Home » Special Story

บทวิเคราะห์ของ James Altucher กับความคิดเห็นที่ Snoop Dogg ควรจะขึ้นมาเป็น CEO ของ Twitter

25 Jun 15 - By l

เชื่อว่าหากใครฟังเพลงแนวแรปอยู่แล้วหล่ะก็คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับ Snoop Dogg กันอย่างแน่นอนครับ จริงๆ แล้ว Snoop Dogg ก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการเทคโนโลยีในหลายต่อหลายครั้งเหมือนกันครับ ทำให้ถึงแม้คุณจะไม่ใช่แฟนตัวยงของ Snoop Dogg ก็น่าจะเคยได้ยินชื่อของเขากันมาบ้าง ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ทาง Techcrunch ได้ตีพิมพ์บทความที่กล่าวว่า Snoop Dogg ควรที่จะขึ้นมาเป็น CEO ของ Twitter ส่วนจะด้วยเหตุผลอย่างไรนั้นไปติดตามกันได้เลยครับ

462543964

ก่อนที่จะไปดูเหตุผลว่าทำไม Snoop Dogg ถึงควรจะมาเป็น CEO ของ Twitter นั้นมาย้อยความหลังถึงตอนที่ CEO คนเก่าของ Twitter อย่าง Dick Costolo อยู่กันก่อนครับ Dick นั้นได้เข้ากุมบังเหียนของ Twitter ตั้งแต่ที่ Twitter มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ $3 billion หรือประมาณ 9.9 หมื่นล้านบาท(จนในตอนนี้ Twitter มีมูลค่าในตลาด $26 billion หรือประมาณ 8.58 แสนล้านบาท)

สมัยที่ Dick อยู่นั้นเว็บไซต์ที่ให้บริการ Twitter เจอปัญหาทั้งมีทราฟิกล้นจนกระทั่งล่มให้เห็นมาแล้วครับ (แต่ตอนนี้ไม่ล่มแล้วนะครับแก้ปัญหาไปแล้ว) แถมจำนวนผู้ใช้ในสมัยนั้นก็เพิ่มจากที่ 30 ล้านคน(ที่เป็นผู้ใช้แบบ Active) ไปเป็น 250 ล้านคน(ที่เป็นผู้ใช้แบบ Active) ต่อเดือนอีกด้วย มีคำกล่าวที่สำคัญมากๆ คำหนึ่งในวงการธุรกิจอยู่ครับที่ไม่ว่าใครๆ ก็สามารถที่จะนำไปใช้ตามได้นั่นก็คือ “ถ้ามันยังไม่พัง ก็อย่าพึ่งไปซ่อมมัน” แต่ทว่าเรื่องแบบนี้นั้นไม่ว่าจะสำนักข่าวไหนๆ (อย่าง Wall Street เป็นต้น) ต่างก็ไม่ชอบครับ เพราะพวกเขาต้องการสิ่งที่ตื่นเต้นท้าทายมากกว่านั้น

twitter logo 600

ในปี พฤษภาคม 2013 ทาง James Altucher(เจ้าของบทความนี้) ได้ขอให้ Dick เขียนคำนำให้กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Choose Yourself.” ของเขาเอง โดยในคำนำที่ Dick ได้เขียนไว้นั้นมีส่วนหนึ่งที่เขียนว่า “If you don’t make courageous choices for yourself, no one else will.” หรือ “หากคุณไม่ได้เลือกทางที่กล้าหาญให้ตัวคุณเอง, แล้วใครกันเล่าที่จะทำให้คุณ”

จากเหตุผลดังกล่าวนี่แหละครับที่ทำให้เราได้เห็นว่า Snoop Dogg หนึ่งในศิลปินผู้มีความกล้าหาญและอยู่ในวงการมายาวนานกว่า 25 ปีได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่กล้าหาญที่อาจจะไม่มีใครคิดถึงครับ ซึ่งก็ไม่มีวิธีไหนที่จะดีไปกว่ากับการประกาศในครั้งนี้นั่นก็คือ

snoop dogg ceo twitter 600 01

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องบ้าๆ บอๆ ใช่ไหมครับ แต่ๆ จริงๆ แล้วมันไม่เลยครับ เหตุผลก็ชัดเจนอยู่ในตัวครับว่าเพราะมันดูบ้าๆ บอๆ นี่แหละครับจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทาง Twitter จะทำการพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อที่จะให้การมีชีวิตอยู่ได้อย่างน่าทิ่งและน่าอัศจรรย์ใจคุณต้องมีความมุ่งมั่นในเรื่องของความอุกอาจและความอัศจรรย์ในแบบที่ไม่มีใครเคยสามารถคิดได้มาก่อนครับ

ลองย้อนกลับไปในอดีตสมัยที่ 2 พี่น้อง Wright ซึ่งมีเพียงแต่ร้านจักรยานและไม่มีเงินทุน ทางรัฐบาลได้ถูกพวกเขาขอค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการสร้างเครื่องบินขึ้นมา แต่ก็ไม่เพียงพอ สองพี่น้อง Wright ก็ใช้ชิ้นส่วนของจักรยานของพวกเขานี่แหละครับในการสร้างเครื่องบินจนในที่สุดพวกเขาก็สามารถที่จะสร้างเครื่องบินได้สำเร็จและทำให้เราสามารถที่จะบินบนอากาศได้ในปัจจุบันนี้ครับ

ถ้าเรามีสิ่งที่ไร้สาระหรือไม่น่าจะสามารถทำให้เป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้ 100 เรื่องและเราสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้ถึงแม้จะแค่เพียง 2% จากเรื่องทั้งหมดนั่นก็หมายถึงว่าเราประสบความสำเร็จและไม่ได้ใช้ชีวิตไปโดยปล่อยไว้เปล่าๆ แล้วหล่ะครับ

กลับมาดูที่ไอเดียที่จะนำ Snoop Dogg มาเป็น CEO ของ Twitter กันบ้างครับ เชื่อว่าหลายๆ คนที่ใช้ Twitter อยู่นั้นคงจะถึงขั้นงงกันไปชั่วขณะว่าอย่าง Snoop Dogg เนี่ยนะจะขึ้นมาเป็น CEO ของ Twitter ที่หากจะว่าไปแล้วก็เปรียบเสมือนกับการก้าวจากอุตสาหกรรมวงการเพลงที่เขาถนัดมาเป็นอุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยี ที่จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนจะเป็นคนละด้านกันเลยทีเดียวครับ

snoop dogg ceo twitter 600 02

ก่อนที่จะคิดว่า Snoop Dogg เหมาะสมกับการเป็น CEO ของ Twitter ไหมก่อนอื่นมาดูความสำเร็จในอาชีพการงานของเขากันก่อนครับ Snoop Dogg นั้นอยู่ในวงการเพลงมายาวนานถึง 25 ปีด้วยกัน โดยเขามีสมบัติส่วนตัวมากกว่า $100,000,000 หรือประมาณ 3,300,000,000 บาท นอกไปจากนั้นเพลงที่เขาปล่อยออกมานั้นก็สามารถที่จะทำยอดขายได้เรื่อยๆ  และก้าวเป็นอัลบั้มที่ขายได้ดี 1 – 5 อยู่แถบจะทุกอัลบั้มไป นอกจากวงการเพลงแล้วเขาเองยังได้ผันตัวไปแสดงหนังและมีธุรกิจทางด้านอื่นๆ อีก เห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่า Snoop Dogg นั้นเป็นนักดนตรีที่มีอณาจักรใหญ่มากเลยทีเดียว

และจากนี้ไปคือคำพูดของ Snoop Dogg ที่ทาง Altucher นำมาวิเคราะห์และทำให้เชื่อมั่นว่า Snoop Dogg จะสามารถก้าวเข้ามาเป็น CEO ที่ดีของ Twitter ได้ครับ

“The most important decision I’ve made in business? The choices of people I have around me.”

คำพูดแรกเลยนั้นก็เป็นเรื่องที่อาจจะทำใปให้ CEO เกิดหรือดับได้ครับ หากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราจะสามารถทำการตัดสิน CEO เกี่ยวกับ CEO คนนั้นๆ แล้วหล่ะก็ให้เราตัดสินผู้คนที่อยู่รอบตัวเขาครับ ตัดสินดูว่า CEO มีวิธีในการปฎิบัติการผู้คนรอบข้างเขาอย่างไร Snoop Dogg นั้นอาจจะดูร้ายกาจหน่อยตรงที่เขาจะเรียนรู้จากความผิดพลากของบุคคลอื่น(Death Row) แล้วก็รีบเปลี่ยนไปยังคนอื่นที่ดีกว่าสำหรับเขาครับ(Master P, Geffen) ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เขาสามารถที่จะปล่อยอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมาได้อย่างต่อเนื่องถึง 10 อัลบั้ม ซึ่งคงหาได้ยากครับที่นักร้อง(โดยเฉพาะที่เป็นแรพเตอร์จะสำเร็จไปยาวนานขนาดนี้ … แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ)

“There’s so much that I want to do. I feel like I’m the Magic Johnson of rap. You know, Magic was great on the basketball court, but he’s bigger as a businessman.”

magic johnson

Magic Johnson

ณ ตรงจุดนี้เราจะได้เห็นว่า Magic Johnson นั้นเป็นนักบาส ที่ไม่เกาติดอยู่กับจุดเดิมของเขาครับเนื่องจาก Magic นั้นยังคงทำธุรกิจต่างๆ ไปด้วยซึ่งแน่นอนว่าชีวิตของ Magic ก็ประสบความสำเร็จดีทีเดียวครับ ส่วน Snoop Dogg ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Magic นั้นก็ไม่แพ้กันครับ ด้วยความที่เขาเติบโตมาจากการเป็นแรพเปอร์ แต่ในปัจจุบันนั้นเขาได้ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์, ทีวีโทรทัศน์, วงการลงทุน(ในปัจจุบัน Snoop Dogg ลงทุนกับ Reddit) แถมยังเตรียมการที่จะมีกองทุน VC สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกัญชาเพื่อที่จะส่งเสริมให้สามารถใช้งานได้ถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการในแต่ละรัฐ(อย่างค่อยเป็นค่อยไป)

หากจะว่าไปแล้วชีวิตของเราในวันๆ หนึ่งนั้นหาได้น้อยคนมากครับที่จะพยายามทำอะไรหลายๆ อย่างให้สำเร็จได้ไปพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน อาจจะมีบางคนที่ทำ 2 – 3 อย่างต่อวัน แต่กับ Snoop Dogg นั้นเขาทำถึง 14 สิ่งโดยทั้ง 14 สิ่งนี้ก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงครับ หากคุณมองโดยไม่มีอคติแล้วจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า Snoop Dogg นั้นน่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการหาความประสบความสำเร็จให้กับตัวเองในหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน

ในตอนนี้ Twitter นั้นก็เหมือนกับส่วนผสมที่ประสบความสำเร็จอยู่ 2 อย่างครับนั่นก็คือ SMS และเว็บ แต่ลองคิดดูเอาเองครับว่าถ้าคนที่มีความคิดกว้างไกลอย่าง Snoop Dogg ได้เข้ามาเป็น CEO ของ Twitter จริงๆ ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าจะมีส่วนประสมใดถูกนำไปรวมเข้าแล้วประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไปอีกบ้าง(จะขอก็แค่อย่างเป็นส่วนที่ผิดกฎหมายอย่างกัญชาเลยครับ 55555)

“I tell the truth. And I know what I’m talking about. That’s what makes me a threat.”

เชื่อไหมครับว่าโดยปกติแล้วบรรดาผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ไม่มากก็น้อยต่างก็ต้องพูดเกินจริงไปบ้าง(หรืออาจจะปกปิดเรื่องบางเรื่อง) เพื่อที่จะทำให้บรรดานักลงทุนของบริษัทได้เห็นหนทางที่สว่างกว่าของบริษัทตัวเองแล้วไม่ถอนหุ้นไป ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Snoop Dogg ครับ เพราะเขานั้นจะพูดความจริงเสมอไม่ว่าความจริงดังกล่าวนั้นจะส่งผลในแง่ที่ไม่ดีก็ตาม ที่สำคัญเขายังรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลาครับว่าเขาพูดอะไรลงไป ซึ่งในบางทีคำพูดนั้นก็ทำให้ตัว Snoop Dogg ดูคุกคามผู้ถือหุ้นอยู่ไม่น้อยครับ

snoop dogg ceo twitter 600 03

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้นั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับ Snoop Dogg เท่าไรครับ แต่เรามาว่ากันถึงเรื่องที่ในอดีตที่มี CEO ของบริษัท Odeo ที่สร้างซอฟต์แวร์ podcasting ได้พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าอัตราการเจริญเติบโตที่อาจจะเป็นไปได้ไม่มากเท่าไรนักในระยะสั้น แต่ถ้าระยะยาวแล้วรับรองว่าต้องไปไกลได้ชัวร์

แน่นอนครับว่าเมื่อนักลงทุนได้ยินเช่นนั้นก็ขายหุ้นออกเป็นกันใหญ่ ทว่าเจ้ากรรม CEO คนนั้นก็ขอซื้อหุ้นดังกล่าวมาเก็บเอาไว้ซะเอง ชายคนนั้นมีชื่อว่า Ev Williams และได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทที่เขาซื้อหุ้นมาเก็บไว้เองทั้งหมดว่า Twitter และกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดของ Twitter ครับ …. แน่นอนว่าเหตุการณ์แบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนครับว่า Snoop Dogg นั้นจะเป็นคนอย่างไร

“If you stop at general math, you’re only going to make general math money.”

การที่เราพูดถึงตัวเลขคงที่ค่าใดค่าหนึ่ง อย่าง $1 million หรือ $5 million หรืออะไรก็ตามแต่ นั่นหมายความว่าเราโฟกัสไปที่หมายเลขนั้นแต่เพียงอ ย่างเดียวแล้วครับ คุณได้สร้างกรงในการเจริญเติบโตขึ้นมาให้กับคุณเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วคุณจะอยู่ได้แค่ที่ค่าปานกลางที่คุณตั้งเป้าเอาไว้เท่านั้นครับ สังเกตง่ายๆ เลยครับว่านักวิเคราะห์จาก The Wall Street มักจะโฟกัสค่าต่างๆ ไปอยู่ที่ค่ากลางๆ เท่านั้น ซึ่งทำให้หลายๆ บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่าง Amazon และ Google ไม่ได้ให้ความสนใจความต้องการของ Wall Street เท่าไรนัก ดังนั้นแล้ววิธีการของ Snoop Dogg ก็คือสนใจในเรื่องทุนตอนแรกแล้วปล่อยให้กระการการคิดตัวเลขมันเป็นไปของมันเองครับ

“I used to get stressed out all the time when I thought winning was important. Once I figured out it wasn’t about winning or losing, it was about teaching these kids about being men, that’s when I started to relax.”

ผู้นำทุกคนควรจะรู้ตัวดีครับว่าการที่จะได้มาเพื่อความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นไม่ควรได้มาจากการก้าวข้ามคนอื่นๆ นั่นหมายความว่าหากต้องการให้ประสบความสำเร็จแล้วผู้นำก็ต้องช่วยให้คนื่นๆ ประสบความสำเร็จก่อน ตัวอย่างเช่น Snoop Dogg ได้ส่ง Warren G และ Nate Dogg ออกมาเพื่อประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง(มีชื่อเสียงเองด้วย) ไม่ใช่เอาแต่หลบอยู่หลังภายใต้ชื่อเขาเท่านั้น และนั่นแหละครับ เมื่อคนในทีมของเขาประสบความสำเร็จ นั่นเลยทำให้ตัวเขาเองนั้นมีคความสำเร็จตามมากขึ้นไปด้วยเป็น 10 เท่า เลยทีเดียว

“If it’s flipping hamburgers at McDonald’s, be the best hamburger flipper in the world. Whatever it is you do, you have to master your craft.”

Snoop เรียนรู้ความลับของการเรียนรู้,  ประวัติศาสตร์ และทำงานหนักในทุกๆ วัน พยายามในการผสมผสานสิ่งใหม่ๆ เข้าไปในงานของเขา(เช่นการผสม reggae เข้ากับ rap) นอกไปจากนั้นเขายังคงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ดีๆ ไม่คิดที่จะผ่อนปลนเวลาให้กับความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ หรือจะเอาง่ายๆ ก็คือ Snoop Dogg นั้นพยายามที่จะเป็นเลิศในด้านต่างๆ ที่เขาทำด้วยการมีความพยายามในการเรียนรู้อย่างมุ่งมั่นไม่ย่อท้อนี่แหละครับ

snoop dogg ceo twitter 600 04

“Sometimes a loss is the best thing that can happen. It teaches you what you should have done next time.”

อย่างไรก็ตามแต่ถ้าเราติดตามชีวิตของ Snoop Dogg ดีๆ แล้วหล่ะก็ ตัวเขาเองนั้นก็ใช่ว่าจะไม่เคยล้มมาก่อนครับ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ Snoop นั้นทำผิดพลาด แต่ทว่าทุกครั้งที่เขาทำพลาดไปนั้นเขาก็จะเรียนรู้จากสิ่งนั้นแล้วตั้งต้นใหม่เพื่อที่จะนำมาเป็นแรงให้กับตัวเองประสบความสำเร็จต่อไป ตัวอย่างของบุคคลที่ล้มก่อนจะประสบความสำเร็จก็อย่างเช่น Henry Ford ที่ล้มไปถึง 3 ครั้งกับบริษัทรถยนต์ ทว่าในปัจจุบันนั้นคงไม่มีใครกล้าปฎิเสธนะครับว่าไม่รู้จักรถยนต์ยี่ห้อ Ford

“I like going to areas where the murder rate is high and dropping it.”

ตรงนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากครับ Snoop นั้นชอบเข้าไปในพื้นที่ๆ อันตราย(มีอัตราการฆาตรกรรมสูง) แล้วก็ใช้สิ่งที่เขามีอยู่ทำให้มันลดลงครับ คงมีคนจำนวนไม่มากนักครับที่จะกล้าเสี่ยงขนาดนี้

“A lot of people like to fool you and say that you’re not smart if you never went to college, but common sense rules over everything. That’s what I learned from selling crack.”

จะว่าไปแล้วสิ่งที่ Twitter ต้องการในปัจจุบันนี้ก็คือเรื่องของ “กึ๋น” ครับ ซึ่งก็นั่นอีกแหละครับ Twitter เองก็เป็นสิ่งที่มี “กึ๋น” อยู่ในตัวของมันแล้ว ผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนเข้าไปใช้ Twitter โดยการโพสสิ่งต่างๆ ลงไปโดยไม่จำเป็นจะต้องไปสร้าง emai account หรือไปทำการสร้างป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ที่ไหนเพื่อชักจูงให้ผู้ใช้เข้ามาใช้

เราจะไม่สนใจกันนะครับว่าสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายๆ สำนักที่ได้ออกมาคุยเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตของ Twitter ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต แต่คุณลองคิดดูสิครับว่า Snoop Dogg เองสามารถที่จะขายอัลบั้มของตัวเองได้ถึง 35 ล้านก๊อปปี้ แถมยังไปร่วมงานกับคนอื่นจนโด่งดังอีกอย่างเช่น Katy Perry ที่มียอดขายซิงเกิ้ล “California Gurls” พุ่งเป้าขนาดนั้น เชื่อได้เลยครับว่า Snoop Dogg จะสร้างความแตกต่างให้กับ Twitter ได้อยู่ตลอดเวลาอย่างแน่นอน

“You’ve got to always go back in time if you want to move forward.”

คำพูดนี้ของ Snoop Dogg ดูเหมือนจะไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อหล่ะครับ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือเมื่อ 3000 ปีก่อนนั้นมนุษย์ใช้แท็บเล็ต(ไม้กระดาน) ในการคิดเลข มาในปัจจุบันนี้เราก็มีเครื่องแท็บเล็ตใช้ในการคิดเลขและทำเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย ผู้นำที่ดีต้องรู้จักเอาบทเรียนในอดีตมาประยุกต์ใช้กับอนาคตครับ

จะเห็นได้ครับว่าคำพูดหลายๆ คำของ Snoop Dogg นั้นอาจจะสามารถที่นำไปใช้ได้ และอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนได้ในการดำรงชีวิต เราอาจจะยังไม่ได้เห็น Snoop Dogg เป็น CEO ของ Twitter ในเร็วๆ นี้(หรืออาจจะไม่ได้เห็นเลยก็ได้) แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่า Snoop Dogg ก็เป็นมากกว่าแรพเปอร์ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้แล้วครับ

ที่มา : techcrunch



© Copyright - Notebookspec.com All Rights