Home » Adver

Review – MSI Bravo 15 แรงล้ำไม่ซ้ำใคร ด้วย 7nm สเปก Ryzen 7 4800H + Radeon RX5500M เบา 1.96 โล

24 May 20 - By l

MSI Bravo 15 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2020 จอ 15.6″ น้ำหนักเบาสุดๆ ที่ 1.96 กิโลกรัม สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H อีกหนึ่งรุ่นในตลาด จากทาง MSI ที่น่าสนใจจริงๆ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H /Ryzen 7 4800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 2 (Renoir) จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม RDNA แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น กว่าสเปกก่อนๆ อย่าง Ryzen 3000H + Radeon RX5500M ใน MSI Apha 15 รุ่นพี่ที่ออกมาก่อน

ในส่วนของสเปกอื่นๆ MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ขอบจอบางเฉียบ พาเนลเลือกใช้เป็น IPS ที่รองรับ Refresh Rate 120Hz ที่ให้ทั้งสีสันที่สวยงามและความลื่นไหลไปพร้อมๆ กัน โดยติดตั้งหน่วยความแรมเป็นขนาด 8GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200Hz และใส่ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ซึ่งได้ทั้งความลื่นไหลและความจุสูงไปในตัวเดียว โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 29,990 บาทกับรุ่น Ryzen 5 4600H และ 32,990 บาทกับรุ่น Ryzen 7 4800H ซึ่งมีราคาต่างกันที 3,000 บาท (จากผลทดสอบต่างประเทศ มีความแรงต่างกันประมาณ 30%)

VDO Review

NBS Verdict

MSI Bravo 15 มีจุดเด่นจากการที่เป็น Gaming Notebook ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 1.96 กิโลกรัมเท่านั้น โดยเป็นรุ่นหน้าจอ 15.6″ ก็จริง แต่น้ำหนักเบากว่ารุ่นอื่นๆ แบบชัดเจน โดย MSI Bravo 15 นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook ยุคใหม่ของ AMD อย่างแท้จริง โดยรุ่นที่นำมาทดสอบใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H พร้อมทั้งทำงานด้วยความเร็ว 2.90 – 4.20GHz โดยเป็นแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ที่สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 3000 H หรือ Intel Core i Gen 9 H เลยทีเดียว

และการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M (4GB GDDR6) ซึ่งได้เทคโนโลยีใหม่ๆ จัดเต็ม ด้วยการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ทั้งชิปประมวลผลและการ์ดจอ ส่งผลให้แรงขึ้นแต่ร้อนน้อย ร้อนสุดๆ แต่ 80 – 81 องศาเซลเซียสเท่านั้น ที่สามารถดูได้จากผลการทดสอบเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook สเปกเดิมๆ มาก อีกทั้งยังได้แรมมาตรฐานใหม่เป็น Bus 3200MHz ที่ขนาด 8GB ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สำคัญทีเดียว (ถ้าอัพเป็น 16GB น่าจะดีกว่านี้อีก) นอกจากนี้ที่ได้รับการอัพเดทอีกก็จะเป็นการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1

โดย MSI Bravo 15 ปี 2020 เหมาะกับคนที่ต้องการ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ IPS 120Hz โดยได้ตัวเครื่องที่เบาที่สุด ที่ให้ความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพ ในช่วงงบประมาณ 30,000 บาท ซึ่งมีให้เลือกทั้ง Ryzen 5 4600H และ Ryzen 7 4800H (แนะนำว่าเป็นไปได้เลือกรุ่น Ryzen 7 ไปเลย) อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตเล็กน้อยเรื่องขอบเขตที่อยู่ในระดับกลางๆ และแรมก็ควรจะอัพเกรดมาเป็น 16GB ทันที เหมือนในบทความรีวิวนี้นั่นเอง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน

ข้อดี

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจเกมเมอร์ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู
  • หน้าจอ 15.6″ เล็กกระชับกว่าเดิมเทียบ 14″ พกพาสะดวก บาง 21.7 มิลลิเมตร
  • เป็น Gaming Notebook มีน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.96 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรงด้วยชิป Ryzen 7 4800H และการ์ดจอ Radeon RX 5500M
  • ได้แรมมาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD ความจุ 512GB ใช้งานได้ลื่นไหล
  • มีซอฟต์แวร์มากมาย ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง ให้สนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบระบายความร้อน Cooler Boost มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง
  • มี Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันที
  • ประกัน 2 ปี ส่งศูนย์ MSI ตามมาตรฐาน

ข้อสังเกต

  • ค่าขอบเขตสีหน้าจอ sRGB อยู่ในระดับกลางๆ
  • ควรอัพเกรดเป็นแรม 16GB เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
  • ไม่สามารถอัพเกรด HDD / SSD 2.5″ SATA 3 ได้

Specification

สำหรับชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส H เน้นประสิทธิภาพจากทาง AMD ที่แรงขึ้นเป็นเท่าตัวพร้อมประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิม จากเทคโนโลยีการผลิตชิป CPU ที่ 7 นาโนเมตร จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น โดยรุ่นที่เราได้เป็นหน่วยความจำขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz รองรับการอัพเกรดอีก 1 แถวทันที (ซึ่งในรีวิวใส่มาเป็น 16GB แล้ว) และที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 NVMe พร้อมรองรับการใส่ SSD M.2 อีกหนึ่งตัวด้วยกัน มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ประกันเป็นแบบ 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 2.9 – 4.2GHz โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร เช่นเดียวกับการ์ดจอ Radeon RX5500M ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับการมาของ AMD Ryzen รุ่นใหม่ตระกูล 4000 H Series ซึ่งได้เห็นตัวจริงๆ ครั้งแรกบน  MSI Bravo 15 นั่นเอง (ส่วน MSI Bravo 17 คาดว่าจะตามภายหลังอีกที)

โดย MSI Bravo 15 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 120 Hz แน่นอนว่ารองรับเทคโนโลยี AMD FreeSync Premium ให้ภาพลื่นไหลและไม่ฉีกขาด ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 3.2 Type-A Gen 1, 2 x USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์ 3.5 มิลลิเมตร พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1

แถมฟรี Air Backpack + Loot Box No.077 (Gaming Headset + Gaming Mousepad + Keychain) มูลค่ารวม 3,990 บาท ช่วงโปรโมชั่น ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2563

Hardware / Design

การออกแบบเอง MSI Bravo 15 ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกับ MSI GF63 / GF65 ทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้แตกต่างชัดเจนคือส่วนของโลโก้ฝาหลังด้วยนกธันเดอร์เบิร์ดสยายปีกสีเงินมันวาว สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดย MSI Bravo 15 ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าโดยรวมนั้นดีอยู่แล้ว มีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกับ MSI GF63 / GF65 ที่เบาเพียง 1.96 กิโลกรัม (หนักกว่า 100 กรัม) อีกทั้งตัวเครื่องก็มีความบางสุดที่ 21.7 มิลลิเมตรด้วย ส่งผลให้การพกพาไม่เป็นปัญหาแน่นอน

แม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ แต่มีมิติตัวเครื่องใกล้เคียงกับรุ่น 14″ ซึ่งขอบจอบางมากเพียง 4.9 มม เท่านั้น บางมากๆ จนคิดว่าจอ 14″ จริงๆ ด้วยซ้ำ ใช้งานเต็มตาสุดๆ แกนฝาพับแข็งแรงพัฒนาขึ้นกว่าเดิมจากรุ่นก่อน ปุ่มเปิดปิดของตัวเครื่องได้ติดตั้งอยู่มุมซ้ายของคีย์บอร์ดดีไซน์ได้เรียบเนียนไปกับตัวเครื่องเป็นอย่างดี ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นไซต์มาตรฐานคือไม่มี Numpad แต่ปุ่มกดจะใหญ่กว่าปกติ ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือขึ้น ปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่ที่ด้านมุมบนขวามือแยกจากคีย์บอร์ด นอกจากนี้คีย์บอร์ดยังมีไฟสีแดง สามารถเปิดปิดได้ 3 ระดับ

วัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมใช้ลวดลายเป็นลักษณะเงาบรัชปัดเสี้ยนเป็นเส้นๆ ทั้งภายนอกและภายใน แนวตั้งดูโดดเด่นแบบเรียบง่ายตามสไตล์ของ Gaming Notebook แบรนด์ MSI หลายๆ รุ่น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีระบบระบายความร้อนแบบพิเศษ Cooler Boost 5 ที่มาพร้อม 2 พัดลมขนาดใหญ่ ฮีทไปป์ 6 เส้น เย็นเฉียบหายห่วงไปเลย พร้อมกับทำการเซาะร่องระบายอากาศหลายตำแหน่งด้วยกัน ลำโพงก็อยู่ที่ด้านล่าง 2 ตัวทำให้ตัวเครื่องสามารถกระจายเสียงได้ดี การแกะอัพเกรดบอกเลยว่าทำได้ไม่ยาก แต่ต้องแกะน็อตออกหมดทุกตัวแล้วค่อยใช้บัตรแข็งๆ แงะที่ละส่วนอย่างระมัดระวังเท่านั้นเอง

เรียกได้ว่า MSI Bravo 15 ตัวนี้ยังคงรักษามาตรฐาน Gaming Notebook จากแบรนด์ MSI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สัมผัสได้ถึงความเป็น Gaming Notebook บางเบาสายพันธุ์แท้เหมือนรุ่น GS แต่ราคาถูกกว่าเกินครึ่ง ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูดีแบบเรียบง่าย ที่ไม่ใช่แค่เครื่องแรงอย่างเดียวแต่ในประสบการณ์ใช้งานก็ดีเยี่ยมด้วย มีความบางเบากว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ที่สเปกใกล้เคียงกัน ทำให้พกพาไปไหนได้สบายๆ อย่างตามร้านกาแฟ หรือที่ทำงาน มหาวิทยาลัย เป็นต้น เรียกได้ว่าเล่นเกมก็ดีพกพาก็สะดวก

MSI Bravo 15 โดดเด่นด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H รุ่นใหม่ ได้การ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ที่ตอบสนองการทำงาน หรือการเล่นเกมออนไลน์ออฟไลน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ การันตีสเปกภายในได้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดมาที่ตัวเครื่อง พร้อมด้วยซอฟท์แวร์ MSI Dragon Center รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้มากยิ่งขึ้น พร้อมการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้นด้วย

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Bravo 15 ถูกออกแบบตัดปุ่ม Numpad ออก เพราะตัวปุ่มเองมีขนาดที่ใหญ่กว่าคีย์บอร์ดทั่วไป การใช้งานถือว่าทำได้ดีทีเดียว เพราะทั้งการตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อม กัน สามารถทำได้แม่นยำไม่แพ้ตัวคีย์บอร์ด SteelSeries รุ่นอื่น แม้ระยะกดอาจจะไม่ลึกมากแต่ก็ใช้งานได้ดี และที่ขาดไม่ได้เลยคือไฟคีย์บอร์ดตัวเครื่องให้มาเป็นสีแดงสีเดียว สามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ พร้อมทำการไฮท์ไลท์ขอบแดงทุกปุ่มให้ดูเป็น Gaming Notebook พันธ์ุแท้

ทัชแพดมีลักษณะขนาดค่อนข้างกว้าง รูปแบบเป็นสีเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีเก็บรายละเอียดขอบสวยงาม ผิวสัมผัสไม่ลื่นจนเกินไป ตัวปุ่มคลิกซ้ายคลิกขวาเป็นแบบชิ้นเดียวซ่อนปุ่ม ซึ่งการใช้งานการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดี ทั้งการคลิกซ้ายคลิกขวามีความหนักแน่น รวมถึงการใช้งานมัลติทัชก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหล โดยรวมการใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดี ส่วนปุ่มเปิดปิดของตัวเครื่องได้ติดตั้งอยู่มุมซ้ายของคีย์บอร์ดดีไซน์ได้เรียบเนียนไปกับตัวเครื่องเป็นอย่างดี

Screen / Speaker

ในส่วนของหน้าจอ MSI Bravo 15 นั้น มีขนาด 15.6″ ผิวจอแบบ Anti-Glare ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS คุณภาพดี  มีมุมมองกว้างทำให้แสดงผลภาพออกมาได้อย่างสวยงามคมชัด ลดปัญหาเรื่องแสงสะท้อนจากแสงไฟรอบๆ ตัวได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งแสงสว่างของหน้าจอสามารถสู้แสงจ้าจากภายนอกได้ในระดับหนึ่ง ได้ Refresh Rate ที่ 120Hz ที่ลื่นไหลกว่า 60 Hz พร้อมด้วยเทคโนโลยี AMD FreeSync Premium ทำให้ภาพลื่นไหลมีอาการฉีกขาด แถมขอบจอบาง Thin Bezel เพียง 4.9 มิลลิเมตร ทำให้ภาพที่ได้เต็มตาสุดๆ พร้อมติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนได้ที่ขอบจอด้านบนปกติ

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ MSI Bravo 15 เป็นโน้ตบุ๊กเล่นเกมที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS ทางทีมงานเลยถือโอกาสทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งเมื่อคาลิเบรตแล้วเราก็เลือกโปรไฟล์ที่เราได้คาลิเบรทเอาไว้ ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 58% และ Adobe RGB ที่ 43% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสัน ความเที่ยงตรงของสีอยู่ในระดับกลางๆ (ระดับที่ดีต้อง sRGB 90% + ) ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปกติไม่ได้สว่างมาก คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน โดยถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพพอได้เลย แต่ถ้าในระดับมืออาชีพต้องระวังนิดนึงควรคาลิเบรทก่อน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องตรงกลางมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องล่างซ้าย ขวาบน และขวากลาง จะมีแสงสว่างลดลงไปที่ 10% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 3.5 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอแยกเสียงซ้ายขวาได้ชัดเจนดี มีระบบเสียง Nahimic 3 และ Hi-Res Audio (ผ่านช่องต่อหูฟัง) ทำให้มีเสียงดังฟังชัด มีน้ำหนัก ถือว่าเอามาเล่นเกมฟังเพลงได้ดีในระดับหนึ่งตามสไลต์เสียงจากลำโพงโน้ตบุ๊ค ช่องลำโพงถูกออกแบบให้อยู่ที่ด้านล่างตัวเครื่อง ช่วยให้ตัวเครื่องสามารถกระจายเสียงให้มีมิติ แยกเสียงซ้ายขวาให้ชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น โดยรวมแล้วเลือกลำโพงถือว่าทำได้ดีเลย

Connector / Thin And Weight

ด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง MSI Bravo 15 ซึ่งเครื่องนี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมขนาดหน้า 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว แม้ว่าตัวเครื่องจะมีมิติเล็กและบางเบาก็ตามที่ได้ทั้ง USB 3.2 Type-A Gen 1 จำนวน 2 พอร์ต และโดดเด่นด้วย USB 3.2 Type-C Gen 1 จำนวน 2 พอร์ต ที่นับว่าให้มามากกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน 2 ช่อง ขนาด 3.5 มิลลิเมตร, LAN, Kensington ส่วนอีกฝั่งจากมีพอร์ต HDMI ช่องต่อไฟอแดปเตอร์ตามมาตรฐาน

พร้อมยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น ดีกว่ารุ่นก่อนถึง 3 เท่า ขนาดของตัวเครื่อง 359 x 254 x 21.7 มิลลิเมตร โดยมีน้ำหนัก 1.96 กิโลกรัม ถือว่าไม่หนักเลยถ้ามองในมุมของ Gaming Notebook ซึ่งเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จ (180W) เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 2.20 กิโลกรัม สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกสบายอยู่ กรณีที่ต้องนำไปใช้งานนนอกสถานที่

Inside / Upgrade

การแกะงัดอัพเกรดเครื่อง MSI Bravo 15 เพื่อทำการอัพเกรดหรือทำความสะอาดนั้นสามารถทำได้ไม่ยากจนเกินไป คือสามารถแกะด้วยตนเองได้ แต่ต้องมีความระมัดระวัง เพราะมีสลักค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องไขน็อตทุกตัวออกที่มองเห็น รวมไปถึงเจาะทะลุที่ติดสติ๊กเกอร์สีขาวของ MSI ไปได้เลย แล้วใช้บัตรแข็งค่อยๆ แงะจากด้านหลังตรง เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว เมนบอร์ดสีดำ ระบบ Cooler Boots 5 พร้อมติดตั้งพัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้น ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง ด้านหลังกับด้านข้าง

เมื่อแกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดได้คือ SSD M.2 NVMe PCIe อีก 1 ตัว ซึ่งติดตั้งมาแล้วที่ความจุ 512GB สำหรับหน่วยความจำแรมนั้นติดตั้งมาเลยที่ขนาด 16GB DDR4 Bus 2666 MHz แบบ 8GB จำนวน 2 แถว Dual Channel ซึ่งเครื่องขายจริงจะมีเพียง 8GB แถวเดียว ยังไงก็ตามแนะนำให้อัพเกรดเป็น 16GB ตั้งแต่ซื้อเครื่องมาจะดีมากๆ (MSI สามารถแกะอัปเกรดได้ไม่หลุดประกัน แต่จะไม่รับผิดชอบอุปกรณ์ที่ใส่เพิ่ม)

Performance / Software

.  

MSI Bravo 15 ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H ที่แรงกว่า AMD Ryzen 7 3750H รุ่นก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 2 โค้ดเนม Renoir (เรนัวร์) มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 2.90 – 4.20 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 12MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 3000 H หรือ Intel Core i Gen 9 H เลยทีเดียว ที่สามารถดูได้จากผลการทดสอบเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook สเปกเดิมๆ มาก

สำหรับ AMD Ryzen 7 4800H แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 3000 H Series เป็นเท่าตัว ส่วนแรมได้ขนาด 8GB 1 แถวมาแล้ว มาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz รองรับการใส่แรมอีก 1 แถวทันที ซึ่งในรีวิวนี้ใส่เป็น 16GB แล้ว (Dual Channel) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปอีก พร้อมให้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ซึ่งมีช่องว่างใส่ SSD M.2 NVMe อีก 1 ตัวไว้อัพเกรดภายหลังได้ ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

.  

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 7 มีความเร็วในการทำงานที่ 1600MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

ที่สำคัญคือมีการติดตั้งการ์ดจอแยกประสิทธิภาพสูงเป็น AMD Radeon RX 5500M (4GB GDDR6) ที่ให้ประสิทธิภาพความแรงเทียบเท่ากับระหว่างการ์ดจอคู่แข่งอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti รองระบการเล่นเกม 3 มิติที่ลื่นไหลในทุกๆ บนโลก ซึ่งจุดเด่นของ AMD นอกจากความแรงและความร้อนที่น้อยกว่าเพราะใช้สถาปัตยกรรม RDNA ที่ 7 nm จัดว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นที่สองของ MSI ที่ใช้การ์ดจอรุ่นนี้ด้วย

.  

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H / Intel Core i7-9750H ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยใชเป็นแบรนด์ Intel ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1623 MB/s และเขียนที่ 1167 MB/s ที่เร็วระดับกลางๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5644 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง Radeon RX5500M ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน้ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว อีกทั้งตัวรีวิวนี้ใส่แรมไป 16GB แล้วด้วย

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 / Battlefield V / FarCry 5 ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V/ FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 4GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป ยิ่งถ้าเทียบกับ Gaming Notebook สเปกก่อนหน้าทั้งส่วนของ AMD Ryzen หรือ Intel Core i จะเห็นว่าแรงกว่าเดิมมากๆ

และด้วยหน้าจอ พาเนล IPS แบบ 120Hz พร้อม สนับสนุน AMD FreeSync ทำให้ภาพลื่นไหลกว่าปกติและไม่ฉีกขาด ทำให้เกม FPS ที่เคลื่อนไหวเร็วๆ เวลาที่เราปรับให้ปล่อยเฟรมเรทสูงๆ แบบสุดๆ หมดปัญหาภาพฉีก หรือภาพกระตุกไปเลย แต่นั่นก็ต้องอยู่กับตัวเกมด้วยว่าขับเฟรมเรทได้แค่ไหน ถ้าเกมกินสเปกหนักๆ 120Hz อาจไม่เห็นผลมากนักกับความลื่นไหล อาจจะปรับกราฟิกต่ำลงมาเท่าที่เราพอใจ หรือเอาจริงๆ สำหรับเกมสไตล์ MOBA แค่ 60 FPS นิ่งๆ ก็เอาอยู่แล้ว

MSI DRAGON CENTER เวอร์ชั่นล่าสุด เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่างเวอร์ชั่น 2 จุดเด่น คือ ใช้งานสะดวกและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Gaming Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูต่างๆ แบ่งตามลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน รวมไปถึงการอัพเดทซอฟต์แวร์ต่างๆ ก็สามารถจัดการได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Bravo 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ที่ความจุ 4800 mAh  ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 7 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 15.6″ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้

เครื่องนี้ที่ให้ฮีทไปป์มาทั้งหมด 6 เส้น ระบบระบายความร้อน Cooler Boost ได้พัดลม 2 ตัว ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คอีกรุ่นที่มีการระบายความร้อนได้ดี เมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 27 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% โดยทางทีมงานได้ทำการเล่นเกมหนักๆ เป็นเวลานานๆ อย่างไรก็ตามต้องบอกก่อนว่าเราจำเป็นต้องดูอุณหภูมิชิปประมวลผลผ่านทาง MSI Dragon Center ส่วนการ์ดจอต้องดูผ่าน MSI Afterburner ไปก่อน เพราะซอฟต์แวร์ Hardware Monitor ยังไม่รองรับนั่นเอง

เห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของชิปประมวลผลอยู่ที่ไม่เกิน 81 องศาเซลเซียส ที่สามารถควบคุมได้เป็นอย่างดีตามมาตรฐาน ในการทำงานก็ปกติดีทุกอย่าง ส่วนที่เป็นการ์ดจอจะอยู่ที่ไม่เกิน 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น นับว่ามีความเย็นมากๆ จากกที่เป็นการ์ดจอรุ่นใหม่ Radeon RX 5500M ส่วนเสียงพัดลมก็ดังขึ้นมาเล็กน้อย จากการที่เปิดโหมด Performance ทำให้พัดลมหมุนรอบเร็วสุดเมื่อทำงานหนักๆ (แต่บังคับเร่งรอบเองไม่ได้) อย่างไรก็ตามไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้อย่างไม่น่าเป็นห่วง ซึ่งเมื่อใช้งานทั่วไปในส่วนของเสียงพัดลมจะมีความเบามากๆ แทบไม่ได้ยินเสียงเลย

Conclusion / Award

MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ปี 2020 ที่น่าสนใจมากๆ อีกหนึ่งรุ่น จากการที่ได้สเปคสุดแรง AMD Ryzen 4000H รุ่นล่าสุด ซึ่งมีตัวลเลือกทั้ง Ryzen 5 4600H และ Ryzen 7 4800H ส่วนการ์ดจอได้เป็น AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร มาเหมือนกัน เรียกได้ว่าเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ดีขึ้นทั้งประสิทธิภาพ ร้อนน้อยลง และแบตยาวนานขึ้น ในเครื่องเดียว โดยได้แรมมาเป็นขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz ตามมาตรฐานของ Ryzen รุ่นล่าสุด และได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่แรงและลื่นไหล ในราคาเริ่มต้นเพียง 29,900 บาทเท่านั้น

ดีไซน์ตัวเครื่อง MSI Bravo 15 วัสดุเป็นอลูมิเนียมอัลลอยสีดำพร้อมแซมด้วยสีแดง ส่วนคีย์บอร์ดมีปุ่มกดจะใหญ่กว่าปกติ ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเองที่สำคัญเหนือกว่า Gaming Notebook ทั่วไปด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง ในการทดสอบจริงๆ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการโน้ตบุ๊คไว้ใช้ทำงานหรือเล่นเกม ที่เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ เพราะเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่เบาเพียง 1.96 กิโลกรัม แต่ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่า Gaming Notebook สเปกก่อนหน้ามากๆ

ส่วนการระบายความร้อนตัวเครื่องเป็นแบบ Cooler Boost 5 ฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่ ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง พัดลม 2 ตัว ก็ต้องบอกว่าเพียงพอที่จะเอาอยู่สำหรับสเปกนี้ โดยชิปประมวลผลไม่ร้อนเลย รวมไปถึงการ์ดจอแยกก็เย็นมากๆ ซึ่งจากผลทดสอบให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ลื่นไหลน่าประทับใจ เพราะได้หน้าจอ IPS 120Hz ด้วย ให้ความลื่นไหลไม่สะดุดด้วย AMD FreeSync นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับ Windows 10 แท้พร้อมใช้งานอีกด้วย มีประกัน 2 ปี ใช้งานได้แบบสบายใจ

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง MSI Bravo 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 7 4800H (2.90 GHz up to 4.20 GHz, 8 MB L3 Cache) ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวบนอย่าง AMD Radeon RX 5500M (4GB GDDR6)  ที่ทั้ง 2 อย่างนี้ระดับ Desktop ทรงพลังด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรที่ล้ำกว่า โดยมีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe และรองรับ SSD M.2 อีก 1 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8GB แบบ DDR4 Bus 3200 MHz (8GB x 1) แน่นอนว่าถ้าให้ดีควรอัพเกรดเป็น 16GB เพื่อความลื่นไหลที่สุด รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาของ MSI Bravo 15 อยู่ในระดับที่ดีกว่า Gaming Notebook ทั่วไปชัดเจน ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 1.96 กิโลกรัม (รุ่นอื่นๆ ในหน้าจอ 15.6″ มักจะมีน้ำหนักที่ 2.3 กิโลกรัม) พร้อมได้ขอบหน้าจอบาง มิติตัวเครื่องเล็ก ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ถือว่ามีการพัฒนาไปในทุกส่วน รวมแล้วหนักแค่ 2 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ รวมถึงแบตอาจจะใช้งานได้ 7 ชั่วโมงจริงๆ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีของ Gaming Notebook จอ 15.6″


© Copyright - Notebookspec.com All Rights