Home » Accessories

Review – SteelSeries GameDAC ผู้ช่วยยกระดับคุณภาพเสียง ที่ใช้ได้ทั้ง PC และ PS4

29 Nov 18 - By l

อีกหนึ่งสิ่งสำหรับคอเกมพีซีที่จะช่วยเสริมประสบการณ์การเล่นเกม ก็คงหนีไม่พ้นด้านเสียง ซึ่งส่วนใหญ่คนก็มักจะมองหาหูฟัง หรือชุดลำโพงดี ๆ มาใช้งาน แต่สำหรับผู้ที่มีอยู่แล้ว แต่ยังอยากเสริมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่จะมาตอบโจทย์ก็คือกลุ่มของพวก DAC นั่นเอง ซึ่ง SteelSeries เองก็มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน นั่นคือ SteelSeries GameDAC ในรีวิวตัวนี้นี่เองครับ

SteelSeries GameDAC เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง DAC และแอมป์ในตัว รองรับการใช้งานทั้งกับคอมพิวเตอร์ และเครื่อง PS4 อีกทั้งยังรองรับไฟล์เสียงระดับ Hi-Res เพื่อเพิ่มคุณภาพเสียงที่ได้จากอุปกรณ์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการปรับระดับเสียงได้ว่าจะเน้นเสียงเกม หรือเสียงคำพูดจากการแชท เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่ต้องไปคอยปรับจากหน้า settings ในเกมให้วุ่นวาย

กล่องของ SteelSeries GameDAC ก็มาในสีโทนขาวส้มตามสไตล์ของ SteelSeries เลย โดยหน้ากล่องก็จะระบุชัดเจนเลยว่ารองรับระบบเสียง Hi-Res, Dolby Audio, dts X และสามารถใช้งานได้ทั้งบบน PS4 กับ PC

ด้านข้างกล่องก็จะมีรายการของอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง และก็สเปคคร่าว ๆ ครับ โดยจุดที่น่าสนใจก็ได้แก่

  • ชิป DAC/Amp ใช้เป็น ESS Sabre 9018Q2C
  • เป็น DAC สำหรับเกมมิ่งรุ่นแรกที่รองรับระบบเสียง Hi-Res ระดับ 96 kHz 24 bit
  • ตอบสนองต่อคลื่นเสียงในช่วง 5 – 40,000 Hz
  • รองรับไฟล์เสียงตั้งแต่ 44.1 – 96 kHz / 16 – 24 bit
  • กำลังขับของหูฟังที่แนะนำอยู่ในช่วง 16 – 80 Ohms
  • รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง DTS Headphone:X 2.0 โดยหูฟังต้องรองรับด้วย
  • พอร์ตเชื่อมต่อ Optical / Micro USB / Line out (3.5 mm) / Mobile (3.5 mm) / พอร์ตสำหรับเสียบสายหูฟัง

รูปร่างหน้าตาของ SteelSeries GameDAC นั้นมีขนาดกะทัดรัด ด้านหน้าเป็นพลาสติกสีดำ มีจอ OLED อยู่ภายใน ใกล้ๆ กันนั้นก็เป็นปุ่ม back  ถัดไปทางขวาก็คือตัวหมุนสำหรับเลื่อนซ้าย/ขวา ปรับระดับเสียง และยังสามารถกดเพื่อเลือกเมนู ตกลง ยืนยันที่ตัวซอฟต์แวร์ได้อีกด้วย

หน้าจอถูกวางมาให้มีความลาดชันในองศาที่ให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นจอ OLED ได้ง่าย โดยฝั่งซ้ายของ SteelSeries GameDAC จะมีเพียงช่องเสียบสายแปลงไปเป็นหัว 3.5 mm. สำหรับเสียบหูฟังอีกต่อนึง ซึ่งช่องนี้จะมีหน้าตาคล้ายกับช่อง Micro HDMI แต่ไม่สามารถนำสาย Micro HDMI มาเสียบได้นะครับ ต้องใช้สายจากในกล่องเท่านั้น

ฝั่งขวาไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อใด ๆ

ส่วนด้านหลังก็มีด้วยกัน 4 ช่อง ได้แก่ ช่องออปติคอลสำหรับต่อสัญญาณเสียงจากคอมพิวเตอร์ หรือ PS4 เข้ามา (มีสายออปติคอลแถมให้ในกล่อง) ถัดมาเป็นช่อง Micro USB สำหรับต่อสัญญาณเสียงจากคอมพิวเตอร์เข้ามา ถัดมาอีกสองช่องก็จะเป็นช่องสำหรับเสียบแจ็คขนาด 3.5 mm. ทั้งคู่ ฝั่งซ้ายคือช่องเสียบรับสัญญาณจากช่อง Line out ของอุปกรณ์อื่น อีกช่องก็เป็นช่องสำหรับรับสัญญาณเสียงจากมือถือ เครื่องเล่นเพลงต่าง ๆ

ด้านล่างก็เป็นฉลากระบุข้อมูลทั่วไป การรับรองตามมาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงหมายเลขซีเรียลด้วย

ระหว่างการใช้งาน หน้าตาของ SteelSeries GameDAC ก็จะประมาณนี้ครับ มีสายเข้าอย่างต่ำ 1 เส้นด้านหลัง และก็สายออกทางฝั่งขวา 1 เส้น ส่วนหน้าจอก็จะติดตลอดเวลา โดยในการใช้งาน ผู้ใช้ต้องเสียบสาย Micro USB ด้วยเสมอ เพื่อเป็นสายสำหรับจ่ายไฟเข้ามายังตัว GameDAC ถ้าเป็นการใช้กับคอมพิวเตอร์ก็ง่ายหน่อยครับ ใช้แค่ Micro USB เส้นเดียวก็ส่งได้ทั้งไฟและข้อมูลเลย

สำหรับหน้าจอ OLED นั้น หน้าหลักตามภาพด้านบนคือหน้าแสดงระดับความดังเสียง โดยมีส่วนประกอบในหน้าทั้งหมดได้แก่

  • คำว่า PC: บ่งบอกว่าผู้ใช้เลือกประเภทของดีไวซ์ input เสียงเป็นประเภทใด โดยมีให้เลือกในเมนูตั้งค่าด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ PC, PS4 และ Hi-Res
  • 48kHz-16bit: บ่งบอกว่าขณะนั้น ค่า sampling rate ของเสียง input เป็นค่าใด
  • DTS OFF: ตัวเลือกในการเปิด/ปิดโหมดเสียง DTS ซึ่งสามารถสั่งเปิด/ปิด ได้โดยการกดปุ่ม back (วงกลมเล็ก)
  • วงล้อ VOL: ระดับความดังเสียง output ของเสียงหลัก เช่น เสียงในเกม เสียงเพลง
  • วงล้อ MIX: ระดับความดังเสียงจากแหล่ง input อื่น ๆ เช่น เสียงแชทผ่านไมค์

ซึ่งผู้ใช้สามารถสลับการปรับความดังเสียงระหว่างวง VOL และวง MIX ได้ด้วยการกดลงไปบนปุ่มวงล้อใหญ่ทางขวาสุด ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียงแชทในเกมให้ดังหรือค่อยลงได้ตามต้องการ เหมาะกับผู้ที่ต้องการสตรีมเกมจาก PS4 แบบที่มีการใส่เสียงพูดลงไปด้วยมาก ๆ

แต่หากเป็นการใช้งานโดยผ่านพอร์ตออปติคอล เช่น เมื่อใช้กับเครื่อง PS4 หรือแม้จะใช้กับคอมพิวเตอร์ก็ตาม จำเป็นจะต้องเสียบสายอย่างต่ำสองเส้น หนึ่งคือสายออปติคอล สองคือสาย Micro USB ด้วย เท่าที่ผมลอง ก็สามารถเสียบ Micro USB เข้ากับช่อง USB ของ PS4 แล้วใช้งานได้ทันที เนื่องจากกำลังไฟจากพอร์ตนั้นเพียงพอ

ส่วนถ้าจะใช้งานกับอะแดปเตอร์มือถือเพื่อนำมาจ่ายไฟ ก็คงต้องเลือกอะแดปเตอร์ที่จ่ายไฟได้สูง ๆ หน่อยนะครับ เพราะผมลองกับอะแดปเตอร์ 5V 1.55A แล้ว พบว่าจ่ายไฟไม่พอ จนไม่สามารถใช้งาน SteelSeries GameDAC ได้เลย

รูปแบบการใช้งานของ SteelSeries GameDAC ก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ครับ มีแค่อินเตอร์เฟสส่วนหน้าสุดของซอฟต์แวร์ที่ใช้ปรับระดับเสียงเท่านั้น หากผู้ใช้ต้องการเข้าไปตั้งค่าอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ด้วยการกดค้างที่ปุ่มวงล้อซัก 2-3 วินาที ก็จะพบกับเมนูตั้งค่าเป็นหัวข้อให้เลือกแล้ว

ซึ่งเมนูต่าง ๆ ก็ตามภาพด้านล่างนี้เลยครับ โดยบางกลุ่มเมนู ผมได้อัพโหลดเป็นแกลเลอรี่ให้คลิกชมภาพไปได้เรื่อย ๆ ด้วย

 

เมนู Audio

SteelSeries: Audio
 

เป็นเมนูสำหรับปรับค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเสียง ซึ่งภายในก็จะมีเมนูย่อยต่าง ๆ ได้แก่

  • DTS Headphone:X สำหรับตั้งค่าเปิด/ปิดโหมดระบบเสียงดังกล่าว
  • Equalizer ที่มีหลายรูปแบบให้เลือก และยังสามารถปรับเองได้ด้วย
  • เมนูปรับค่า Gain โดยค่าเริ่มต้นจะตั้งมาเป็น High
  • เมนูปรับค่า Sidetone ของไมค์ โดยค่าเริ่มต้นจะตั้งมาเป็น Low
  • เมนูปรับระดับเสียงจากไมค์

 

เมนู Input

เมนูที่สองก็คือตัวเลือกประเภทของอุปกรณ์ input ที่มีให้เลือก 3 ประเภท ได้แก่ PC, PS4 และก็เครื่องเล่นเพลง Hi-Res

 

เมนู Output

SteelSeries: Output
 

ใช้สำหรับปรับค่าเสียงของขา output ทั้งหมด โดยมีเมนูย่อย คือ Line out mode ที่มีให้เลือกระหว่าง Speakers คือเป็นการ output ออกไปหาหูฟัง หรือลำโพงตามปกติ กับ Streaming สำหรับการสตรีมจาก PS4 ซึ่งภายในก็จะให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับความดังเสียงของ output จาก input แต่ละขาได้ ว่าจะให้เสียงจากไหน ดังระดับใด โดยขาของเสียงที่มีให้ปรับระดับก็คือ Game, Chat, AUX และ Mic ทำให้ SteelSeries GameDAC ทำหน้าที่เหมือนเป็น sound controller ไปด้วยในตัว

 

เมนู Display

SteelSeries: Display
 

ใช้สำหรับตั้งค่าเกี่ยวกับจอ OLED เช่น ระดับความสว่าง ระยะเวลาในการปิดจออัตโนมัติ

 

เมนู Illumination

สำหรับผู้ที่ใช้หูฟังจาก SteelSeries ที่มีไฟ RGB อย่างในตระกูล SteelSeries Arctis ก็สามารถสั่งซิงค์การตั้งค่าสีไฟจากตรงนี้ได้เช่นกัน

 

เมนู About

เป็นเมนูรวมการตั้งค่าอื่นๆ เช่น หน้าแสดงข้อมูลทั่วไป เวอร์ชันเฟิร์มแวร์ของ SteelSeries GameDAC รวมถึงยังมีเมนูในการสั่งรีเซ็ตการตั้งค่าทั้งหมดได้ด้วย

เมื่อเชื่อมต่อ SteelSeries GameDAC เข้ากับคอมพิวเตอร์แล้ว ชื่อของ GameDAC Game และ GameDAC Chat ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เลือกตรงเมนูที่เกี่ยวกับ Output device ทันที หากต้องการฟังเสียงจาก SteelSeries GameDAC ก็ให้เลือกไปที่ GameDAC Game ได้เลย

นอกจากนี้ หากผู้ใช้ดาวน์โหลดโปรแกรม SteelSeries Engine 3 ซึ่งก็คือโปรแกรมตัวเดียวกับที่ใช้ปรับตั้งค่าเม้าส์ คียบอร์ด หูฟังของ SteelSeries รุ่นใหม่ ๆ ทั้งหมด ตัว SteelSeries GameDAC ก็จะปรากฏขึ้นมา แล้วให้ผู้ใช้เข้าไปตั้งค่าบางส่วนได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งเมนูการตั้งค่าต่าง ๆ ก็จะเหมือนกับที่อยู่บนจอ OLED เลยครับ แค่ในโปรแกรม Engine 3 จะช่วยรวบรวมให้อยู่ในหน้าเดียวกันทั้งหมด ทำให้ใช้งานง่ายขึ้นไปอีก

ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงที่ได้รับจาก SteelSeries GameDAC เท่าที่ทดสอบมา ผมรู้สึกว่าเสียงที่ออกมามันมีน้ำหนัก มีไดนามิกที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่จุดที่อำนวยความสะดวกได้ดีก็คือวงล้อช่วยปรับระดับเสียง ที่ช่วยให้ผมปรับระดับเสียงในเกมได้ง่ายกว่าการกดปุ่มบนคีย์บอร์ด ส่วนใครที่เป็นสายสตรีมเกม บอกเลยว่าน่าจะโดนใจแน่ ๆ ด้วยความสามารถในการรับ input จากหลายอุปกรณ์ มา mix ลงมาเพื่อส่ง output ไปยังปลายทาง ช่วยให้การแคสเกมน่าจะสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

ข้อดี

  • ชิป DAC ระดับคุณภาพ รองรับไฟล์ระดับ Hi-Res ช่วยเสริมประสบการณ์ด้านเสียงได้ดี
  • มีวงล้อปรับระดับเสียงที่ใช้งานได้ง่าย เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
  • สามารถในการ mix เสียงจากหลายอุปกรณ์ input ได้สะดวก
  • รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง DTS Headphone:X

ข้อสังเกต

  • ช่อง output ในตัวมีเพียงช่องเดียว


© Copyright - Notebookspec.com All Rights