Home » 0. TOP content

Review – MacBook Air 2018 Late 2018 ราคาถูกที่สุด บางเบา และโดนใจ ราคาเริ่ม 42,900 บาท

23 Mar 19 - By l

MacBook Air Late 2018 ของ Apple รุ่นที่ถูกที่สุดนั้นจะอยู่ที่ 42,900 บาท และ 49,900 บาท ต่างกันแค่ความจุ SSD ด้วยราคานี้นั้นคุณจะได้รับสิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผลที่ใช้รุ่นใหม่ล่าสุด, หน้าจอรุ่นใหม่ที่เป็นความละเอียดสูงคุณภาพสูง Retina Display, ขอบหน้าจอที่บางลงกว่าเดิม, Touch ID, T2 security chip, trackpad ที่ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมและตัวเครื่องที่เล็กลงกว่าเดิม เรียกได้ว่าเป็น MacBook ที่หลายคนรอคอยหลังจากที่ไม่ได้อัพเดทมานานหลายปี

ที่สำคัญ MacBook Air Late 2018 มีการทำงานที่ไร้พัดลมระบายความร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i ตระกูล Y อย่าง Core i5-8210Y รุ่นล่าสุด ที่แม้ประสิทธิภาพจะไม่สูงเท่ากับพวก Core i แต่กินไฟต่ำและปลดปล่อยความร้อนออกมาน้อยมาก รวมไปถึงยังมาพร้อมกับ Trackpad และคีย์บอร์ดรุ่นใหม่ ซึ่งได้รับ DNA จาก MacBook และ MacBook Pro นั่นเอง อีกทั้งพอร์ตการเชื่อมต่อก็ให้มาเพียงพอร์ตเดียวอย่าง Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ตเท่านั้น

Specification

สเปคภายในของตัว MacBook Air Late 2018 จะคล้ายกับกลุ่ม Ultrabook ทั่วไปกับขนาดหน้า 13.3 นิ้วที่เหมาะสมกับการพกพา แต่เหนือกว่าด้วยความละเอียดระดับ Retina Display ที่ 2560 x 1600 พิกเซล กับสัดส่วน 16:10 เหมือนกับ MacBook รุ่นอื่นๆ ส่วนพาเนลเป็น IPS คุณภาพสูง ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริงและมุมมองที่กว้างขว้าง ด้านชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-8210Y ความเร็ว 1.6 – 3.6GHz โดยเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 2 คอร์ 4 เทรด รุ่นล่าสุดที่เน้นการประหยัดไฟและลดความร้อน ทำงานได้โดยไม่ต้องใช้พัดลมระบาย

ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDRL3 bus 2133 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งาน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็นแบบออนบอร์ด Intel UHD Graphics 617 ที่เรียกได้เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปในความละเอียดสูงๆ นอกจากนี้ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD NVMe ความเร็วสูงที่ 128GB (42,900 บาท) หรือ 256GB (49,900 บาท) ทำให้มีความเร็วสูงทั้งเขียนและอ่าน เหลือเฟือกับการทำงานมากๆ

ตัวเครื่อง MacBook Air Late 2018 ติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ 720p  และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล พอร์ตเชื่อมต่อเองก็จะมี Thunderbolt 3 และเป็น USB-C 3.1 Gen 2 ในตัว จำนวน 2 พอร์ต ส่วนช่องต่อหูฟังอย่าง Audio Combo Jack อย่างคงอยู่ปกติ แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Wireless 802.11 ac , Bluetooth 4.2 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ macOS Mojave

Hardware / Design

ด้านดีไซน์การออกแบบ MacBook Air Late 2018 ถือว่าเป็นความใหม่ทั้งหมดเมื่อเทียบกับ MacBook Air รุ่นเก่า เพราะด้วยดีไซน์จากรุ่นที่ได้รับการปรับปรุงไปก่อนแล้วคือ MacBook และ MacBook Pro กับน้ำหนักที่ 1.25 กิโลกรัม รวมไปถึงความบางของตัวเครื่องก็บางเพียง 4.1 – 15.6 มิลลิเมตรเท่านั้น จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ของโน้ตบุ๊คที่เน้นความบางเบา เน้นพกพา พร้อมขอบหน้าจอบางตามเทคโนโลยีที่ผลิตได้ง่ายแล้ว

นอกจากนี้ยังมาพร้อม 3 สีใหม่เลือกซื้อตามสไตล์ของ iPhone, iPad เลย อาทิ สีเงิน, สีทอง และเทาสเปซเกรย์ เรียกได้ว่าเข้าคู่กับ iPhone, iPad ที่เราใช้งานอยู่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากเท่าที่สัมผัสดูเหมือนว่าพื้นผิวตัวเครื่องจะมีความกระด้างกว่าพวก iPhone, iPad เล็กน้อย และสีสันก็แตกต่างไปคนละเฉดนิดหน่อยด้วย อย่างไรก็ตามถ้าไม่สังเกตุมากมายอะไร คงไม่ทันเห็นถึงจุดแตกต่าง

จัดได้ว่าแรกเห็น MacBook Air Late 2018 เป็นใครก็คงต้องชอบเพราะด้วยความบางเบาและสีสันที่ Apple คิดมาแล้วเป็นอย่างดี เหมาะกับทุกเพศทุกวัย สาวๆ หรือหนุ่มคงต้องชอบสักสี โดยเป็นการวมของ MacBook และ MacBook Pro ที่ลงตัว กับขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว แบบ Retina Display ที่สามารถรองรับการพกพาได้สะดวกสบายที่สุด ที่โดดเด่นด้วยโลโก้ MacBook Air ที่ได้อยู่ที่ใต้จอ โดยเป็นไปตามสีสันของตัวเครื่อง

สำหรับวัสดุในการผลิตอย่างอะลูมิเนียมอัลลอยด์แบบเดิมที่ให้ความสวยงามและผิวสัมผัสที่ดี รวมทั้งยังใช้เทคโนโลยีการผลิตรูปแบบ Unibody อย่าง MacBook Pro หรือ MacBook ในรุ่นผ่านๆ มาที่ให้ในความบางเฉียบแต่มาพร้อมความแน่นหนา โดยทั้งเครื่องหลักๆ ประกอบจากอะลูมิเนียมอัลลอยด์เพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ที่สำคัญ MacBook Air 2018 Late 2018 ยังเลือกใช้อะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่รวบรวมมาจากการรีไซเคิลด้วย ทำให้เป็น MacBook ที่รักษ์โลกที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้

ถือได้ว่า Unibody เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ MacBook Air Late 2018 เหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องของการออกแบบให้มีความบางแต่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ ด้วยความที่ว่าต้องลงทุนสูงด้วยค่าเครื่องจักรตัดโลหะด้วยคอมพิวเตอร์ CNC ประกอบกับปริมาณในการผลิตต่อวัน ไม่สามารถผลิตได้จำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุม ซึ่งทาง Apple เองก็สามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตมีต้นทุนที่ไม่สูงมากแต่สามารถจำหน่ายได้ราคา เป็นอะไรที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ นำไปทำตามได้ยาก

MacBook Air Late 2018 มีสิ่งที่เป็นเหมือนใน MacBook ทุกรุ่นในปัจจุบัน ก็คือโลโก้ Apple ตรงฝาหลังที่ไม่สามารถเปล่งแสงได้อีกต่อไป ไม่เหมือนกับ MacBook Air รุ่นก่อนๆ เข้าใจว่าด้วยความบางของหน้าจอทำให้เป็นข้อจำกัดของการออกแบบ เรียกได้ว่าจุดเด่นจุดขายของ MacBook ก็หายไปเหมือนกัน ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ได้มีผลต่อการใช้งานอะไร แต่มีผลต่อความรู้สึกเฉยๆ เชื่อได้ว่าแฟนๆ ที่ซื้อมาใช้น่าจะรับกันได้อยู่

ต่อกันที่ด้านล่างตัวเครื่องของ MacBook Air Late 2018 จะเห็นว่า เหมือนกับ MacBook ทุกรุ่นโดยมีส่วนที่เป็นสีดำกลมจะเป็นยางรองตัวเครื่องทั้ง 4 ด้าน (สองตัวด้านหลังจะสูงกว่าเล็กน้อย) สำหรับส่วนของน็อตก็เป็นแบบพิเศษ ที่สำคัญยังมีสีสันตามสีของตัวเครื่องด้วย นอกจากนี้ตรงส่วนขอบด้านหน้าที่ใช้ยกฝาจอเพื่อเปิดเครื่องใช้งานก็จะมีการทำเป็นเว้าร่องลงไปเพื่อช่วยในการเปิดเครื่องที่ง่ายขึ้น

ส่วนขนาดตัวเครื่องและความบางที่ว่าไปแล้วของ MacBook Air Late 2018 จะมีความแตกต่างจาก MacBook Pro รุ่นหน้าจอ 13 นิ้ว แม้ว่าจะมีขนาดหน้าจอที่เท่ากัน แต่ก็มีความบางและเบากว่าด้วยสเปกชิปประมวลผลที่เป็น Intel Core i ตระกูล Y ที่สามารถทำได้ได้โดยไร้พัดลม ต่างจาก MacBook Pro ที่ใช้ Intel Core i ตระกูล U ที่ยังจำเป็นต้องมีพัดลมสองตัว อย่างไรก็ตามในเรื่องประสิทธิภาพก็ต้องยอมรับว่า MacBook Pro นั้นยังเหนือกว่า ถ้าใช้งานหนักจริงๆ

Keyboard / Touchpad

ที่โดดเด่นคือ Touch ID ซึ่งเข้ามาไว้ใช้ใน MacBook Air Late 2018แค่วางนิ้วบน เซ็นเซอร์ Touch ID ก็ปลดล็อค Mac ได้ทันที ง่ายๆ แค่นั้น และคุณยังใช้ลายนิ้วมือเพื่อเข้าถึงเอกสาร โน้ต และการตั้งค่า ระบบที่ล็อคไว้ได้เลยโดยไม่ต้องป้อนรหัสผ่านซ้ำๆ โดยทำงานร่วมกับ Apple T2 Security ชิปรุ่นที่ 2 ที่ Apple ออกแบบขึ้นสำหรับ Mac โดยเฉพาะ เพื่อให้ MacBook Air นั้นปลอดภัยยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้นทุกครั้งที่เราใช้ Touch ID เพื่อปลดล็อค Mac หรือยืนยันตัวตนในเอกสาร ข้อมูลจึงปลอดภัยอยู่เสมอ และด้วยการ เข้ารหัสข้อมูลที่รวดเร็วฉับไว ข้อมูลทั้งหมดเก็บไว้ใน SSD จะได้รับการเข้ารหัสอย่าง เต็มรูปแบบโดยอัตโนมัติ แถมชิป T2 Security ยังช่วยให้ MacBook Air ใช้งานคำสั่งเสียง ที่คุ้นเคยอย่าง “หวัดดี Siri” ได้ ซึ่ง Siri ก็พร้อมเสมอที่จะช่วยเราเปิดแอพ ค้นหาเอกสาร เล่นเพลง หรือตอบคำถามต่างๆ ได้ด้วย

คีย์บอร์ดของ MacBook Air Late 2018 ได้มีความแตกต่างจากคีย์บอร์ด MacBook Air รุ่นก่อนที่เป็นแบบบอลลูนพอสมควร โดยมาพร้อมกับดีไซน์การทำงานใหม่อย่างปีกผีเสื้อที่เมื่อกดแล้วจะลงไปตรงๆ ไม่เด้งไปทิศทางอื่นๆ รวมไปถึงตัวแป้นแต่ละปุ่มเองก็มีความใหญ่กว่าเดิม ส่วน Layout คีย์บอร์ดยังคงเป็น 4 แถวขนาด Full Size ซึ่งในด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด แต่ก็รู้สึกแปลกออกไปเพราะตัวแป้นเองมีความตื้นมากกว่าเดิม ซึ่งตรงจุดนี้เราเองคงต้องปรับตัวซักหน่อย เข้าใจว่าด้วยความบางของตัวเครื่องทำให้เป็นข้อจำกัด เชื่อได้ว่าใช้งานไปซักพักก็คงพิมพ์ได้ลื่นไหลเหมือนเดิม

สำหรับไฟส่องสว่างคีย์บอร์ด หรือหลายๆ คนอาจจะเรียกว่า Backlit Keyboard ตรงนี้ได้มีการใส่ไฟ LED เอาไว้ในแต่ละปุ่มเลย ทำให้ความสว่างี่ออกมานั้นมีความสม่ำเสมอกันมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าสามารถใช้งานจริงได้สมบูรณ์แบบ ไม่แยงตาอย่างโน้ตบุ๊กบางรุ่นบางยี่ห้อ และสามารถปรับระดับไฟได้ตามต้องการของลักษณะแสงและ Ambient Light Sensor คอยปรับความสว่างไปอัตโนมัติอย่างนุ่มนวลทั้ง Backlit Keyboard และความสว่างของหน้าจอ ส่วนด้านบนของแป้นคีย์บอร์ดที่เป็นปุ่ม F1-F12 จะเป็นปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานพิเศษ อาทิเช่น การปรับความสว่างหน้าจอ เพิ่มเสียงลดเสียง และเรียกใช้งาน Mission Control, Launchpad & Dock

ทัชแพดหรือใน Mac จะเรียกว่า Trackpad มีลักษณะรูปแบบเดียวกับ MacBook รุ่นอื่นๆ โดยมีขนาดใหญ่กว่า 20% จากรุ่นเดิม แน่นอนว่าวัสดุที่ทำออกมายังใช้งานได้ดี สามารถลากนิ้วได้ลื่น ไม่เกิดอาการสะดุดหรือหน่วงใดๆ รวมถึงการใช้งาน Multi-Touch Gesture แต่ล่าสุดทาง Apple ได้บรรจงใส่เทคโนโลยี Force Touch แทนแบบเดิมๆ ที่เพียงคลิกได้เท่านั้น แต่รองรับถึงแรงกดระดับต่างๆ ด้วย แน่นอนว่าในการใช้งานนั้นดีกว่าแบบเดิมๆ จากการที่ได้มีการนำ Taptic Engine ที่จะสั่นตอบสนองกับแรงกดของเราเข้าไปใต้ Trackpad ด้วย ทำให้เวลาเราออกแรงกดลงไปบน Trackpad มันจะมีการสั่นที่ไม่รู้สึกว่าเป็นการสั่นเลย แต่จะรู้สึกเหมือนเป็นการคลิกซะมากกว่าด้วย (ทั้งๆ ที่เอาระบบคลิกเดิมๆ ออกไป) ซึ่งเป็นการหลอกความรู้สึกผู้ใช้งานที่เนียนๆ มาก เรียกได้ว่ามันเป็น Trackpad แบบเดิมๆ ก็เชื่อเลย แต่แค่มีลักษณะการกดที่ตื้นกว่าเดิมเท่านั้นเอง

Screen / Speaker

หน้าจอของ MacBook Air Late 2018 นี้เป็นแบบ Glare หรือจอกระจกด้วยการใช้กระจกเพียงชิ้นเดียวกั้นหน้าจอเอาไว้ พาเนลเป็น IPS คุณภาพสูงที่ให้มีสีสันที่สดใส แต่ด้วยสารเคลือบพิเศษทำให้มีแสงสะท้อนน้อย (แต่ก็ยังเยอะอยู่ดีถ้าหันไปหาแสงตรงๆ) รวมไปถึงมีความสวยงามกว่า MacBook Air รุ่นก่อน ให้สีสันดีกว่าเดิม 48% ที่เป็นพาเนล TN ปกติ ที่ความสว่าง 300 นิต ส่วนบริเวณขอบจอโดยรอบจะมียางรองไว้ป้องกันการที่ตัวเครื่องและฝากระทบกันในตอนที่ปิดฝาเครื่องลง

สำหรับเทคโนโลยีหน้าจอ Retina Display ใน MacBook Air Late 2018 ซึ่งมีความละเอียดอยู่ที่ 2650 x 1600 พิกเซล ที่มีความหนาแน่นของพิกเซลสูงถึง 227 ppi เรียกได้ว่ามีความหนาแน่นกว่า MacBook Pro 13 ซึ่งมีพื้นที่ในการใช้งานจริงมาตรฐานที่ 1440 x 900 พิกเซล  (อย่างไรก็ตามเราสามารถปรับขยายพื้นที่ได้ในการใช้งานบางกรณี แต่ก็จะสูญเสียความเป็น Retina Display ที่มีความเรียบเนียนไป)

กล้องเว็บแคมหรือที่ทาง Apple เรียกว่า FaceTime HD camera มาพร้อมกับความละเอียด 720P (มีความคมชัดน้อยกว่ารุ่นอื่นๆ) ซึ่งเมื่อใช้งานจะมีไฟสีเขียวติดขึ้นมา ที่น่าสนใจก็คือด้านข้างของกล้องยังได้มีการติดตั้ง Ambient light sensor ไว้ทำหน้าที่ในการตรวจสภาพปริมาณแสงรอบๆ เพื่อคอยปรับความสว่างหน้าจอและคีย์บอร์ดให้เหมาะสมแบบอัตโนมัติ

สำหรับบานพับของ MacBook Air Late 2018 เป็นแบบแกนเดียวที่ให้ความแข็งแรงเมื่อใช้งานและไม่หลวมหรือคลอนง่ายๆ เมื่อใช้งานไปนานๆ ที่ได้การออกแบบดีไซน์ได้มีความแตกต่างจาก MacBook รุ่นอื่นๆ สังเกตุได้ว่ามีขนาดเล็กลง เพราะไม่จำเป็นต้องมีช่องระบายความร้อนด้วยพัดลมอีกต่อไป สำหรับการใช้งานจริงเรื่องการปิดเปิดบานพับก็ยังคงแน่นไม่ต่างไปจากเดิมเลย (เปิดได้มือเดียวเหมือนเดิม) ประกอบกับทาง Apple ยังได้มีการติดตั้งแม่เหล็กไว้บริเวณขอบฝาด้านบนไว้สองตำแหน่งทั้งซ้ายและขวา เพื่อให้ตัวเครื่องและฝาประกบกันสนิท แต่ก็ไม่ถืงกับทำให้เปิดฝาขึ้นมาใช้งานลำบากแต่อย่างใด

MacBook Air Late 2018 ลำโพงสเตอริโอจะติดตั้งบริเวณซ้ายและขวาของชุดคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับ MacBook Pro 13 จากการทดลองใช้งานจริง พบว่าเป็นลำโพงที่มีคุณภาพให้เสียงที่ดีกว่า MacBook Air รุ่นก่อนแน่นอน (ใกล้เคียง MacBook Pro 13 ในความรู้สึกขณะที่ทดสอบ) แต่ก็ยังถือว่าด้อยกว่าลำโพงของ MacBook Pro 15 พอสมควร เพราะให้ได้เพียงเสียงแหลม เสียงกลางเท่านั้น โดยเสียงทุ้มที่ก็มีมาให้เรียกได้ว่าแทบไม่มี ลักษณะเสียงออกไปแนวกลางๆ ไม่ค่อยใสเคลียร์เท่าใดนัก โดยส่วนตัวจัดว่าพอฟังได้ใช้งานได้ทีเดียว แต่ถ้าให้ดีคงจะเลือกต่อลำโพงแยกหรือหูฟังมากกว่า (ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปพอตัว)

Connector / Thin And Weight

การรีวิวพอร์ตเชื่อมต่อของ MacBook Air Late 2018 ไม่ซับซ้อน เพราะฝั่งซ้ายจะมี Thunderbolt 3 (หรือ USB 3.1 Gen 2) ที่รองรับการเชื่อมต่อมาตรฐาน Thunderbolt 3 ด้วยอยู่ 2 พอร์ต สามารถใช้พอร์ตไหนเสียบสายชาร์จเครื่องจากอะแดปเตอร์ก็ได้ ส่วนการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่น หากอุปกรณ์นั้นไม่ได้มีหัว USB-C ก็ต้องต่อผ่านตัวแปลง

ซึ่งตัวแปลงที่ผมคิดว่าจำเป็นควรจะมีติดไว้ก็คือ USB-C แล้วมีช่องแปลงมาออกเป็น 3 แบบในอันเดียว ได้แก่ USB-A (หัวปกติ), HDMI และ USB-C สำหรับต่อกับสายชาร์จตามปกติ ถ้าซื้อจาก Apple ก็ราคา 2,990 บาท หรือถ้าหาของเทียบก็จะราคาอยู่ที่หลักร้อยถึงพันกลางๆ ครับ ถ้าต้องการความสะดวกก็หาตัวแปลง USB-C ไปเป็น USB-A ไว้อีกซักชิ้นก็จะเป็นการดี เผื่อต้องไปใช้ร่วมกับ USB drive ของคนอื่น

ในแง่ของสเปคแล้ว USB-C ที่รองรับ Thunderbolt 3 ด้วยนี้ จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 40 Gbps (สูงกว่า USB 3.0 ถึง 8 เท่า) และมีแบนด์วิธที่กว้างมาก ทำให้มันสามารถต่ออุปกรณ์หลายชิ้น และยังสามารถต่อจอ 4K ถึงสองจอพร้อมกันได้โดยการใช้ USB-C ที่เครื่องเพียงพอร์ตเดียว นับว่าเป็นพอร์ตของอนาคตอย่างแท้จริง แต่การที่จะรีดประสิทธิภาพให้ได้สูงสุด อุปกรณ์ที่นำมาใช้จะต้องรองรับมาตรฐาน Thunderbolt 3 ด้วย ไม่อย่างนั้นมันก็จะทำได้แค่ USB 3.1 Gen 2 ที่เป็นหัว USB-C เท่านั้น

ส่วนอีกด้านก็จะมีเพียงแค่ช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5mm ให้ตามปกติ นับว่ายังดีที่ Apple ยังเก็บไว้อยู่ แต่สำหรับคนที่ใช้ iPhone 7 ขึ้นไปคงขัดใจแน่นอน เพราะหูฟังที่แถมมากับ iPhone ดันเป็นแบบหัว Lightning ซึ่งเอามาใช้กับ MacBook Air Late 20186 แบบตรงๆ ไม่ได้ทันทีซะอย่างนั้น

ด้านความขนาดและความบาง เมื่อเทียบแล้ว MacBook Air Late 2018 มีขนาดเล็กกว่า และส่วนที่หนาที่สุดของเครื่องก็มีความบางกว่า MacBook Pro 13 ส่วนน้ำหนักพบว่าหนักกว่า แค่ 122.47 กรัมเท่านั้นเอง ดังนั้นจริงๆ แล้วเรื่องน้ำหนักความบางของทั้ง MacBook Air Late 2018 และ MacBook Pro 13 มีความแตกต่างกันไม่มากนัก ส่วนอแดปเตอร์ก็เป็นทรงคล้ายกับ iPad แต่มีขนาดใหญ่กว่า จ่ายไฟที่ 30Watt พร้อมมีสายชาร์จ Thunderbolt 3 มาให้ด้วย

Performance / Software

แง่ของประสิทธิภาพการทำงาน นับว่า MacBook Air Late 2018 เป็นไปตามลักษณะที่ตั้งใจออกมา คือเน้นใช้งานออนไลน์ เล่นอินเตอร์เน็ต ทำงานเอกสาร หรือดูหนังฟังเพลง ไม่ได้เน้นใช้งานหนักๆ แบบ MacBook Pro แต่อย่างใด ด้วยสเปคที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i ตระกูล Y อย่าง Core i5-8210Y ที่สามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีพัดลมระบายความร้อน พร้อมด้วยแรม DDR3L Bus 2133 รวม ก็ยังไม่ได้ต่างจาก MBP 13″ Early 2015 ที่เป็นรุ่นก่อนหน้านี้มากนัก บางจุดยังได้ผลทดสอบประสิทธิภาพที่น้อยกว่าด้วยซ้ำไป

ส่วน SSD ใช้หน่วยความจำที่มาพร้อมเทคโนโลยี NVMe เชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 ที่สามารถทำความเร็วในการอ่านได้สูงถึงระดับ 2,2xx MB/s และความเร็วในการเขียนได้ถึง 1,3xx MB/s ซึ่งจัดว่าเร็วมากจนติดกลุ่มบนๆ สำหรับโน้ตบุ๊กในปัจจุบันแล้ว แต่ก็ถือว่ายังไม่ได้เร็วระดับ 3,xxx + อย่าง MacBook Pro

ดูจากกราฟการทดสอบประสิทธิภาพจากเว็บไซต์อย่าง GeekBench จะเห็นว่าประสิทธิภาพต่างจาก MacBook Air รุ่นก่อนหน้าไม่มากมายอะไร เข้าใจว่า Apple ตั้งใจให้ไม่แรงอยู่แล้ว คือเน้นใช้งานทั่วไปไปเลย อยากแรงๆ หรือ ไปซื้อ MacBook Pro แทนเลยก็แล้วกัน (ฮา)

* ไม่ได้ทดสอบละเอียดจริงๆ เพราะยืมเครื่องคนอื่นมารีวิว

Battery / Heat / Noise

ในการทดสอบเรื่องของการใช้งานแบตเตอรี่ของ MacBook Air Late 2018 นั้น ด้วยความที่เป็นระบบปฏิบัติการ macOS จึงสามารถจัดการพลังงานได้อย่างสมบูรณ์ โดยในสถานะเครื่องเปิดไว้เฉยในสถานะแบตเตอรี่ 100% โดยทดสอบตามสถานะการใช้งานจริงผลเวลาที่ได้ออกมาจะอยู่ที่ประมาณ 9 ชั่วโมงกว่าๆ (ไม่ได้ทดสอบจริงๆ แต่เป็นการนำเว็บไซต์ต่างประเทศหลายๆ เจ้าที่ให้ผลตรงกันมารายงาน) ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับที่ Apple เคลมไว้ที่ 9 – 12 ชั่วโมง

เรื่องความร้อนของเครื่องอุณหภูมิที่ออกมาจัดได้ว่าค่อนข้างเย็นกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป ส่วนตัวเครื่องอุณหภูมิโดนรอบตัวเครื่องทั้งหมดก็ถือว่ามีอุณหภูมิที่ต่ำ เนื่องด้วยความสามารถของตัววัสดุที่ช่วยถ่ายเทความร้อนออกไปได้เร็ว รวมไปถึงชิปประมวลผล Intel Core i ตระกูล Y ก็มีการกินไฟที่ต่ำ แบบที่ไม่จำเป็นต้องใช้พัดลมระบายความร้อนทีเดียว

อย่างไรก็ตามส่วนบริเวณของกลางเครื่องที่เป็นที่อยู่ของชิปประมวลผลจะเห็นว่ามีอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงกว่าบริเวณอื่นๆ แต่การใช้งานจริงเพียงแค่รู้สึกร้อนๆ นิดหน่อยเท่านั้นเวลาใช้งานจริงๆ สรุปรวมๆ แล้วถึงแม้จะไม่มีพัดลมช่วยระบายความร้อนก็ยังสามารถระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี (กรณีที่ไม่ได้ใช้งานหนักๆ) อย่างไรก็ตามขอแนะนำว่าหากจำเป็นต้องใช้งานหนักหรือประมวลผลสูงๆ ก็ให้มาใช้ในห้องที่เย็นหน่อย นอกจากนี้เครื่องของ MacBook Air Late 2018 ยังสามารถคลายความร้อนได้อย่างรวดเร็วจากบอดี้ที่เป็นวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยด์อีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ติดฟิล์มไม่ใส่เคสที่ตัวเครื่องจะดีที่สุด

Conclusion / Award

สรุปรีิวิว MacBook Air Late 2018 เป็นผลิตภัณฑ์ MacBook ที่อยู่ระหว่าง MacBook และ MacBook Pro 13 ซึ่งมีหน้าจอขนาด 13.3″ เท่านั้น (11″ ไม่มีอีกต่อไป) โดยได้รับดีไซน์การออกแบบ DNA ที่มาในทิศทางเดียวกัน โดยได้สเปกที่แรงกว่า MacBook แต่ก็แรงน้อยกว่า MacBook Pro 13 ในส่วนของประสิทธิภาพความแรงก็เช่นเดียวกัน รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ด้วย เรียกได้ว่า Apple คิดมาให้เรียบร้อยแล้ว ว่าถ้าเราเน้นทำงานมากกว่า MacBook แต่ไม่หนักเท่า MacBook Pro ก็เลือกซื้อ MacBook Air ได้เลย อีกทั้งถ้าใครจะซื้อ MacBook รุ่นใหม่ในราคาถูกที่สุด MacBook Air ก็เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์เพราะมีราคาเริ่มถูกที่สุดที่ 42,900 บาทนั่นเอง

ถ้าพูดถึง MacBook Air Late 2018 เรื่องชิปประมวลผลของตัวเครื่องนั้นเป็น Core i5 ที่อยู่ในซีรีส์ Y ที่ไม่มีพัดลม นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพในการประมวลผลของมันนั้นคงไม่สามารถเทียบเท่ากับ Core i5 ซีรีส์ U ที่สูงกว่าได้ ดังนั้นหากเพื่อนๆ ต้องการที่จะซื้อเครื่องเพื่อใช้สำหรับการประมวลผลหนักอย่างเช่นกันรัน macro ใน Excel หลายๆ macro หรืองานโปรเซสอื่นๆ นั้น MacBook Pro 13 ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างมาก บวกเงิน 5,000 บาท ได้รุ่นถูกที่สุด ความต่างที่ได้จาก MacBook Air ก็คือ ได้ชิปประมวลผลแรงขึ้น หน้าจอดีขึ้น ส่วนดีไซน์หนาและหนักขึ้นเล็กน้อยมากๆ ไม่มีผลอะไร แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้พอๆ กันด้วย

ในส่วนของหน่วยความจำแรม MacBook Air Late 2018 ที่เครื่องรุ่นเริ่มต้นมาพร้อมกับหน่วยความจำขนาด 8 GB นั้นถือว่ารองรับการใช้งานได้เป็นอย่างดี แต่ส่วนที่ต้องคำนึงถึงมากหน่อยก็คือแหล่งเก็บข้อมูลที่ให้มาเพียง 128 GB เท่านั้นซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นแบบ SSD แต่ว่าหากพิจารณาสื่อต่างๆ ในปัจจุบันนั้นดูเหมือนว่าขนาดความจุของแหล่งเก็บข้อมูลที่ 128 GB นั้นจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานเท่าไรแล้วครับ เป็นไปได้แล้วคุณควรจะเลือกเพิ่มขนาดแหล่งเก็บข้อมูลให้มีอย่างน้อยก็ 256 GB ขึ้นไป ทว่านั่นก็จะทำให้งบประมาณของคุณบานปลายด้วย (อย่างไรก็ตามสามารถอัพเกรดทีหลังได้อยู่นะ)

โดยรวมแล้วนั้น MacBook Air Late 2018 สามารถที่จะเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการใช้งานที่เข้าถึงทุกคนได้ ด้วยตัวเครื่องที่เล็กและเบารวมทั้งอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่เรียกได้ว่าสามารถใช้งาน 1 วันได้สบายๆ นั้นก็เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับราคาในกลุ่มของ MacBook ด้วย เพราะถ้าเทียบกับ Ultrabook เอาเข้าจริงๆ ดูเหมือนว่า MacBook Air จะราคาแพงไปมากโขอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งเชื่อว่าถ้าใครมองหาจะซื้อ MacBook ซักรุ่นนึงอยู่แล้วเป็นอะไรที่รับได้ กับการจ่ายมากกว่าแต่ได้ผลิตภัณฑ์ Apple ที่หลายคนเชื่อมั่น แน่นอนในปัจจุบันการซื้อสินค้าซักชิ้นมาใช้งาน เราไม่ซื้อแค่สเปกหรือประโยชน์จากมันเท่านั้น แต่เราซื้อ ประสบการณ์ใช้งาน ความสบายใจ ความมั่นใจ หรือไลฟ์สไตล์อื่นๆ ด้วย ฉะนั้นหลายคนมองว่าไม่คุ้มไม่น่าซื้อ MacBook Air ก็คงไม่ผิด

เอาว่า MacBook Air Late 2018 จะสวยหรู จะไฮโซแค่ไหน จะบางเบาเอาเพียงไร ก็ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงของใครหลายๆ คนได้ แต่ก็นั่นแหละครับ Apple คงมองแล้วว่าคงมีกลุ่มคนที่จะซื้อ MacBook Air Late 2018 อย่างแน่นอน อีกทั้งยังมาให้เลือกถึง 3 สีสันด้วยกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นที่ต้องการของคนบางกลุ่มที่ไม่ต้องการซ้ำใครและต้องการประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่าง อารมณ์ก็อาจจะคล้ายๆ คนที่ซื้อรถยนต์เหมือนกัน ถ้าใครพอมีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์มาบ้างก็น่าจะพอเข้าใจอยู่

ถ้าถามว่าโน้ตบุ๊คที่ใช้ MacBook Air Late 2018 เหมาะกับบุคคลประเภทไหน ก็คงต้องตอบว่าเป็นคนที่ใช้งานทั่วไปเช่นการท่องเน็ต ดูหนังฟังเพลงเล็กน้อย แต่ถ้าจะใช้งานหนักๆ อย่างเช่นนำมาตัดต่อภาพหรือวีดีโอ หรือจะใช้งานเพื่อการเล่นเกมแล้วนั้น บอกเลยว่า MacBook ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-8210Y  อาจจะยังไม่เหมาะสมในตอนนี้ ไปหา Ultrabook หรือ Gaming Notebook คงตอบโจทย์การใช้งานมากกว่า

จุดเด่น

  • MacBook Air Late 2018 เป็น MacBook รุ่นใหม่ที่ราคาถูกที่สุด
  • เป็นโน้ตบุ๊กขนาด 13.3 นิ้ว มีขนาดบาง น้ำหนักเบา สามารถพกพาไปได้สะดวก
  • มีประสิทธิภาพในการใช้งานได้เป็นอย่างดี ด้วยชิปประมวลผล, แรม และ SSD
  • Retina Display หน้าจอจอความละเอียดสูง ภาพคมชัด พาเนล IPS ให้สีสันที่ดี มุมมองกว้าง
  • เปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมด Sleep, Boot เครื่อง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างรวดเร็ว
  • ดีไซน์การออกแบบสวยและงานประกอบมีความประณีต
  • วัสดุชั้นดีอย่างอะลูมิเนียมแบบ Unibody ตัวเครื่องแข็งแรง
  • มีสามสีให้เลือก คือ สีเงิน ทอง เทาสเปซเกรย์
  • มีไฟ Backlit Keyboard ที่ใช้งานได้อย่างสบายตา แต่ละปุ่มมี 1 ไฟ LED
  • Force Touch TrackPad สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี
  • แป้นคีย์บอร์ดมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมือย MacBook รุ่นอื่นๆ
  • มีช่องทางเชื่อมต่อความเร็วสูงรุ่นล่าสุดอย่าง Thunderbolt 3 (USB-C)
  • ระบบระบายความร้อนเป็นแบบไร้พัดลม ทำให้ไม่มีเสียงรบกวน
  • ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานประมาณ 10 – 12 ชั่วโมง
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ macOS Mojave ที่มีคุณสมบัติมากมาย

ข้อสังเกต

  • ชิปประมวลผล Intel Core i5-8210Y เป็นรองเรื่องความแรงพอสมควร เมื่อเทียบกับ Intel Core i ซีรีส์ U
  • สเปกฮาร์ดแวร์ภายในต่อราคาจำหน่ายไม่ค่อยมีความคุ้มค่ามากนัก เมื่อเทียบกับ MacBook รุ่นอื่นๆ
  • หากอุณหภูมิสูงภายในตัวเครื่องสูง จะใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร
  • ด้วยวัสดุเป็นอะลูมิเนียม ถ้าปลั๊กไม่มีการเดินสายดินไว้ อาจเกิดไฟดูดบ้างเล็กน้อย
  • ไม่สามารถอัพเกรดใดๆ ได้เลยในภายหลัง
  • ในการแกะฝาใต้เครื่องทำได้ยาก เพราะต้องใช้ไขควงเฉพาะ
  • มีเพียงพอร์ต USB-C เพียง 2 พอร์ตเท่านั้น
  • ราคาของอุปกรณ์ที่ใช้งานกับพอร์ต USB-C ยังมีราคาที่ค่อนข้างแพง
  • คีย์บอร์ดแบบผีเสื้อรู้สึกตื้นกว่าคีย์บอร์ดทั่วไป
  • เพิ่มเงิน 5,000 บาท ได้ MacBook Pro 13 ที่แรงและคุ้มค่ากว่า

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง MacBook Air Late 2018 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Apple มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดใน MacBook Air Late 2018 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรู ประกอบการงานการประกอบระดับคุณภาพ ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งความบางและความเบาของตัวเครื่องก็ถือว่าทำได้ดีกว่า MacBook ทั้งหมดอีกด้วย

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาอยู่ในเกณฑ์ของมาตรฐาน MacBook ทั้งในความบางเพียง 4.1 – 15.6 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 1.25 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะฮาร์ดแวร์ไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก เรียกได้ว่าในการพกพาไปไหนมา ก็ตอบโจทย์ทีเดียว เทียบเท่าแล้วหนักกว่า iPad Pro ใส่เคสเล็กน้อยเท่านั้นเอง

 

Best Battery Life

แม้ว่าในตัว MacBook Air Late 2018 จะอัดแน่นไปด้วยสเปกหรือเทคโนโลยีต่างๆ แต่ในเรื่องของการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉลี่ยแล้วถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ได้นานถึงประมาณ 9 ชั่วโมงด้วยกัน ในส่วนนี้ก็เป็นผลมาจากการที่ Apple ได้ใส่แบตเตอรี่แบบลิเธียมโพลิเมอร์ความจุสูงเข้าไปตามตัวเครื่องแบบพิเศษ อีกทั้งระบบปฏิบัติการ macOS Mojave ก็เป็นตัวช่วยจัดการพลังงานได้เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่จำเป็นต้องปรับค่าเองแต่อย่างใดเลย

© Copyright - Notebookspec.com All Rights