Home » Special Story

Special Scoop – จัดอันดับ 84 เทคโนโลยีที่ถูกลืม / ล้มเหลว ในทศวรรษ 2010 ตอนที่ 1

29 Dec 19 - By l

มีเกิดก็ต้องมีดับ ประโยคดังกล่าวนี้ไม่ได้ใช้กันแค่ในการสนทนาทั้วไปเท่านั้นเพราะทางด้านเทคโนโลยีเองก็มีเกิดและดับไปเช่นเดียวกัน ล่าสุดนั้นทาง The Verge ได้รวบรวม 84 อันดับเทคโนโลยีที่ประกอบไปด้วยหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, รถยนต์, กล้อง, สื่อสังคมออนไลน์และอีกหลายๆ อย่าง ไว้ เพื่อให้ทุกท่านได้ย้อนเวลากลับไปดูว่าในทศวรรษที่ 2010 ที่ผ่านมานั้นเราได้พบเจอและเห็นการตายจากของเทคโนโลยีใดๆ บ้าง เราจึงขอนำมานำเสนอต่อให้ทุกท่านได้ศึกษากัน ว่าแล้วก็ไปพบกับ 12 อันดับแรกกันเลย

84. GOOGLE NEXUS Q

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2012 ที่ผ่านมานั้นทาง Google ทำการเปิดตัวอุปกรณ์ที่สร้างความสับสนให้กับผู้ติดตามว่าสรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่กับ Google Nexus Q ซึ่งโดยสรุปแล้วนั้นคงต้องบอกว่าตามที่ Google นำเสนอมานั้นเจ้า Google Nexus Q นั้นก็คือกล้องสำหรับการทำ media streamer อย่างเช่น YouTube, Play Music, และ Play Video โดยราคาที่ทาง Google ตั้งเอาไว้นั้นจะอยู่ที่ $299 หรือประมาณ 9,010 บาท โดยหากเพิ่มเงินเป็น $399 หรือประมาณ 12,030 แล้วนั้น คุณจะได้รับลำโพงเพิ่มเข้ามา รวมทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่างสายเพิ่มระยะความยาวราคา $49 หรือประมาณ 1,480 บาท

หลังจากที่มีการเปิดตัว Nexus Q ออกมาแล้วนั้นทาง Google เองก็ได้มีการเผยวันวางจำหน่ายอย่างเป็นตามติดออกมา ทว่าการวางจำหน่ายนั้นจะอยู่ในรูปแบบของการ Pre-ordered เท่านั้น ทว่าหลังจากที่ผู้ใช้ตัวต้นแบบชุดแรกที่ได้มีการทดสอบใช้งานไปได้มีข้อเสนอแนะตอบกลับไปทาง Google อย่างมากมายว่าต้องการการพัฒนาหลายอย่างเพิ่มเติม ทำให้ทาง Google ตัดสินใจเลื่อนการวางจำหน่าย Nexus Q ออกไปอย่างไม่มีกำหนดสำหรับการวางจำหน่ายในตลาดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป และในที่สุดนั้นก็ดูเหมือนกับว่าทาง Google เองนั้นได้ทำการพับโครงการดังกล่าวไปส่วนผู้ที่มีเครื่องตัวอย่างอยู่นั้นทาง Google เองก็ได้ให้ไปเก็บไว้เลยแบบฟรีๆ

83. LEECO (FORMERLY LETV)

LeEco หรือเดิมคือ LeTV นั้นเป็นบริษัทให้บริการสตรีมมิ่งสื่อวีดีโอออนไลน์ที่ให้บริการอยู่ในประเทศจีน อย่างไไรก็ตามแต่แล้วนั้นด้วยความที่ตัวบริษัทเติบโตขึ้นรวดเร็วเป็นอย่างมากในช่วงแรกทำให้ทางบริษัทนั้นเริ่มที่จะมีแนวคิดในการเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีอื่นๆ เพิ่มเข้ามาตามซึ่งทาง LeEco นั้นได้ตัดสินใจในการทำเรื่องที่เซี่ยงอยู่ด้วยกัน 2 ประการคือการเข้าซื้อบริษัทผู้ผลิตสื่ออย่าง Vizio และเข้าซื้อบริษัทผลิตรถยนต์คู่แข่ง Tesla อย่าง Faraday Future โดยหวังให้การเข้าซื้อบริษัททั้ง 2 ดังกล่าวนี้นั้นจะสามารถช่วยให้ LeEco สามารถที่จะเข้าไปทำตลาดในสหรัฐอเมริกาได้ ทว่าเรื่องจริงมันโหดยิ่งกว่าที่ทาง LeEco คิดเอาไว้

ปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ในการเข้าซื้อ Vizio ซึ่งทาง LeEco ไม่สามารถที่จะเข้าซื้อได้อย่างที่ได้ทำการตกลงกันไว้แถมยังโดนทาง Vizio ฟ้องร้องกลับด้วย ส่วนการเข้าซื้อ Faraday Future นั้นก็กลายเป็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้นมาเนื่องจากว่าผู้ก่อตั้งของ LeEco อย่าง Jia Yueting ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนและช่วยเหลือในการเข้าซื้อนั้นได้พยายามใช้การเข้าซื้อดังกล่าวนี้เพื่อที่จะเป็นเส้นทางในการหลบหนีหนี้หลายพันล้านในประเทศจีนแล้วเข้าไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาแทนซึ่งสามารถทำได้สำเร็จแต่ทว่าทางบริษัท LeEco นั้นรู้ตัวก่อนก็เลยทำให้ทาง Yueting นั้นโดนถอนจากการเป็น CEO อาจจะต้องรับกรรมกลับไปจ่ายหนี้หลายพันล้านในจีนอีกด้วย

82. APPLE WATCH EDITION

จริงๆ แล้วนั้นต้องบอกว่า Apple Watch นั้นถือได้ว่าเป็นสมาร์ทวอช์ทที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นในความนิยมก็มี Apple Watch รุ่นหนึ่งที่ถูกเมินและลืมไปตามกาลเวลาซึ่งนั้นก็คือ APPLE WATCH EDITION ที่มาพร้อมกับการใช้วัสดุเป็นทองขนาด 18 กะรัต ทว่าด้วยราคาที่แพงแสนแพงแถม ณ เวลานั้น Apple Watch ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักสักเท่าไรสำหรับผู้ใช้นาฬิกาในระดับบน ดังนั้นแล้วในตอนหลังนั้นทาง Apple เองจึงได้ทำการยกเลิกการผลิต APPLE WATCH EDITION ไปโดยปริยาย

หมายเหตุ – ทว่า APPLE WATCH EDITION นั้นก็ยังมีดาราดังๆ ของสหรัฐอเมริกาได้เป็นเข้าของอยู่อย่างเช่น Beyoncé เป็นต้น

81. JOOJOO

JOOJOO หรือเดิมกับชื่อ CrunchPad ซึ่งถือว่าเป็นแท็บเล็ตหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่ทาง Apple นั้นจะเปิดตัว iPad อย่างเป็นทางการ โดยในตอนแรกนั้นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง TechCrunch อย่าง Michael Arrington ซึ่งได้ทำการพูดคุยกับนักอ่านให้ช่วยตัวเขาในการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่(ในรูปแบบแท็บเล็ต) ในราคาไม่เกิน $200 ทว่าเมื่อคุยกับทาง Fusion Garage(บริษัทที่อยู่เบื้องหลังในส่วนของฮาร์ดแวร์ของ JOOJOO) แล้วนั้นกลับหลายเป็นว่าราคาท้ายสุดนั้นก็ยังคงมากถึง $500 โดยที่ทาง Arrington นั้นได้ทอนตัวไปแล้วและการเริ่มส่งสินค้านั้นก็เกิดขึ้นเพียงแค่ 2 วันก่อน Apple ทำการเปิดตัว iPad เท่านั้นทำให้ JOOJOO ไม่ได้เกิดตามระเบียบ

หมายเหตุ – อีกสาเหตุหนึ่งที่ JOOJOO ไม่เกิดนั้นก็เนื่องมาจากว่ามันเป็นเครื่องที่เอาไว้ใช้ทำการเปิดเว็บไซคต์ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นดังนั้นเมื่อเทียบกับ iPad ที่ฟังก์ชันการใช้งานมากกว่าเป็นอย่างมากก็เลยทำให้ JOOJOO หมดอนาคตนั่นเอง

80. GOOGLE READER

Google graveyard นั้นเป็นป่าช้าของผลิตภัณฑ์จากทาง Google ที่จริงๆ แล้วทาง Google เองไม่ค่อยจะอยากให้มีหลุมศพเพิ่มมากในสุสานสักเท่าไร อย่างไรก็ตามแต่นั้นคงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าถึงแม้จะเป็น Google เองก็ยังคงมีหลายๆ อย่างที่ไม่ได้รับความนิยมและในท้ายที่สุดก็ต้องลงหลุมไปในที่สุด ล่าสุดนั้นก็เป็นคิวของ Google Reader ที่พึ่งจะมีหลุมเป็นของตัวเองในช่วงต้นๆ ปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ หากจะว่าไปแล้วนั้นตัว Google Reader มีอะไรที่น่าสนใจเอามากๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในการเป็น RSS reader ทว่าในท้ายที่สุด RSS เองก็ไม่สามารถที่จะอยู่ในโลกได้เช่นกันเพราะไม่สามารถสู้กับคู่แข่งอย่าง Facebook’s News Feed ได้

79. SECRET

ย้อนกลับไปในปี 2014 นั้นเรามีสื่อสังคมออนไลน์ใหม่อย่าง Secret เกิดขึ้นมาในโลกสื่อสังคมออนไลน์ โดยฟีเจอร์ที่น่าสนใจของเจ้า Secret นั้นก็คือการโพสข้อความต่างๆ ลงไปจะไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ใช้ของผู้ที่ทำการโพสข้อความนั้นๆ ถึงแม้ว่าตัวคุณเองจะเป็นเพื่อนอยู่กับผู้โพสก็ตามทำให้ Secret นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการใช้เพื่อพูดถึงเรื่องทางเพศรวมไปถึงสิ่งผิดกฎหมายอย่างเช่นยาเสพติดเป็นต้น มีผู้ใช้ Secret ที่ราวๆ 15 ล้านรายและยังสามารถที่จะทำรายได้ให้กับบริษัทได้มากถึง $35 ล้านอีกต่างหาก

ทว่าในทศวรรษที่ 2010 นั้นปฎิเสธไม่ได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามในโลกต่างก็ไม่ยอมรับการโพสที่ไม่แสดงตัวตนของผู้โพสโดย แน่นอนว่าด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองนั้นเจ้าของบริษัทจึงไม่สามารถที่จะต่อสู้กับกระแสดังกล่าวได้ทำให้ Secret เองนั้นสุดท้ายก็ต้องตายตามไปเป็นระเบียบโดยมีระยะเวลาให้ผู้ใช้ได้ซ่อนตัวตนกันเพียงแต่ 16 เดือนเท่านั้น(แน่นอนว่าหลายๆ สื่อสังคมออนไลน์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการปิดบังตัวตนที่ไม่ปรากฎตัวก็ตายไปด้วยเช่นเดียวกันอย่างเช่น Yik Yak, Ask.fm, Formspring และอื่นๆ อีกมากมาย)

78. MAGIC LEAP

จริงๆ แล้ว Magic Leap น่าจะเป็นบริษัทหนึ่งที่สามารถประสบความสำเร็จในทศวรรษที่ 2010 ได้ ด้วยความที่ทางบริษัทเองนั้นก็ได้รับเงินทุนจากทาง Google ไปไม่มากไม่น้อยแค่ประมาณ 500 ล้านเหรียญในการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับเติมความเสมือนจริงที่อยู่ในรูปแบบของแว่นตา ทว่า Magic Leap ก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ในวงการได้ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะในการทำงานหลายๆ อย่างเหมือนกับทาง Apple อย่างการปล่อยข้อมูลของผลิตภัณฑ์ออกมาน้อยเป็นอย่างมากรวมไปถึงการจดสิทธิบัตรนั้นก็ยังไม่ได้ใช้ชื่อบริษัทเองด้วย

แต่ด้วยการที่ปิดเป็นความลับมากไปหน่อยนั้นเลยทำให้แม้กระทั่งผู้ลงทุนเองหลายๆ รายไม่พอใจแถมไม่รู้อีกด้วยว่าสรุปแล้วนั้นอุปกรณ์ของทาง Magic Leap จะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร แถมการเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นแรกของ Magic Leap ออกมานั้นมันก็ดันไปเหมือนกันกับ HoloLens ของทาง Microsoft เข้าให้อีก ทำให้ในการวางจำหน่ายจริงนั้น Magic Leap รุ่นแรกสามารถจำหน่ายไปได้เพียง 6,000 กว่าชิ้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับเงินลงทุนกว่า $2.6 พันล้านแล้วก็ไม่แปลกใจเลยที่ Magic Leap เข้าสู่หลุมไปเป็นที่เรียบร้อย

77. GOOGLE FIBER

Google Fiber นั้นถือว่าเป็นอีกบริการหนึ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากเพราะการเข้ามาถึงของการให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบ Fiber ที่ทาง Google เป็นผู้ให้บริการเองนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยในช่วงแรกนั้น Google ได้ออกมาเผยตัวเลขว่า Google Fiber ได้มีการให้บริการแล้วในนครใหญ่ๆ กว่า 18 มหานครในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นตัวเลขดังกล่าวนี้ไม่ได้มีการอัพเดทเลยตั้งแต่ในปี 2016 ที่ผ่านมา แถมในช่วงที่ผ่านมานั้นทาง Google ก็ได้มีการเริ่มนำสายสัญญาณ Fiber ออกจากท้องถนนอีกโดยการให้เหตุผลว่าจะมีการซ่อมถนนเกิดขึ้นในหลายๆ รัฐที่ทาง Google Fiber ให้บริการ ท้ายที่สุดแล้วนั้น Google Fiber ก็ไม่ได้ถูกพูดถึงจากทาง Google อีกเลย

76. JUSTICE LEAGUE

จริงๆ แล้วจะว่าไปภาพยนตร์นั้นก็ดูจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีสักเท่าไรนัก ทว่าหากจะไม่พูดถึง Justice League เลยนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ โดยถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดแล้วนั้นรายได้รวมทั่วโลกของ Justice League ก็ไม่ได้ต่ำอะไรมากนักเพราะมากถึง $660 ล้านเลยทีเดียวทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นกระแสอย่างรุนแรงสำหรับภาพยนตร์ยอดมนุษย์เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟนๆ ตัวยงที่รวมกันเรียกร้องให้ทาง Warner Bros ปล่อยเวอร์ชันที่ทำการตัดต่อใหม่ของ Justice League ออกมา

ถามว่าเรื่องดังกล่าวนี้น่าสนใจอย่างไรคงต้องบอกว่ามันเป็นกระแสที่น่าสนใจเอาเป็นอย่างมาก มากพอที่จะทำให้กลุ่มแฟนๆ ซึ่งรวบรวมเงินกันได้มากกว่า 10 ล้านเหรียญเพื่อนำเอาไปปลดภาพโฆษณาของตัวภาพยนตร์จากสถานที่สำคัญต่างๆ ลงเอาได้ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเกิดขึ้นมากเท่าไรนักในวงการภาพยนตร์

75. MICROSOFT BAND

ความพยายามของ Microsoft ที่จะเข้าสู่ตลาดอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นมีมากจริงๆ ทว่าไม่ว่าจะทำการปล่อยผลิตภัณฑ์อะไรออกมาที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็ไม่ปังสักอัน อย่างล่าสุดกับ Microsoft Band ที่ดูเหมือนว่าจะดูดีในตอนแรกๆ นั้นทว่าเมื่อมีผู้ใช้งานหลายรายต่างก็บอกออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่างานประกอบและวัสดุที่ใช้บน Microsoft Band นั้นไม่เหมาะสมกับราคาที่ต้องจ่ายออกไป แถมฟีเจอร์บางอย่างที่ควรจะใช้ได้แต่ไม่สามารถทำได้จริงอย่างเช่นใช้ในการจ่ายเงินใน Starbucks ก็ไม่สามารถที่จะทำได้อีกเป็นต้น งานนี้นั้นสุดท้ายทาง Microsoft แพ้ไปเองโดยการปิดเครื่อง Server สำหรับการเชื่อมต่อของ Microsoft Band รวมทั้งยังทำการยินยอมคืนเงินให้กับลูกค้าอีกด้วยต่างหาก

74. SOLYNDRA

Solyndra นั้นอาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในเมืองไทยเท่าไรนัก ทว่าในสหรัฐอเมริกานั้น Solyndra ถือว่าเป็นบริษัททางด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีชื่อเสียงมากเลยทีเดียว ชื่อเสียงของ Solyndra นั้นดังจนถึงขั้นประธานาธิบดีโอบามาให้ความสนใจเลยทีเดียว ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างแผงโซลาร์เซลล์แบบใหม่ที่ทางบริษัทยืนยันว่าประสิทธิภาพในการเก็บแสงนั้นดีมากกว่าของผู้ผลิตรายอื่น อีกทั้งดีไซน์ของตัวแผงนั้นก็ยังมีความสวยงามเป็นอย่างมากอีกด้วยต่างหาก

ข้อเสียของบริษัทนั้นมีอยู่แค่อย่างเดียวจริงๆ นั่นก็คือแผนการดำเนินงานทางด้านธุรกิจที่อ่อนเอามากๆ จนทำให้หลังจากที่บริษัทก่อตั้งมาในปี 2009 ได้เพียง 3 ปี ในปี 2011 นั้นทางบริษัทเองก็ถังแตกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วนั้นทางบริษัทจะได้รับเงินร่วมทุนมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางรัฐบาลในสมัยนั้นทว่าการขาดแผนการดำเนินงานทางธุรกิจนั้นก็ทำให้บริษัทเจ๊ง หลังจากที่พอจะเริ่มฟื้นตัวมาได้บ้างแต่ทว่าพอเจอกระแสกระหน่ำรอบที่ 2 จากการเข้ามาของแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูก(กว่ามาก) จากทางจีนสุดท้าย Solyndra ก็ต้องปิดตัวลงไปตามระเบียบ

73. VALVE’S ARTIFACT

โดยปกติแล้วนั้นเกมที่พัฒนาโดยทาง Valve เองนั้นมักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทว่านั่นไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเกม Artifact เกมแนว Card game ที่ทาง Valve เป็นผู้พัฒนาเองโดยได้มีการซื้อตัว Richard Garfield ผู้ออกแบบเกม Magic: The Gathering มาเป็นผู้ออกแบบให้กับเกม Artifact โดยเฉพาะ ทว่าผู้เล่นเกมนั้นเรียกได้ว่าน้อยมากถึงแม้ว่าตัวเกมจะวมีให้เล่นผ่านทาง Steam ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้มาก แต่ 2 เดือนหลังจากเปิดตัวก็มีผู้เล่นอยู่ที่ราวๆ 60,000 รายทั่วโลกเท่านั้น แถมอีก 2 เดือนต่อมาตัวเกมมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นแค่เพียงไม่กี่ร้อย ท้ายที่สุดแล้วตัวเกมก็ได้ยุติการให้เล่นไปตามระเบียบ

ที่มา : theverge



© Copyright - Notebookspec.com All Rights