเปคไม่ได้สูงมากมายแต่ด้วยซอฟต์แวร์ปิดอย่าง iOS ทำให้การใช้งานนั้นดีกว่า Android เป็นอย่างมากครับ)

windows-8.1-with-bing-device

ย้อนกลับไปในสมัยปี 2012 เมื่อครั้งที่ Surface ออกมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Windows 8 นั้น ทาง Microsoft ได้ให้สัญญาเอาไว้ครับว่า Windows 8 และ Surface จะเป็นส่วนผสมที่ก่อให้เกิดอุปกรณ์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา และเพื่อเป็นการเช็คเสียงตอบรับดังกล่าวทาง Panay กับทีมงานของเขาได้เดินเข้าไปสอบถามในร้านขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี โดยยิงคำถามว่าพวกเขาควรที่จะซื้ออะไรดีสำหรับการเตรียมตัวในช่วงเปิดเทอมใหม่(เพราะช่วงเปิดเทอมใหม่จะเป็นช่วงที่ยอดจำหน่ายของโน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ตในสหรัฐอเมริกามีมากกว่าปกติ) ทว่าคำตอบที่ได้กลับมาจากพนักงานขายนั้นดูจะไม่ค่อยดีเท่าไรครับ

พนักงานขายได้ตอบกลับไปว่าอุปกรณ์ที่ดีที่สุดที่พนักงานขายจะแนะนำให้กับ Panay และทีมงานได้นั้นขึ้นอยู่กับว่า ทาง Panay และทีมงานต้องการใช้งานในรูปแบบใดเนื่องจากว่าสำหรับงานบางอย่างแล้วแท็บเล็ตก็จะสามารถใช้งานได้ดีกว่า ในขณะกับงานบางอย่างนั้นโน๊ตบุ๊คก็จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ทาง Panay จึงได้เกิดคำถามในใจขึ้นมาว่าทำไม Surface ที่เป็นอุปกรณ์ hybrid 2-in-1(ใช้งานได้ทั้งในรูปแบบโน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ต) ไม่ถูกแนะนำ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือยอดจำหน่ายของอุปกรณ์ในซีรีส์ Surface รุ่นแรกๆ นั้นต่ำมากครับ(จนถึงขั้นมีข่าวว่า Microsoft ขาดทุนไปมากพอดูในช่วงแรกๆ ประมาณ $900 million หรือ 3.24 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้การขาดทุนดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ Panay ท้อแท้แต่อย่างใดครับ นั่นกลับกลายเป็นแรงพลักดันให้ทาง Panay พยายามพัฒนา Surface ให้ดีขึ้น จนกระทั่งใน Surface Pro 3 นั้น ที่วางจำหน่ายในปี 2014 ยอดจำหน่ายก็พุ่งขึ้นสูงมาก แถม Surface ยังกลายเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ทำให้ผู้ผลิตรายอื่นออกผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ hybrid 2-in-1 ออกมาตามกันยกใหญ่เลยครับ ที่เป็นเช่นนี้นั้นก็เนื่องมาจาก Microsoft ชูในประเด็นเรื่อง “แท็บเล็ตที่สามารถใช้งานแทนโน๊ตบุ๊คได้” กับการพุ่งเป้าไปที่การต่อกรกับ MacBook Air แทนที่จะเป็น iPad ครับ

The Inside Story of Surface Book 600 05

ถึงแม้ว่าจะสามารถจะสามารถเก็บความสำเร็จทางด้านการเป็นแท็บเล็ตที่สามารถนำมาใช้งานแทนโน๊ตบุ๊คได้แล้ว ทางทีมงานก็ยังไม่หยุดแค่นั้นครับ ทีมงาน Surface ได้มองก้าวต่อไปในการที่จะสร้างอุปกรณ์ในระดับพรีเมียมตัวถัดไปโดย Panay ได้บอกว่าคู่แข่งสำหรับอุปกรณ์ตัวนี้ก็คือ Apple โดยเฉพาะ(มองว่า Apple เป็นคู่แข่งตลอดเลยนะครับพี่) ณ เวลานั้น(ที่ Surface Pro 3 ออก) Panay รู้วิธีที่จะจัดการ MacBook Air แล้ว ถัดไปก็เป็นคิวของอุปกรณ์ระดับมืออาชีพอย่าง MacBook Pro ครับ

ทางทีมงาน Surface ได้ทำการสอบถามจากผู้ใช้หลายๆ คนว่าทำไมพวกเขาถึงได้รักในเครื่องคอมพิวเตอร์(น่าจะหมายถึงโน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะแต่ในต้นฉบับไม่ได้ระบุไว้ว่าเฉพาะ MacBook Pro รึเปล่า) จากนั้นได้ทำการจดบันทึกไอเดียที่น่าสนใจเอาไว้สำหรับการสร้างสรรค์อุปกรณ์ในซีรีส์ Surface รุ่นถัดไปครับ อย่างไรก็ตาม Panay ได้บอกเอาไว้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนที่โดนถามได้บอกกับทีมงานก็คือว่า “เมื่อไรที่พวกเขาจะสร้างโน๊ตบุ๊คจริงๆ ขึ้นมาสักที” ครับ

ในที่สุดแล้วทางทีมงานก็ทนกับเสียงเรียกร้องที่ต้องการจะให้สร้างโน๊ตบุ๊คไม่ไหวครับ Panay บอก “เอาก็เอา โน๊ตบุ๊คก็โน๊ตบุ๊ค”(อาจจะไม่ได้ใช้คำแบบนี้แต่อารมณ์ประมาณนี้ครับ) ที่เหลือต่อจากนี้ก็คือทางทีมงานต้องหาวิธีในการที่จะสร้างโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานได้ทันทีและเป็นของที่ใหม่สุดๆ อย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนครับ

การออกแบบและดีไซน์ Surface Book

ณ ตึก 87 ระยะห่างออกไปจากตึกหลักของ Microsoft ใน Redmond, Washington 5 นาทีด้วยการขับรถ ภายนอกของตึกไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากตอนที่ Microsoft ซื้อตึกมาจากบริษัทประกันภัย Safeco(ในปี 2006) เท่าไรนัก ตัวตึกยังคงคลุมโทนสีครึ้มๆ มีหน้าต่างเพียงเล็กน้อย ซึ่งตึกนี้แหละครับเป็นตึกที่ทีมงาน Surface ทำงานอยู่(รวมไปถึงทีมงานพัฒนาฮาร์ดแวร์อื่นๆ ด้วย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของ Microsoft)

ห้องปฎิบัติการภายในนั้นดูสะอาดแต่เต็มไปด้วยกล่องและเครื่องต้นแบบของ Surface Book มากมาย สิ่งที่ Panay กับลูกทีมทำก็คือการเดินเกมด้วยความรวดเร็วและไม่ให้บุคคลภายนอกได้รู้ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นคืออะไร(ในที่นี้หมายถึง Surface Book นั่นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วหากจะว่าไปบริษัทใหญ่ๆ ก็ใช้รูปแบบการทำงานในห้องปฎิบัติการที่กุมความลับแบบนี้ซะเป็นส่วนใหญ่ครับ)

Panay รู้ตัวดีครับว่าพวกเขานั้นยังไม่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของผู้ผลิต ทว่าในช่วงเวลาหลังจาก Surface Pro 3 เป็นต้นมากระแสส่วนใหญ่ได้กลับมาอยู่กับทาง Microsoft อีกครั้ง แถมด้วยการสร้างอุปกรณ์ในกลุ่มใหม่ออกมานั้นใช่ว่าจะหมายความว่าพวกเขาจะไว้วางใจตลาดได้ “ทุกๆ วันมีความหมาย” ดังนั้นพวกเขาต้องก้าวต่อไป

เมื่อทางทีมงานเริ่มต้นในการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้างในการสร้างโน๊ตบุ๊คนั้น แผนเบื้องต้นต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมาอย่างมากมาย(และรวดเร็ว) ไม่ว่าเรื่องของสิ่งที่ทำออกมานี้ต้องดูดีแบบสุดๆ มาพร้อมกับความทรงพลังและต้องเป็นโน๊ตบุ๊คที่สร้างความประทับใจได้มากที่สุดเท่าที่ทุกคนเคยเห็นมา โดยสิ่งเหล่านี้นั้นทางทีมงานถือเป็นพื้นฐานโดยตรงในการออกแบบโน๊ตบุ๊คของพวกเขาครับ Panay กล่าวต่อว่าเขาต้องการให้ทุกคนมองมาที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้แล้วเอ่ยปากว่า “นี่แหละ มันคือโน๊ตบุ๊คที่ฉันต้องการ”

The Inside Story of Surface Book 600 03

Kait Schoeck สาวผู้ดำรงตำแหน่งการออกแบบทางด้านอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์ Surface

ในขณะที่ Panay นำทีมงาน WIRED เดินชมต่อนั้นเขาก็ได้หยุดให้ทีมงานได้เห็นกับตัวต้นแบบของ Surface Book ตัวแรกๆ ที่ทำจากภาพประกอบตัดแปะ มีอยู่ 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งเป็นสีดำและไม่สามารถที่จะทำการพับได้ซึ่งหากจะว่าไปก็เหมือนกับหนังสือปกแข็งที่ถูกพันเต็มไปด้วยเทปสีเหลืองโชว์ตราว่า “Surface” ครับ

ชื่อ Book ที่ต่อตาม Surface นั้นได้มาจากการที่ Groene Ralf หัวหน้าทีมดีไซน์ Surface ได้เข้าไปคุยกับ Panay ในสำนักงานและบอกกับ Panay ว่าเรามาสร้างโน๊ตบุ๊คกันเถอะ … และ Ralf ก็ได้บอกต่อว่าสิ่งที่เขาชอบนั้นก็คือ Book เพราะมันคือสิ่งที่ดีเยี่ยม ซึ่งนั่นแหละครับทำให้ Panay ตัดสินใจว่าจะใช้คำว่า Book ในการเป็นคำอุปมาของโครงการนี้ … a book … ซึ่งหลังจากนั้น Schoeck สาวผู้ดำรงตำแหน่งการออกแบบทางด้านอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์ Surface ก็ได้บอกว่า “มันช่างเป็นเรื่องที่เจ๋งมากจริงๆ เมื่อพูดย้อนกลับไปถึงสัญลักษณ์ของสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่พวกเขากำลังสร้างกัน

Shoeck และ Groene ไม่เพียงแต่นำเรื่องของชื่อ Book เข้ามาพูดเท่านั้นทว่าเขาทั้ง 2 ถึงขั้นมีตัวต้นแบบของตัวเครื่องที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพวาดธรรมดา โดยตัวเครื่องต้นแบบที่ทั้ง 2 นำเข้ามาพูดคุยกับ Panay นั้นถือได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีรูปร่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว Shoeck พูดว่าโน๊ตบุ๊คตัวต้นแบบนี้มาในรูปร่าง “a folio teardrop shape” ที่สามารถทำการพับวนไปได้(พับหน้าจอ 360 องศา) ซึ่งทำให้ดูเหมือนกับว่าสองส่วนของโน๊ตบุ๊คตัวต้นแบบนี้แยกออกจากกันเหมือนกับสมุดจดหรือหนังสือนิตยสารที่กำลังม้วนอยู่ โดยพวกเขาทั้ง 2 เริ่มคิดถึงรูปแบบดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่เพื่อนร่วมงานของพวกเขานำเอา folio folders กลับมาจากประเทศญี่ปุ่นครับ

พวกเขาทำงานกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างเครื่องต้นแบบโดยไม่ใช่เพียงแค่แบบเดียวเท่านั้นแต่ว่ามีออกมาหลายรูปแบบ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง Panay ก็ได้บอกให้ทีมงานทุกคน “หยุด” ซึ่งหากจะว่าไปเรื่องของการหยุดนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทีมงาน Surface คุ้นเคยกันสักเท่าไรนัก แต่ Panay สั่งให้ทุกคนหยุดเพื่อที่จะทำการดูในทุกๆ อย่างที่ได้ทำมา เช็คทุกสิ่ง จนกระทั่งได้พบกับสิ่งที่มีความไม่ชัดเจนว่านั่นคือ Microsoft สิ่งที่ไม่ชัดเจนว่านั่นคือ Surface ซึ่งทีมงานไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะทำให้เกิดโน๊ตบุ๊คสุดเจ๋ง แต่ Panay มองเห็นสิ่งที่ขาดไปอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งนั่นก็คือการถอดออกแล้วใส่กลับเข้าไปใหม่(สัญลักษณ์ของการเป็นแท็บเล็ต hybrid 2-in-1 ของซีรีส์ Surface นั่นเองครับ)

ความเหมือนทางกายภาพที่แตกต่าง

ลองคิดถึง Surface Pro ในทางกลับกันครับ หาก Surface Pro คือแท็บเล็ตที่สามารถแปลงร่างใช้งานในรูปแบบของโน๊ตบุ๊คได้ Surface Book ก็คือโน๊ตบุ๊คที่เมื่อผู้ใช้ต้องการอยากใช้งานในรูปแบบการทำงานของแท็บเล็ตก็สามารถที่จะทำได้ด้วยเหมือนกัน โดยฟีเจอร์ของการถอดหน้าจอออกจากส่วนคีย์บอร์ดนั้น Panay เรียกมันว่า “clipboard” ครับ(และยังคงใช้คำนี้มาเป็นคำโฆษณาของ Surface Book ด้วย)

แน่นอนครับว่ารูปแบบการใช้งานแบบนี้ย่อมตอบโจทย์ของผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหน เช่นสถาปนิกที่ต้องการจะโชว์ภาพพิมพ์เขียวตึกจากการออกแบบให้ลูกค้าดู หรือคุณจะเป็นแพทย์ที่กำลังทำงานอยู่กับชาร์ตของคนไข้แล้วสามารถที่จะพกมันไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา(ที่ทำการเดินตรวจวอร์ดเป็นต้น) หรือคุณทำงานอยู่กับโน๊ตบุ๊คแล้วเปลี่ยนใจอยากจะนำเอาขึ้นไปใช้บนเตียง สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการถอดหน้าจอออกแล้วก้าวขึ้นเตียงเท่านั้นครับ

หลังจากที่สามารถกำหนดจุดขายของ Surface Book ได้แล้วนั้นทางทีมงานก็กลับไปทำการออกแบบกันอีกรอบ โดยในครั้งนี้พวกเขาตั้งใจออกแบบโน๊ตบุ๊คบนพื้นฐานที่ต้องมีตัวเครื่องรูปร่างดูดี สนับสนุนการใช้งานกับปากกาและหน้าจอสัมผัส มาพร้อมกับสเปคระบบพระกาฬ และต้องรองรับกับการใช้งานในโหมดแท็บเล็ตด้วย(หรือถอดหน้าจอได้นั่นเอง) หากดูๆ ไปแล้วเจ้าฟีเจอร์หลังนี่แหละครับที่ดูจะทำให้มีปัญหากับการออกแบบ

เป็นที่รู้กันว่าโน๊ตบุ๊คที่จะมาพร้อมกับสเปคสูงนั้นจะต้องมีน้ำหนักมากตามไปด้วย และที่สำคัญการที่จะรับรองโหมดแท็บเล็ตนั้นย่อมหมายความว่าฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่จะต้องอยู่บนส่วนของหน้าจอทำให้ส่วนของหน้าจอน้ำหนักมากและในการออกแบบนั้น Groene บอกว่าถ้าข้างบนน้ำหนักมาก ข้างล่างก็ต้องน้ำหนักเยอะตามไปด้วยเพื่อให้เกิดความสมดุลครับ

The Inside Story of Surface Book 600 06

อีกวิธีการหนึ่งที่จะสามารถทำได้ก็คือการออกแบบในลักษณะที่ส่วนของหน้าจอมีน้ำหนักมาก แต่ส่วนด้านล่างไม่ต้องน้ำหนักมากตาม ทว่าส่วนด้านล่าง(คีย์บอร์ด) จะต้องใหญ่และบานพับนั้นจะต้องใหญ่มากเพื่อที่จะรับน้ำหนักได้ ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ทางออกครับ ทว่าครั้งหนึ่งทางทีมงานเคยใช้ต้นแบบการออกแบบในรูปแบบ once-shelved folio teardrop ครับ

ดีไซน์ดังกล่าวนี่แหละครับที่เป็นวิธีการที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักของตัวเครื่องได้ ด้วยการออกแบบให้บานพับสามารถม้วนงอได้ โดยไม่เพียงแค่ตัวเครื่องจะยังทำการหมุนกลับได้เท่านั้น แต่บานพับจะแข็งแรงมากพอที่จะรองรับน้ำหนักของส่วนหน้าจอมากๆ ได้โดยที่ส่วนด้านล่าง(คีย์บอร์ด) ไม่ต้องใหญ่และดูหนาผิดปกติ สิ่งที่เหลือก็คือการหาวิธีที่จะทำให้ส่วนของหน้าจอแยกออกมาใช้งานในรูปแบบแท็บเล็ตได้ครับ

เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะสิ่งที่ Panay ต้องการนั้นก็คือการถอดออกไม่ใช่สักแต่เพียงแค่ถอดออกหรือใส่เข้าไปใหม่เพียงอย่างเดียว ทว่ามันต้องสื่อถึงอารมณ์ด้วย สิ่งหนึ่งที่ท้าท้ายก็คือการถอดเข้าถอดออกนี้ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ได้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้รู้สึกอยากจะออกก็ออก หรือถ้าจะเอาออกก็ไม่ใช่เอาออกแบบยากจนเกินไป

ดังนั้นในการออกแบบเรื่องของการถอดออกเพื่อใช้งานในรูปแบบแท็บเล็ตนี้จึงเต็มไปด้วยชะแรง, สวิทช์และล้อเลื่อนกว่า 100 อันที่แตกต่างกัน ถอดเข้าถอดออกเพื่อหาความรู้สึกอย่างที่ Panay ต้องการโดยทางทีมงานต้องตอบโจทย์ของ Panay ที่ใช้คำว่า “clickety-clack” ซึ่งผลที่ได้นั้นก็คือ Surface Book เวลาทำการบิดนั้นจะมีเสียง “click click chunk click thunk click click” ให้ความรู้สึกว่ามันกำลังหมุนอยู่ ขณะที่กำลังทำการสาธิตนี้ Panay ก็ได้แซวด้วยครับว่า Surface Book ไม่ใช่ Transformer นะ …!!!

ทางทีมงาน Surface รู้สึกหลงรักสิ่งที่เรียกว่า “muscle wire”(โลหะผสมที่สามารถทำการเปลี่ยนรูปได้ตามแรงโต้ตอบหรือกระแสไฟฟ้า) เป็นอย่างมากครับ Shoeck ได้ทำการโชว์เครื่องต้นแบบที่ทำมาจากแมกนีเซียมซึ่งไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลยนอกจากการถอดส่วนของหน้าจอเข้าออกเท่านั้น โดยเธอได้ทำการกดปุ่มที่ทำหน้าที่ในการถอดส่วนที่เรียกว่า Book(หรือหน้าจอ) ออกและมันก็จะทำการม้วนส่วนของ muscle wire มาเก็บไว้ซึ่งนี่ได้กลายเป็นกลไกหลักของการทำงานการถอดส่วนของหน้าจอเข้าออกของ Surface Book ครับ

หลังจากนั้นมาก็คือการเพิ่มความรู้สึกเข้าไปเพิ่มเติมครับ เพราะการทำงานดังกล่าวนั้นยังไม่มีความรู้สึกมากเพียงพอตามที่ Panay คิดไว้ โดยหนึ่งในทีมงานได้ออกไอเดียว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเวลาที่เราจะนำส่วนของหน้าจอออกนั้นเราได้ทำการลากนิ้วมือไปตามส่วน finger scoop(ส่วนบริเวณที่เราจะเอามือจับเพื่อทำการเปิดโน๊ตบุ๊ค) เพื่อทำการเอาหน้าจอออกและขณะที่ทำการลากมือนั้นจะมีแถบเล็กๆ ที่มีไฟ LED สำหรับส่องสว่างออกมาเป็นสีเขียวเพื่อให้รู้ว่าถึงจุดที่สามารถทำการนำส่วนของหน้าจอออกได้(ตัวเครื่องพร้อมที่จะให้ถอดส่วนของหน้าจอออก) ซึ่งเป็นความคิดที่ดูเป็นยุคอวกาศเป็นอย่างมาก แน่นอนครับว่าทุกคนชอบแนวคิดนี้อย่างมาก

การที่จะทำให้แสง LED ลอดผ่านออกมาจากส่วนของตัวเครื่องที่ทำด้วยแมกนีเซียมนั้นค่อนข้างจะยากพอดูครับ และยิ่งทำให้แถบไฟสว่างไปตามการกวาดนิ้วมือเพื่อเลื่อนถอดส่วนของหน้าจอโน๊ตบุ๊คยิ่งยากไปใหญ่ ทว่าทางทีมงานก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ครับ อย่างไรก็ตามทาง Panay ได้บอกไว้นิดหนึ่งว่าในช่วงแรกของการใช้งานผู้ใช้อาจจะไม่คุ้นกับวิธีการนี้มากนักทว่าหลังจากผ่านไปได้สักพักนิ้วมือของคุณก็จะเกิดการชินและ …”Yes” … ทุกอย่างจะง่ายเหมือนผลิกฝ่ามือยังไงยังงั้นเลยครับ

แต่ปรากฎว่าไปๆ มาๆ แล้วการทำงานในรูปแบบดังกล่าวนั้น มันอาจจะทำให้เวลาใช้งานผู้ใช้ดันเผลอนำนิ้วมือไปถูกกลไกดังกล่าวได้ง่าย แถมทาง Panay ยังบอกอีกว่าถึงมันจะดูเป็นลูกเล่นที่เหมาะสมเป็นอย่างมากในการนำมาใช้เป็นการโฆษณาทางการตลาด ทว่า Surface Book ก็จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูซื่อบื้อไปซะอย่างงั้น ในท้ายที่สุดทางทีมงานก็ตัดสินใจทิ้งลูกเล่นดังกล่าวไปและแทนที่ด้วยการมีปุ่มเพียงปุ่มเดียวทางด้านขวาของส่วนคีย์บอร์ดที่ผู้ใช้เพียงแค่กดค้างไว้สักวินาที(หรือ 2 วินาที) ก็สามารถที่จะทำการถอดส่วนของหน้าจอออกได้ง่ายครับ

เรียกได้ว่าจากสูงสุดคืนสู่สามัญก็ได้ครับ เพราะท้ายที่สุดแล้วทางทีมงานก็ใส่ใจกับความง่ายในการใช้งานและไม่ต้องการให้ผู้ใช้เผลอไปรูดผ่านวิธีการเปิดดังที่กล่าวมาข้างบนแล้วล๊อคของทั้ง 2 ส่วนหลุดออกจากกันโดยที่ไม่ต้องการครับ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ปุ่มเพียงปุ่มเดียวนั้น มันง่ายกว่าจนกระทั่งเด็ก 5 ขวบก็สามารถที่จะทำได้โดยง่าย ถามว่าทำไมทีมงานถึงรู้ว่าเด็ก 5 ขวบสามารถที่จะทำได้ นั่นก็เป็นเพราะว่า Panay ได้ทดลองให้เด็ก 5 ขวบทดสอบวิธีการดังกล่าวแล้วจริงๆ นั่นเองครับ

จากโน๊ตบุ๊คสุดพรีเมียมในตอนแรก กลายมาเป็นสิ่งที่มากกว่าโน๊ตบุ๊คในภายหลัง

Surface Book ผ่านร้อนผ่านหนาวในกระบวนการออกแบบมากว่า 2 ปีครึ่งได้ครับ ตัวเครื่องผ่านการออกแบบบนโต๊ะของทีมวิศวกรถึง 2 ปีด้วยกัน และเครื่องต้นแบบได้ถูกตั้งไว้บนโต๊ะในห้องปฎิบัติการได้ประมาณ 18 เดือน จนกระทั่งเมื่อ 9 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาไม่มีใครนอกทีมงาน Surface สักคนเลยครับที่ได้เห็น Surface Book หรือได้รับรู้ว่า Surface Book มีตัวตนอยู่ ซึ่งนั่นเป็นตอนที่ทีมผู้บริหารของ Microsoft ได้เปลี่ยนตัวออกไป และทาง Panay ได้ถูกพนักงานอาวุโสของ Microsoft เรียกไปให้นำเสนอผลงานของสิ่งที่เขากำลังทำอยู่

หมายเหตุ – ช่วงที่มีการเปลี่ยนตัว CEO จาก Steve Ballmer ไปเป็น Satya Nadella ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารและ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft ก็ลดความสำคัญของตัวเองลงจากเดิมลงมาคอยดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ครับ

Panay เองเมื่อถึงเวลาตอนนั้นก็ได้นำ Surface Book ไปโชว์ในฐานะที่เป็นโน๊ตบุ๊คอันสุดจะดีเลิศครับ เขานำเสนอในส่วนของบานพับ, คีย์บอร์ดและหน้าจออันวิจิตรตระการตา ทุกคนในห้องต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘Whoa!'(คำอุทานที่ให้อารมณ์ประมาณว่าว้าวหรือไม่ก็โอ้โฮครับ) หลังจากนั้น Panay ก็ได้จัดการโชว์ความสามารถในการถอดจอออกครับ ทุกคนในห้องตอนนั้นรวมไปถึง CEO มือใหม่ไฟแรงของ Microsoft อย่าง Satya Nadella ทึ่งกันอย่างมาก และรู้สึกว่าสิ่งที่ Panay นำเสนอนั้นเหมือนกับการเล่นกลยังไงยังงั้นเลยครับ

The Inside Story of Surface Book 600 07

สิ่งหนึ่งที่ Panay ต้องได้เจอในการนำเสนอ Surface Book กับบุคคลอื่นๆ (นอกบริษัท) คือการที่ผู้ใช้ถามถึงการเล่นเกมบนตัวเครื่องและจะทำการทดสอบเครื่องเสียเป็นส่วนใหญ่(เข้าใจว่าน่าจะเป็นการ Benchmark) มากกว่า Panay พบว่าไม่ว่าเขาจะสาธิตอย่างไรก็กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้กลับไม่คิดจะถอดหน้าจอออกตามฟีเจอร์ที่ Surface Book มีเลยแถม Panay เองก็ไม่คิดที่จะสาธิตให้กับคนภายนอกบริษัท(กลุ่มผู้ทดสอบที่รวมไปถึงร้านค้าปลีก) ได้รับรู้ว่า Surface Book มาพร้อมกับฟีเจอร์การถอดหน้าจอออกด้วยครับ

Panay กลับมาคุยกับทีมงานว่าพอออกไปเจอโลกแห่งความเป็นจริงแล้วกลับกลายเป็นว่าทุกคนใช้ Surface Book ในรูปแบบของโน๊ตบุ๊คธรรมดากันทั้งหมดไม่มีใครคิดที่จะใช้ฟีเจอร์อันสุดยอดในการถอดหน้าจอออกได้ของ Surface Book เลย จนกระทั่งผู้ทดสอบ(ที่มีทั้งทีมงานและสมาชิกในครอบครัวซึ่งได้รับโอกาสในการทดสอบก่อน) มารู้เอาทีหลังว่า Surface Book สามารถที่จะทำการถอดหน้าจอออกได้ก็ก่อนที่จะทำการเปิดตัว Surface Book อย่างเป็นทางการได้แค่เดือนกว่าๆ เท่านั้นเองครับ(แต่ในงานเปิดตัว Panay โชว์ฟีเจอร์นี้แบบเต็มๆ นะครับ สามารถดูได้จากคลิปที่อยู่ทางด้านล่างนี้ครับ)

Panay ได้บอกกับทีมงานว่า Surface Book ไม่ใช่อุปกรณ์รุ่นแรกของบางสิ่ง แต่ทว่า Surface Book เป็นผลลัพธ์จากอุปกรณ์ทุกสิ่ง มันคือสิ่งที่รวบรวมเอาการเรียนรู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาของ Microsoft(ตั้งแต่ลงเล่นตลาดฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เต็มตัว) ไว้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการในการสร้างหน้าจอแบบสัมผัส, ปากกาสไตลัส, คีย์บอร์ดและ trackpads ได้รับรู้ถึงความล้มเหลวมาก่อน(ฮาร์ดแวร์ของ Microsoft นั้นเหลวหลายอย่างตามที่ได้เอ่ยถึงไปในตอนต้น) แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดความตั้งใจของทีมงาน ของ Microsoft ที่จะทำให้การใช้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทาง Panay และทีมงานก็ตัดสินใจกันว่าจะไม่ถอดฟีเจอร์การถอดหน้าจออันสุดแสนพิเศษนี้ออกและให้ผู้ใช้มีโอกาศได้เลือกเอง เพราะ Panay รักในสิ่งที่เขาทำและสร้างขึ้นมาเป็นอย่างมากและเขาต้องการที่จะให้ทุกคนได้จับ ได้ใช้ในสิ่งที่เขารักจนรู้สึกหลงรักไปเหมือนกันกับเขา และนั่นคือวงจรเต็มระบบอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ที่ควรจะเป็น(ตามความคิดของ Panay) ไม่ใช่บังคับให้ผู้ใช้ต้องจำใจรักในสิ่งที่ผู้ผลิตยัดเยียดให้โดยไม่มีทางเลือกใดๆ ครับ

Surface Pro เปิด pre-order แล้วในปัจจุบันนี้ ซึ่งผลตอบรับนั้นดีเกินคาดหมายครับ Panay บอกว่าจำนวนการ pre-order นั้นเยอะกว่าจำนวนที่ทาง Microsoft จะผลิตได้ทันสำหรับการบางจำหน่ายแบบไม่ต้อง pre-order แต่ถึงกระนั้นทาง Panay ก็พูดอย่างชัดเจนว่าทาง Microsoft จะไม่เร่งกระบวนการผลิตให้มากเกินพิกัดจนผลิตภัณฑ์ต้องสูญเสียเรื่องของคุณภาพไป Panay ยังย้ำว่า Surface Book ถือเป็นการตอกย้ำถึงจุดสุดยอดของผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ Surface ได้อย่างแท้จริงเพราะทำให้กระแสของซีรีส์ Surface นั้นเพิ่มมากขึ้น(และถือว่าเป็นจุดสร้างกระแสอย่างแท้จริงของซีรีส์ Surface อีกด้วย)

อย่างไรก็ตามแต่ในขณะที่ทาง Panay และทีมงาน WIRED กำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่ทาง Panay ก็ไปสะดุดเห็นเครื่อง CNC machine ที่อยู่ใต้ถังของ Surface Book โดยเขาได้มองมันสักครู่ในขณะที่มันกำลังทำงานในการสร้างเครื่องต้นแบบของอุปกรณ์อะไรสักอย่าง(ซึ่งในขณะที่เครื่องกำลังทำงานนั้นเผยให้เห็นช่องว่างของส่วนที่จะใช้สำหรับวางเสาอากาศ) และเครื่องสร้างต้นแบบอีกไม่กี่เครื่องถัดไปก็กำลังทำงานในการสร้างต้นแบบของมือถือเครื่องใหม่อยู่(หรือจะคือ Surface Phone ที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้)

นอกไปจากนั้นแล้วในตึกหมายเลข 87 นี้ยังมีอีกหลายต่อหลายห้องที่เต็มไปด้วยความลับของอุปกรณ์ตัวใหม่ที่ Microsoft กำลังพัฒนาอยู่ ซึ่ง Panay เองจะต้องไปทำการตรวจสอบดูอีกมากครับ ก่อนที่ Panay จะขอตัวไปทำงานของเขาต่อนั้น Panay ยังมิวายที่จะทำการพูดถึงสิ่งสุดท้ายของความลับบน Surface Book ซึ่งนั่นก็คือหากคุณมองไปที่มุมขอบของแต่ละด้านของส่วนหน้าจอคุณจะเห็นได้ว่าช่องว่างแต่ละช่องในขอบหน้าจออันเล็กๆ นั้นมีขนาดเท่าเทียมกันหมด ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ Panay ให้ความใส่ใจในการออกแบบครับ(ถ้ามันไม่เท่ากันก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เราสามารถนำเอาอะไรสักอย่างเข้าไปขัดในช่องว่างนี้ได้เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมาร์ทโฟนยี่ห้อหนึ่งครับ)

หมายเหตุ – ภาพประกอบในบทความบางส่วนมาจากการถ่ายของ Ian Bates สำหรับใช้งานบน WIRED ซึ่งเป็นบทความต้นฉบับ โดยทางทีมงานต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

หมายเหตุ 2 – ราคาเริ่มต้นในการ pre-order Surface Book อยู่ที่ $1,499 หรือประมาณ 53,470 บาท โดยสเปคของตัวเครื่องนั้นจะเป็นหน่วยประมวลผล Intel Gen-6 Core i5 พร้อมด้วยแหล่งเก็บข้อมูลภายในแบบ SSD ความจุ 128 GB กับหน่วยความจำ(RAM) ขนาด 8 GB ส่วนโมเดลรุ่นท๊อปสุดนั้นจะมีราคาอยู่ที่ $3,199 หรือประมาณ 114,120 บาท โดยสเปคจะเป็นหน่วยประมวลผล Intel Gen-6 Core i7 พร้อมด้วยแหล่งเก็บข้อมูลภายในแบบ SSD ความจุ 1 TB กับหน่วยความจำ(RAM) ขนาด 16 GB และใช้การ์ดจอแยกของ NVIDIA ที่มาพร้อมกับหน่วยความจำแยกแบบ GDDR5 เริ่มส่งเครื่องวันที่ 8 ธันวาคมที่จะถึงนี้ครับ

ที่มา : wired




© Copyright - Notebookspec.com All Rights