Home » Review

Review – Surface Book 2 ที่สุดของ 2-in-1 Notebook จากทาง Microsoft ในราคาที่คุณต้องไม่เกี่ยง !!!

30 Mar 18 - By l

ถ้าพูดถึงสุดยอดแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 10 แล้วล่ะก็ เชื่อได้เลยว่าทุกคนต้องนึกถึง Microsoft Surface เป็นอย่างแรกๆ แน่นอน ด้วยความที่เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทาง Microsoft ได้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเองชิ้นแรก ซึ่งในตอนนี้ก็เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว สำหรับ Microsoft Surface Pro รุ่นล่าสุด ที่ต้องบอกว่าเป็นแท็บเล็ต Windows 10 ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ จากการต่อยอดและพัฒนามากจาก Surface รุ่นก่อนหน้านี้

นอกจากนี้แล้วในส่วนของ Surface Family ยังมีอีก 2 ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเป็น Mobile Device อย่าง Surface Laptop และ Surface Book 2 ที่ตัวนึงจะเป็น Ultrabook ระดับสูง ส่วนอีกตัวจะเป็นสุดยอด 2-in-1 Notebook ที่ในบทความนี้เราจะมาว่ากันถึง Surface Book 2 กันกับรูปแบบของโน้ตบุ๊คที่สามารถถอดหน้าจอออกได้ มีทั้งขนาด 13.5″ และ 15″ สนนราคาเริ่มต้นที่ 54,900 บาท ไปจนถึง 118,900 บาทเลยทีเดียว สเปกก็แรงสุดด้วยระดับ Core i Gen 8 พร้อมการ์ดจอแยก GTX 1060

Specification

ในเรื่องของสเปก Surface Book 2 นั้น เครื่องที่เราได้มารีวิวเป็นรุ่นเริ่มต้น โดยมีสเปกภายในใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-7300U ที่มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.60 GHz และเร่งความเร็วด้วย TurboBoost ได้เป็น 3.50 GHz ส่วนการ์ดจอก็แน่นอนว่าต้องเป็น Intel HD Graphics 620 ที่ติดมาใน CPU จาก Intel ตระกูล Kaby Lake แรมก็ให้มา 8GB DDR3L เป็นแบบฝังติดบอร์ดมาเช่นเดียวกับ Ultrabook ส่วนใหญ่ในท้องตลาด โดยเลือกใช้ SSD NVMe ความจุที่ 256GB

ส่วนหน้าจอเทคโนโลยี PixelSense มีขนาด 13.5″ แบบสัดส่วน 3:2 พาเนล IPS ความละเอียด 3000 x 2000 พิกเซล (267 PPI) รองรับการสัมผัสและปากกาสไตรัส Surface Pen ที่รับรู้แรงกดได้ถึง 4096 ระดับ ที่สำคัญยังบางเฉียบและเบาเพียง 719 กรัมเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็น 2-in-1 Notebook ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่มาพร้อมคุณสมบัติครบครันจริงๆ

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานใกล้เคียง Ultrabook ที่จัดว่าให้ค่อนข้างครบ เช่น USB 3.0 ตัวเต็ม Type-A จำนวน 2 พอร์ต และ USB 3.1 Type-C (รองรับมาตรฐานการชาร์จไฟ PD) สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอกพร้อมโอนถ่ายข้อมูล และ SD Card Reader มาให้ด้วย กรณีไว้อ่านหรือเพิ่มความจุ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยก็คือระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro Creators Update ลิขสิทธิ์ นอกเหนือจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์ต่างๆ อาทิ Ambient light sensor, Accelerometer, Gyroscope, Magnetometer

ในส่วนของกล้องหน้ามีความละเอียดที่ 5 ล้านพิกเซล กล้องหลังที่ 8 ล้านพิกเซล ถ่ายวีดีโอ Full HD ได้ 30fps ทำให้เราสามารถใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นเหมือนแท็บเล็ตทั่วไป แต่รองรับการใช้งานใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์ปกติ จากการที่มี Docking Keyboard มาเป็นมาตรฐาน (ส่วน Surface Pen ถ้าจะใช้ก็ซื้อเพิ่ม) เรียกได้ว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่มีการ์ดจอแยก GTX 1050, GTX 1060 ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่หาคู่เปรียบเทียบได้ยาก

Surface Book 2 รุ่น 13 นิ้ว

  • Intel® Core i5, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel HD 620 ราคา 54,900
  • Intel® Core i7, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel UHD 620 ราคา 72,900
  • Intel® Core i7, 512 GB SSD, 16GB RAM, Intel UHD 620 ราคา 92,900
  • Intel® Core i7, 1TB SSD, 16GB RAM, Intel IrisTM UHD 620 + GTX 1050 ราคา 109,900

Surface Book 2 รุ่น 15 นิ้ว

  • Intel® Core i7, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel UHD 620 ราคา 88,900
  • Intel® Core i7, 512 GB SSD, 16GB RAM, Intel UHD 620 ราคา 103,900
  • Intel® Core i7, 1TB SSD, 16GB RAM, Intel IrisTM UHD 620 + GTX 1060 ราคา 118,900

อุปกรณ์เสริม

  • อะแดปเตอร์แปลง USB-C เป็น HDMI ราคา 1,590
  • อะแดปเตอร์แปลง USB-C เป็น VGA ราคา 1,590
  • เมาส์ Microsoft Surface Precision ราคา 3,900

Hardware / Design

การออกแบบโดยรวมของ Surface Book 2 (เจนแรกไม่มาไทย) มาในรูปแบบของ 2-in-1 Notebook ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายโหมด วัสดุใช้เป็นแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่ให้ทั้งความแข็งแรงทนทานน้ำหนักเบา สัมผัสดีเยี่ยมกว่าอะลูมิเนียม โดยรุ่นขนาดหน้า 13.5″ มีน้ำหนักอยู่ที่ 1.53 – 16.4 กิโลกรัม ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คน้ำหนักเบา เน้นพกพาสะดวก แต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ

มีรูปร่างรูปลักษณ์ไปในทิศทางเดียวกับ Microsoft Surface Pro ที่นับว่าค่อนข้างสมบูรณ์แบบและเป็นเอกลักษณ์ดีอยู่แล้ว กับการออกแบบที่เป็นโน้ตบุ๊คระบบปฏิบัติการ Windows 10 คุณสมบัติถอดหน้าจอให้กลายเป็นแท็บเล็ตได้ มาพร้อมน้ำหนักที่เบาแต่ทรงพลังด้วยชิปประมวลผลภายในโดยทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติที่ลงตัว แน่นอนมีความพรีเมียมแฝงอยู่ในตัวค่อนข้างมาก ด้วยความหรูหราที่ดูเรียบง่าย

บานพับหน้าจอเป็นแบบพิเศษที่มีความแข็งแรงทนทาน ดีไซน์ไม่ซ้ำใครแน่นอน ข้อสังเกตุคือเวลาพับจอจะปิดไม่สนิทแนบไปกับตัวเครื่องเหมือนโน้ตบุ๊คทั่วไป ซึ่งมีข้อดีกรณีที่เราถอดหน้าจอแล้วใส่อีกด้าน มันจะรองรับองศาที่เหมาะกับการใช้งานปากกาขีดเขียนได้อย่างลงตัว แม้จะดูแปลกๆ หน่อยก็ตามที

ส่วนของหน้าจอ Surface Book 2 จะมีความคล้ายกับ Surface Pro เพราะอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายในได้ถูกติดตั้งลงส่วนของหน้าจอ ทั้งซีพียู แรม SSD และอื่นๆ รวมไปถึงลำโพงที่ซ้ายขวาของหน้าจอ กล้อง IR พร้อมด้วยแบตเตอรี่ 1 ก้อน รองรับการทำงานโหมดแท็บเล็ตได้ประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนถ้าเชื่อมต่อกับ Docking Keyboard แล้วจะมีแบตอีกก้อน จะสามารถใช้งานได้นานกว่า 17 ชั่วโมง (ตามที่ Microsoft อ้าง)

โดยรอบๆ ตัวเครื่องก็จะมีช่องระบายความร้อน พร้อมปุ่ม Power ปรับเสียง และช่องต่อหูฟัง ส่วนขอบด้านล่างก็จะเป็นจุดที่ไว้เชื่อมต่อกับ Docking Keyboard ส่วนด้านหลังหน้าจอก็เป็น โดยมีกล้องด้านหลังพร้อมไมค์คู่ ที่เก็บปากกาสไตลัส Surface Pen ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นแบบแม่เหล็ก ทำให้เราเก็บกับตัวเครื่องได้ง่ายมากๆ จะหยิบใช้งานเมื่อไหร่ก็สะดวกรวดเร็ว

พอร์ตการเชื่อมต่อครบครันกว่า Surface ทุกรุ่นด้วย ด้วยการที่ส่วนของ Docking Keyboard พอร์ตการเชื่อมต่อ USB 3.0 Type-C จำนวนสองช่อง พร้อมช่อง SD Card Reader และ USB 3.1 Type-C แน่นอนที่ขาดไม่ได้คือ Surface Connect นอกเหนือจากนี้ความเจ๋งยังมีการติดตั้งแบตเตอรี่ก้อนที่ 2 อีกด้วย (ก้อนใหญ่กว่า) รวมไปถึงยังมีการติดตั้งการ์ดจอแยกไว้ตรงส่วนนี้ด้วย ทั้ง GTX 1050 ที่เป็นรุ่นหน้าจอ 13.5″ สเปก Core i7 ฉะนั้นเมื่อเชื่อมต่อ Docking Keyboard จะได้ความแรงเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้งานอุปกรณ์ ด้วย Surface Book 2 นั้น สามารถถอดหน้าจอได้โดยเป็นแบบแม่เหล็กที่ใช้ไฟฟ้าในการควบคุมทำให้ต้องกดปุ่มปลดล็อคก่อนเสมอ เมื่อเราต้องการจะดึงจอขึ้น รองรับการใช้งานถึง 4 โหมด คือ Studio Mode, Laptop Mode, View Mode หรือแม้แต่ Tablet Mode ที่ใช้งานง่ายๆ เพียงถอดหน้าจอออก โดยการเป็นแท็บเล็ตจะมีน้ำหนักเบาเพียง 719 กรัม (13.5″) และ 817 กรัม (15″)

และในส่วนของอแดปเตอร์ที่ชาร์จก็ยังคงทำได้ดีด้วยการมีพอร์ต USB ไว้ชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ อย่างสมาร์ทโฟน หรือ Wearable ข้างกาย รวมไปถึงหัวชาร์จที่ติดกับตัวเครื่องยังเป็นลักษณะของแม่เหล็กอย่าง Microsoft Connect ทำให้ง่ายและปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ ตามที่ทาง Microsoft คิดเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี รวมไปถึงรองรับ Docking พิเศษของทาง Microsoft อีกด้วย

ที่สำคัญหาก Surface Book 2 กำลังใช้งานโปรแกรมต่างๆ โดยอาศัยการ์ดจอแยกบน Docking Keyboard เราก็จะไม่สามารถถอดหน้าจอได้ โดยถ้าเรากดปุ่ม มันก็จะขึ้นสีแดง พร้อมหน้าจอที่ขึ้นสถานะว่าติดการทำงานที่โปรแกรมไหนบ้าง ถ้าเราจะถอดก็จำเป็นต้องปิดโปรแกรมเหล่านั้นที่รันอยู่เสียก่อน เรียกได้ว่าเป็นการป้องกันที่เยี่ยมยอดทีเดียว

Keyboard / Touchpad

ความโดดเด่นสุดๆ ของ Surface Book 2 ที่สำคัญก็คือ เป็น 2-in-1 Notebook ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ซึ่งมีความคล่องตัวที่สูง ไม่ว่าเพื่อความบันเทิงหรือการทำงานก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดี ทั้งการเชื่อมต่อ Docking Keyboard ก็เป็นรูปแบบการทำงานโน้ตบุ๊คที่มีประสิทธิภาพได้ไม่แพ้ที่เป็นส่วนของโน้ตบุ๊คตัวแรงจริงๆ เลย เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คซึ่งแปลงร่างเป็นแท็บเล็ตที่สมบูรณ์รุ่นนึงในตลาดทีเดียว

คีย์บอร์ดของ Surface Book 2 เป็นสีสันเดียวกับตัวเครื่องให้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด ให้ความนุ่มนวลเด้งรับกับการพิมพ์อย่างลงตัว มาพร้อมด้วยไฟเรืองแสงให้แสงสว่างในการทำงาน ที่ตอบสนองได้ดีกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปแบบรู้สึกได้แถมยังสวยงามหรูหรา ส่วน Layout คีย์บอร์ดยังคงเป็น 4 แถวขนาด Full Size ซึ่งในด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำ ส่วนดีไซน์ทัชแพดนั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน้ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ควบคุมที่ทันใจ แม้ว่าอาจจะยังไม่สุดยอดซักทีเดียว แต่ก็เหนือกว่าทัชแพดของโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่นแล้ว จากการที่ดีไซน์การออกแบบที่คิดและปรับปรุงตลอดมาของทาง Microsoft

Screen / Speaker

ต้องยอมรับว่าเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจของ Surface Book 2 ทีเดียว กับในส่วนของหน้าจอแสดงผล ที่ต้องบอกว่ามีความสวยงามสมจริงแบบสุด ด้วยเทคโนโลยี PixelSense บนขนาดหน้าจอที่ 13.5″ ซึ่งจัดว่ามีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป บนความละเอียด 3000 x 2000 พิกเซล (267 PPI) ทำให้มีความเรียบเนียนตาอย่างที่สุด แทบจะไม่เห็นเม็ดพิกเซลบนหน้าจอเหมือนกับที่เราใช้บนสมาร์ทโฟนรุ่นท๊อป กับสัดส่วนที่ไม่เหมือนใครที่ 3:2 โดยเหมาะกับการทำงานมากๆ แน่นอนที่สุดกับหน้าจอทัชกรีนที่รองรับ 10 จุดพร้อมกัน ทำให้เราใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากที่ Surface Book 2 มีกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งบันทึกวิดีโอ Full HD 30fps พร้อมไมโครโฟนสเตอริโอ และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่ไว้เซลฟี่หรือวีดีโอคอลแล้ว ยังมีในส่วนของกล้อง IR ที่ไว้ใช้งานเฉพาะกับฟีเจอร์ Windows Hello อีกด้วย เพื่อเข้าใช้งานที่เน้นความปลอดภัยแบบไม่ต้องกรอกรหัสอีกด้วย

ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งเมื่อคาลิเบรตแล้วเราก็เลือกโปรไฟล์ที่เราได้คาลิเบรทเอาไว้ ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 90% ดูจากที่เส้นสีของหน้าจอจะเป็นสีแดง เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันดีมากเลยทีเดียว ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 350 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าค่อนข้างสว่างเลยทีเดียว เหมาะสำหรับใช้ในงานตกแต่งภาพที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าขอบซ้ายแถวกลาง 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับขอบจอด้านมุมกลางล่างที่ลดลงไปถึงระดับ 14% ซึ่งต้องใช้งานอย่างระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงมุมนี้สำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 4.0 คะแนนถือว่าได้ว่าค่อนข้างดีมากเลยทีเดียวครับ

ส่วนของลำโพงสองตัวสเตอริโอที่ติดตั้งอยู่บริเวณขอบหน้าจอทั้งซ้ายและขวาเป็นแบบ Dolby Audio™ Premium ให้คุณภาพและความดังที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับขนาดที่เล็ก จากการใช้งานไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลง ก็ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี ซึ่งถึงแม้อาจจะไม่สุด เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คลำโพงเทพๆ แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่า Ultrabook ที่มีราคาใกล้เคียงกันเลย

Surface Pen

สืบเนื่องมาจากการที่ Surface Book 2 เป็นหน้าจอแสดงผลแบบทัชสกรีน ทำให้นอกเหนือจากที่เราใช้นิ้วในการสั่งงานได้แล้ว ตัว Surface Book 2 ยังรองรับ Surface Pen ที่เป็นปากกาสไตลัสอีกด้วย เช่นเดียวกับ Surface Family รุ่นอื่นๆ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นปากกาสไตลัสที่เหนือชั้นกว่าแท็บเล็ตทั่วไปจริงๆ ด้วยคุณสมบัติความไวต่อแรงกด 4096 ระดับ พร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ ทำให้เรารู้สึกว่าใช้ปากกาจริงๆ เขียนลงบนกระดาษ อันนี้การันตีได้จากผู้ใช้งานนักวาดการ์ตูนหลายคนทีเดียว หรือจะใช้ไว้จดงานเขียนหนังสือก็สามารถทำได้สบายๆ ส่วนท้ายด้ามของ Surface Pen ก็ใช้งานเป็นยางลบเสมือนจริงได้อีกด้วย เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

Surface Pen เปลี่ยนหัวปากกาได้ตามแบบที่ต้องการได้ และอายุแบตเตอรี่ที่นานกว่า 1 ปี (ใช้ถ่าน AAAA หนึ่งก้อน) ที่น่าสนใจก็คือ ปากกาสไตลัสกลับมาเก็บข้างเครื่องได้เหมือน Surface Pro ด้วยลักษณะของแม่เหล็ก นอกจากนี้ยังได้มีการใส่เทคโนโลยี PixelSense ด้วยการประมวลผลเพื่อทำงานรวมกับปากกาสไตลัสและระบบสัมผัสโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้แม่นยำและตอบสนองได้ดีกว่าเดิม โดยจะใช้เป็นแท็บเล็ตหรือพลิกจากมาให้ตัว Docking Keyboard เป็นฐานวางก็ใช้งานได้เป็นอย่างดี

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Surface Book 2 มีความครบครับที่สุดรุ่นนึง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียว  ด้วยพอร์ต USB 3.0 Type-A จำนวน 2 พอร์ต ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดนตรง อีกทั้งยังมี USB 3.1 Type-C ไว้โอนถ่ายข้อมูลความเร็วสูงพร้อมเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกตามสมัยนิยม พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐานไว้อ่านข้อมูล

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของ Ultrabook ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ที่สำคัญแดปเตอร์ที่ชาร์จก็ยังคงทำได้ดีด้วยการมีพอร์ต USB ไว้ชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ อย่างสมาร์ทโฟน หรือ Power Bank ส่วนน้ำหนักตัวเครื่อง และเมื่อรวมกับตัวอแด็ปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นแท็บเล็ตที่แปลงร่างเป็นโน้ตบุ๊คได้

Performance / Software

สำคัญคืออย่างที่บอกไปเรื่องของสเปกชิปประมวลผล Intel Core i เจน 7 เจน 8 ที่ติดตั้งมาใน Surface ทุกรุ่น จะเป็นรุ่นรหัสพิเศษที่ไม่เหมือนกับโน้ตบุ๊คทั่วไป เพราะจะมีความแรงมากกว่าเล็กน้อย โดยเป็นการที่ทาง Microsoft คุยกับ Intel เป็นการเฉพาะกิจ ส่วน i7 เจน 8 นั้นจะเป็นรุ่นตระกูล U ทั้งหมด ไม่ใช่ตระกูล H แต่อย่างใด ซึ่งความแรงบอกได้เลยว่า i7 เจน 8 ก็แรงอยู่พอตัวทีเดียว เกือบเทียบกับตระกูล HQ บน เจน 7 แล้วก็ว่าได้

แต่เครื่องรีวิวนี้มาพร้อมกับชิปประมวลผลจาก Intel Core i5-7300U ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.6GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 3.5GHz นะครับ เป็นซีพียูแบบ 2 Core 4 Threads ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ แม้ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะสูงกว่าพวก Core i7 ตัวซีรีย์ HQ แต่เรื่องประหยัดพลังงานนั้นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มาพร้อมแรมภายในขนาด 8GB DDR3L ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel HD Graphics 620 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ที่โดยรวมแล้วให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า Intel HD Graphics 520 รุ่นก่อนหน้าแน่นอน เพราะอย่างน้อยๆ ก็รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงได้แบบไม่มีปัญหา

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก เรียกได้ว่าคะแนนใกล้เคียงกับ Core i7 Gen 7 ตระกูล U ทีเดียว

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD แบบ M.2 NVMe ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 256GB โดยเป็นของแบรนด์ชั้นนำอย่าง Samsung กับความเร็วระดับ Read: 3158 MB/s – Write: 344 MB/s (มันน่าจะเร็วกว่านี้ อาจจะติดปัญหาของซอฟต์แวร์บางอย่าง) ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดไดร์ฟแบบจานหมุนหรือ SSD มาตรฐาน SATA 3 แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

Battery / Heat / Noise

  

แบตเตอรี่ของ Surface Book 2 เป็นแบบฝังไว้ในส่วนของหน้าจอ และส่วนของตัว Docking Keyboard ทำให้การใช้งานจริงก็คือมีแบตเตอรี่ 2 ก้อนด้วยกัน ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องเวลาเชื่อมต่อกับชุดคีย์บอร์ด ส่วนถ้าใช้งานแท็บเล็ตก็จะอยู่ได้ประมาณ  4 ชั่วโมง

สำหรับการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) และคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome  ส่วนช่องระบายความร้อนของ Surface Book 2 จะอยู่ด้านบนของขอบตัวเครื่อง โดยออกแบบให้ซ่อนตัวเอาไว้อย่างลงตัวสวยงาม พร้อมทั้งยังมีสมรรถนะการนำพาความร้อนที่ยอดเยี่ยม

  

อุณหภูมิต่ำสุดของเครื่องจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดเพียง 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น จากการใช้โปรแกรมรีดประสิทธิภาพ (ซึ่งถึงจุดนี้ชิปประมวลผลจะลดความเร็วลงมาเองอัตโนมัติประมาณครึ่งนึง) นับว่าระบบระบายความร้อนของ Surface Book 2 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีกว่า Ultrabook ที่มีสเปกใกลีเคียงกัน ที่เคยทำการรีวิวมาพอควร เพราะความร้อนทั่วไปจะอยู่ที่เพียง 45 องศาเซลเซียสตอนทำงานเต็มที่แล้ว

นับว่า Surface Book 2 เครื่องนี้จัดการระบบระบายความร้อนออกมาได้ดีมาก ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ และชิปประมวลผล Intel รุ่นล่าสุดที่มีมีเทคโนโลยีการผลิตที่เล็กลง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องของการที่ไม่มีพัดลม เวลาอุณหภูมิสูงสุดก็จะถูกตัดทอนความเร็วลงมาโดยอัตโนมัติ

Conclusion / Award

สรุปการทดสอบ Surface Book 2 ต้องบอกว่าน่าประทับใจในหลายๆ ส่วนสมกับเป็น 2-in-1 Notebook สุดหรูจากทาง Microsoft อย่างไรก็ตามก็ผิดหวังในหลายอย่างเช่นกัน ซึ่งถ้าจะไล่กันขอเริ่มจากที่ประทับใจก่อน แน่นอนว่าคงไม่หนีจากเรื่องของดีไซน์และงานประกอบที่ทำได้ดีตามาตรฐานของ Surface วัสดุแม็กนีเซียมอัลลอยด์ให้ฟิลลิ่งสัมผัสที่ดีมากๆ รวมไปถึงจากความที่เป็น Microsoft การออกแบบก็ดูลงตัวสไตล์เรียบหรูดูดีไม่แพง MacBook กันเลยทีเดียว สำหรับหน้าจอสัมผัส การใช้ Surface Pen ก็ถือว่าสมบูรณ์อยู่แล้ว พอร์ตการเชื่อมต่อก็อยู่ในเกณ์ที่ยอมรับได้ รวมไปถึงกล้อง IR ที่เมื่อใช้งามร่วมกับฟีเจอร์ Windows Hello ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ ทั้งความเร็ว ง่าย และแม่นยำ

มาว่าเรื่องของขอสังเกตกันหน่อยกับการใช้งานเมื่อพับฝาจอเครื่องแล้วจะปิดไม่สนิท ซึ่งทาง Microsoft ตั้งใจไว้แล้ว เวลาถอดจอแล้วพลิกอีกด้านเพื่อใช้งานขีดเขียนจะได้องศาที่ดีกว่า ซึ่งก็เป็นอะไรที่ยอมรับได้ แต่แรกเห็นนั้นจะดูแปลกๆ รวมไปถึงไม่น่าจะรองรับการกดทับขณะปิดฝาเท่าที่ควร อีกทั้งแน่นอนว่าด้วยดีไซน์ตัวเครื่องแบบนี้จะไม่สามารถอัพเกรดใดๆ ได้เลยในภายหลัง (เว้นแต่ SSD) มีปัญหาต้องส่งทางตัวแทนของ Microsoft เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ที่สำคัญคือราคาค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ ตั้งแต่ตัว i5 Gen 7 การ์ดจอออนบอร์ด จนกระทั่งไปถึงรุ่นบนที่เป็น i7 Gen 8 การ์ดจอแยด GTX 1060 ซึ่งราคาขนาดนี้เรายังจำเป็นต้องซื้อ Surface Pen แยกอีกทีถ้าจะใช้งาน อีกทั้งพาเนลหน้าจอน่าจะดีกว่านี้ที่ขอบเขตสี sRGB 100% ขึ้นไป (คือมันราคาระดับนี้แล้วไง) สำหรับแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุดแค่ 10 ชั่วโมงเท่านั้น (จากที่อ้างคือ 17 ชั่วโมง ไม่สามารถทำได้) ที่สำคัญการที่ออกแบบมาให้ไม่มีพัดลมระบายความร้อน หากร้อนเกินกำหนด จะลดความเร็วลงมา ส่วนพอร์ต USB Type-C ควรเป็นมาตรฐาน Thunderbolt 3 แล้ว ปิดท้ายด้วยการรับประกันเพียง 1 ปีอาจจะดูหน่อยไปหน่อย และไม่แน่ใจเรื่อง QC จะมาแบบเดียวกับ Surface Pro ไหม เพราะคนบ่นมากันเยอะเหมือนกันว่าเจอปัญหาและเคลมกันเยอะ

เอาเป็นว่าใครอยากได้ 2-in-1 Notebook ที่ใกล้เคียงความว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในราคาที่ไม่เกี่ยงและยอมรับจุดสังเกตต่างๆ ได้แล้วล่ะก็ Surface Book 2 จากทาง Microsoft ต้องเป็นคำตอบแรกๆ ของทุกคนแน่นอน ที่จะว่าไปแล้วนั้นตัวชนจริงๆ ของแต่ละแบรนด์แทบจะไม่มี ด้วยการที่เป็นผลิตภณฑ์ตลาดบน สเปกใหม่ล่าสุดมีการ์ดจอแยกแรงๆ อย่าง GTX 1050 หรือ GTX 1060 แม้ว่าราคาจะสูงที่สูงขนาดที่ว่าซื้อ Surface Pro และประกอบพีซีแรงๆ ได้อีกเครื่องก็ตาม ก็ไม่สามารถแทนที่ได้ (แต่ก็พอแทนได้แหละ)

  • สเปคมีให้เลือกหลากหลายและครอบคลุมทุกการใช้งาน
  • ดีไซน์การออกแบบสวยและงานประกอบมีความประณีต ดูหรูหราและโดดเด่น
  • วัสดุดีงาม บานพับแข็งแรง น้ำหนักเบา พกพาสะดวก
  • เป็นโน้ตบุ๊กที่มีคุณสมบัติ 2-in-1 Notebook ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
  • หน้าจอสวย และคมชัดมาก รองรับปากกา Surface Pen 4096 ระดับ
  • เปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมด Sleep, Boot เครื่อง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างรวดเร็ว
  • Docking Keyboard ทำออกมาได้น่าประทับใจ มีการป้องกันการถอด
  • มีกล้องอินฟาเรดสำหรับใช้งานร่วมกับ Windows Hello โดยเฉพาะ
  • กล้องหน้าและกล้องหลังคุณภาพดีไม่แพ้กล้องมือถือบางยี่ห้อเลย
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • ติดตั้ง USB 3.1 มาตรฐาน Type-A มาให้อยู่ 2 พอร์ต
  • ตัวอแดปเตอร์ที่ช่อง USB ไว้สำหรับชาร์จไฟไปสมาร์ทโฟน
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Professional ลิขสิทธิ์ใช้งานได้ทันที

ข้อสังเกต

  • เมื่อพับฝาจอเครื่องแล้วจะปิดไม่สนิท ซึ่งทาง Microsoft ตั้งใจไว้แล้ว
  • ไม่สามารถอัพเกรดใดๆ ได้เลยในภายหลัง (เว้นแต่ SSD)
  • ราคาค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้
  • ต้องซื้อ Surface Pen แยกอีกที ถ้าจะใช้งาน
  • พาเนลหน้าจอน่าจะดีกว่านี้ที่ขอบเขตสี sRGB 100% ขึ้นไป
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุดแค่ 10 ชั่วโมง (จากที่อ้างคือ 17 ชั่วโมง)
  • ไม่มีพัดลมระบายความร้อน หากร้อนเกินกำหนด จะลดความเร็วลงมา
  • พอร์ต USB Type-C ควรเป็นมาตรฐาน Thunderbolt 3 แล้ว
  • รับประกันเพียง 1 ปี และไม่แน่ใจเรื่อง QC จะมาแบบเดียวกับ Surface Pro ไหม

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Surface Book 2 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Surface มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนในSurface Book 2 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนทำงานระดับมืออาชีพ ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จากความบางเฉียบที่สวยงาม

award_use_2_create_12

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับ 2-in-1 Notebook ระดับสูง ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนาน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้งานต่อเนื่องทั้งวัน โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ

award_use_2_create_23

Best Ultrabook

และด้วยข้อดีข้อเด่นทั้งหมดทั้งมวลนี้ Surface Book 2 ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอด Business Notebook สายบางเบา ที่มาพร้อมสเปกจัดเต็มทั้ง Core i5 – i7 แรม 8GB – 16GB รวมถึง SSD 256GB – 1TB ทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่สวยงาม น้ำหนักที่เบา ตัวเครื่องที่บางเฉียบ หน้าจอคุณภาพสูง ที่หา Ultrabook เครื่องอื่นๆ มาเทียบได้ยาก เพราะฉะนั้นคงไม่แปลกอะไรนักที่ Surface Book 2 จะได้รับ Award ประเภท Best Ultrabook ไป

award_use_2_create_03

Best Technology

Surface Book 2 มาพร้อมหน้าจอแสดงผล ที่ต้องบอกว่ามีความสวยงามสมจริงแบบสุดๆ ด้วยเทคโนโลยี PixelSense บนขนาดหน้าจอที่ 12.3 นิ้ว ซึ่งจัดว่ามีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป บนความละเอียด 3000 x 2000 พิกเซล (267 PPI) ทำให้มีความเรียบเนียนตาอย่างที่สุด แทบจะไม่เห็นเม็ดพิกเซลบนหน้าจอเหมือนกับที่เราใช้บนสมาร์ทโฟนรุ่นท๊อป กับสัดส่วนที่ไม่เหมือนใครที่ 3:2 โดยเหมาะกับการทำงานมากๆ รวมไปถึงยังมี Windows Hello ที่ใช้ IR Camera เรียกได้เทคโนโลยีนี้ล้ำจริงๆ

award_use_2_create_16

© Copyright - Notebookspec.com All Rights