Home » Review

Review – Huawei MateBook 13 สเปก Core i + MX150 เริ่มต้น 29,990 บาท พร้อมชิงตลาด Ultrabook เน้นคุ้มค่า

12 Apr 19 - By l

ก่อนหน้านี้ Huawei ประเทศไทยได้ส่ง MateBook X Pro ที่เป็น Ultrabook ระดับสูงในปีที่ผ่านมานั้น พร้อมท้าชนกับรรดาเจ้าตลาดแบรนด์ต่างๆ แน่นอนว่าสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็จะมีตัวเลือกที่มากขึ้น และล่าสุดในงานเปิดตัวมือถือเรือธง Huawei P30 Series ในไทย ก็ได้มีการเปิดตัวพร้อมวางจำหน่าย Huawei MateBook 13 ไปด้วย จัดว่าเป็น Ultrabook ราคาคุ้มค่าเริ่มต้นเพียง 29,990 บาท แต่ได้สเปดจัดเต็ม

โดย MateBook 13 เป็นรุ่นรองของ MateBook X Pro (จอ 13.9″) แต่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูสวยงามพรีเมียม ซึ่งเป็นหน้าจอขนาด 13″ รองรับความละเอียดที่ระดับ 2160 x 1440 พิกเซล ที่มีอัตราส่วน 3 : 2 น้ำหนักตัวเครื่องก็จะอยู่ที่ 1.28 กิโลกรัม มีความบางเพียง 14.9 มิลลิเมตร ได้สเปกเป็น Core i Gen 8 ทั้ง Core i5-8265U / Core i7-8565U พร้อมมีการ์ดจอแยก MX150 ที่พอจะเล่นเกมได้ลื่นไหลทีเดียว

Unbox Preview

Specification

สเปกภายในของตัว Huawei MateBook 13 รุ่นที่จำหน่ายในไทยจะมีด้วยกัน 2 สเปก มาพร้อมขนาดหน้าจอ 13″ ขอบหน้าจอบาง ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูง IPS ให้สีสันที่สวยสมจริง มุมมองกว้าง ขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100% ด้านประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผล Core i5-8265U / Core i7-8565U  โดยเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 8 (Coffee Lake-R)

ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR3Lซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน ในส่วนของกราฟิกการ์ดรุ่นเริ่มต้นจะมีเพียงการ์ดจอออนบอร์ด Intel Graphic UHD620 แต่ถ้าเป็นตัวบนจะได้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX150 2GB GDDR5 มาด้วย ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ ระดับเทียบเท่า GTX 950M เรียกได้ว่าพอที่จะเล่นเกมออนไลน์ได้อย่างลื่นไหลทีเดียว สำหรับฮาร์ดดิสก์ความเร็วสูงแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB/512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi AC และ Bluetooth 5.0

รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ ที่สำคัญมีการติดตั้งปุ่มเปิด/ปิดเครื่องแบบ One-Touch ของ Huawei MateBook 13 และ BIOS ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ ช่วยให้เราเปิดเครื่องและล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ทั้งปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานง่าย มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Huawei เปิดให้พรีออเดอร์แล้ววันนี้ทางช่องทางออนไลน์อย่าง LAZADA, Shopee และ JD Central (ฟรี! Sleeve Case และอื่นๆ อีกเพียบ) เริ่มวางจำหน่ายทั่วไปตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

  • i5-8265U / MX150/ RAM 8GB / SSD 256GB ราคา 29,990 บาท
  • i7-8565U / MX150/ RAM 8GB / SSD 512GB ราคา 37,990 บาท

Hardware / Design

เรื่องการออกแบบดีไซน์ของ Huawei MateBook 13 โดดเด่นด้วยหน้าจอมีขอบบางสุดๆ ที่ 4.4 มิลลิเมตร คิดเป็นพื้นที่ 88% ของสัดส่วนหน้าจอทั้งหมด ที่เป็นขนาดหน้าจอขนาด 13″ สัดส่วนแบบ 3:2 ที่ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล (2K) ส่วนการใช้งาน Windows Hello จะเป็นการสแกนนิ้วมือ ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้พกพาสะดวก มีความบางเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น น้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.28 กิโลกรัม ผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยการใช้เพชรเจียระไนในแต่ละมุมเพื่อส่งมอบงานออกแบบระดับพรีเมียมที่ล้ำสมัย ให้ความลงตัวแตกต่างจาก Ultrabook ในตลาดทั่วไป

แน่นอนว่าวัสดุตัวเครื่องของ Huawei MateBook 13 เลือกใช้เป็นอะลูมิเมียมแม็กนีเซียมอัลลอยด์ ซึ่งมีงานประกอบที่ยอดเยี่ยม ทนทานแน่นหนา ที่สำคัญยังเป็นแบบ Unibody นั่นก็คือแทบจะไร้รอยต่อ ประกอบด้วยกันเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ก็คือ ฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และฝาล่างเท่านั้น ทั้งจากที่ดูด้วยตาเปล่าและการสัมผัส พร้อมพื้นผิวเป็นแบบทรายทำให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยากกว่าปกติ ที่สำคัญตัวเครื่องรอบๆ ได้มีการทำตัดขอบแบบ Daimond Cut บอกได้ถึงงานเนียบระดับโน้ตบุ๊คพรีเมียมอย่างที่มีโน้ตบุ๊คระดับบนเท่านั้น

ทำให้มิติโดยรวมของตัวเครื่องมีความเล็กกระทัดรัดพอๆ กับโน้ตบุ๊คที่มีหน้าจอ 13.3″ รุ่นอื่นๆ เรียกได้ว่าตอบสนองในการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ มีความโดดเด่นกว่าโน้ตบุ๊คเจ้าตลาดหลายๆ รุ่น โดยสามารถกางหน้าจอได้กว้างสุดที่ประมาณ 145 องศา สำหรับช่องระบายความร้อนถูกซ่อนอยู่ใต้หน้าจอบริเวณบานพับ โดยเป็นการใช้งานพัดลมระบาย 2 ตัว Shark Fin 2.0 ที่ออกแบบมาใหม่ ช่วยนำพาความร้อนชิปประมวลผลและการ์ดจอให้เย็นลงได้อย่างรวดเร็วและเงียบกว่าที่เคย ซึ่งการใช้งานโดยรวมถือว่าเอาอยู่ ที่มีช่องดูดลมเย็นด้านล่างตัวเครื่องทำหน้าที่ร่วมกันเป็นอย่างดี

ผิวสัมผัสเป็นแบบทราย ทำให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยาก และด้วยตัวเครื่องมีสี Mystic Grey หรือสีเงิน ยิ่งเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก อย่างฝาหลังก็มีแต่โลโก้ Huawei เท่านั้น ส่วนภายในใต้หน้าจอด้านก็จะพบกับโลโก้ Huawei ที่เป็นตัวอักษรเท่านั้นเอง เรียกได้ว่ามีความเรียบหรูตามสไตล์ของ Huawei ไม่ต่างจากมือถือเรือธงระดับอย่าง Huaweu P30 Series เลยล่ะ ยิ่งใช้คู่กันยิ่งดูลงตัวเข้าไปอีก

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาให้เป็นแบบ Chiclet Keyboard สีดำตัดกับตัวเครื่อง ซึ่งมาพร้อมไฟ Backlit สีขาวให้ความรู้สึกหรูหรา ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะยุบตัวของปุ่มพิมพ์นั้นค่อนข้างดี ผิวสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นให้ความรู้สึกที่ติดนิ้ว ที่สำคัญคือมาพร้อมแป้นคีย์บอร์ดภาษาไทย เรียกได้ว่าแม้ Huawei MateBook X Pro จะเป็นรุ่นแรกของแบรนด์ในไทย แต่ก็ทำตลาดอย่างจริงจัง

ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบน พร้อมปุ่มสแกนลายนิ้วมือในตัวเดียว ความเจ๋งก็คือ เมื่อเรากดเปิดเครื่อง เครื่องจะทำการสแกนนิ้วและเปิดเครื่องไปพร้อมๆ กัน เราไม่จำเป็นต้องมาสแกน Login เครื่องอีกรอบนึง นับว่าเป็นความแปลกใหม่อีกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งง่ายและรวดเร็ว เพราะปกติต้องเปิดเครื่อง รอ Login แล้วจึงสแกน ทัชแพดมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ผิวมีลักษณะเป็นกระจก ส่วนปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็อาจจะมีความแข็งพอดีๆ การใช้งานโดยจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดี ให้สัมผัสที่ลื่นไหล ตอบสนองการทำงานได้ทันใจ

Screen / Speaker

Huawei MateBook 13 ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 13″ มีขอบที่บางมากเพียง 4.4 มิลลิเมตร ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล โดยให้ความเรียบเนียนตากว่าความละเอียด Full HD อย่างเห็นได้ชัด สัดส่วนแปลกตาที่ 3:2 แต่ได้พื้นที่การใช้งานที่มากกว่า ซึ่งน้อยโน้ตบุ๊คนักที่จะใส่สัเส่วนหน้าจอแบบนี้ ด้วยพาเนลระดับ IPS ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา สีสันสวยงาม โดยเป็นแบบกระจกที่มีความสดใสกว่าจอแบบด้าน แต่มีข้อสังเกตก็คือแสงสะท้อนค่อนข้างเยอะ ต้องปรับดีๆ ให้เรื่องของมุมมองและองศาของจอเวลานำไปใช้งานนอกสถานที่ที่มีแสงเยอะๆ

ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจมาก เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คจอ 13 นิ้วที่ไม่เหมือนใคร ทั้งเรื่องของสัดสวนและความละเอียด ให้สีที่สวยที่สุด สมจริงที่สุด พร้อมความเรียบเนียนตาแบบหาได้ยาก และการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น พร้อมติดตั้งไว้เว็บแคมไว้ขอบหน้าจอด้านบนได้ปกติ ต่างจาก MateBook X Pro ที่ต้องย้ายไปติดตั้งที่ชุดคีย์บอร์ด

ในส่วนของลำโพงของ Huawei MateBook 13 ติดตั้งมาเป็นแบบ 2 ตัว พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos โดยลำโพง 2 ตัวติดตั้งไว้ข้ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น จากการทดสอบลำโพงพบว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างดีน่าประทับใจ แยกรายละเอียดได้ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่ามีเสียงที่ดังชัดเจน โดยเน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน้ตบุ๊กทั่วไป พร้อมความสามารถจำลองมิติทิศทางของเสียงดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้

Connector / Thin And Weight

Huawei MateBook 13 จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานบางเบา ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่น้อยมาก โดยมีเพียง USB 3.1 Type-C จำนวน 2 โดย 1 ช่องไว้ชาร์จไฟจากอแดปเตอร์เห็นหลัก ส่วน Mic-in/Headphone-out ยังคงมีอยู่ โดยในการใช้งานจริงเราจำเป็นต้องมี USB Hub ไว้แปลงพอร์ตต่างๆ ที่จำเป็นอยู่ อาทิ USB-A / HDMI  อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5 และ Wi-Fi 802.11 ac พร้อมใช้งานตามมาตรฐานโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่แล้ว

ส่วนของการพกพาของ Huawei MateBook 13 ก็ถือว่าทำได้เยี่ยมยอดเมื่อเทียบกับสเปก ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.28 กิโลกรัมเท่านั้น ดีกว่าตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊คค่ายอื่นๆ ที่ใช้สเปกนี้มาก ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 65 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบาเช่นเดียว ทำให้การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากๆ นับว่าเป็นอีกหนึ่งโน้ตบุ๊คสายบางเบาที่เหมาะกับการใช้งานตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ มหาวิทยาลัยมากๆ เครื่องหนึ่ง

Performance / Software

 

Huawei MateBook 13 มาพร้อมกับชิปประมวลผลจาก Intel Core i7-8565U  ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 1.8 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 4.6 GHz นะครับ เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ

เทียบกับรุ่นก่อนเรียกได้ว่าแรงขึ้นพอตัวเพราะ Core เยอะขึ้น แม้ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะสู้กว่าพวก Core i7 ตัวซีรีย์ H ตรงๆ ไม่ได้เรื่องของประสิทธิภาพการประมวลผล แต่เรื่องประหยัดพลังงานนั้นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มาพร้อมแรมภายในขนาด 8GB DDR3L ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบาย

  

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics 620 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ที่โดยรวมแล้วให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า Intel HD Graphics 620 รุ่นก่อนหน้าแน่นอน เพราะอย่างน้อยๆ ก็รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงได้แบบไม่มีปัญหา

และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับการ์ดจอน้องเล็กรุ่นล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce MX150 (2GB GDDR5) ที่ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับ GTX 950m เลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง ซึ่งเดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe แบรนด์ Samsung ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD mSATA แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3399MB/s ความเร็วในการเขียนได้ 1975MB/s ตรงนี้ถือว่าทำได้ดีมากๆ ทีเดียว

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,086 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอแบบเบาๆ ที่แม้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คการ์ดจอแยกระดับไม่แรงมาก แต่ก็ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายทีเดียว

การทดสอบเกมจะเป็นเกมที่ไม่หนักมาก แต่เป็นเกมที่คนส่วนมากนิยมเล่นกัน ซึ่งโดยส่วนตัวก็เล่นเป็นประจำอย่าง DOTA 2 และ Overwatch ก็จัดการทดสอบให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ Native 1920 x 1080 พิกเซล สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าปรับสุดทุกอย่างเลยสำหรับ DOTA 2 ส่วน Overwatch จะเป็นปรับแบบ Medium โดย Rendering 100% ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับที่น่าประทับใจ

ส่วนเกมออนไลน์อย่าง PUBG ที่นับว่าเป็นอีกเกมที่กินทรัพยากรเครื่องหนัก ก็มาทดสอบด้วยการปรับเป็น Medium โดยเฟรมเรทที่ได้มานั้นถือว่าผ่านเลย เล่นได้สบายๆ ภาพก็สวยงามพอตัวไม่ได้แย่อะไร พูดตรงๆ ก็คือพอจะเล่นได้สำหรับเกมออนไลน์แนวนี้ ส่วนเกมอื่นๆ ที่ไม่เกินทรัพยากรเท่าอย่าง CS:GO หรือ Point Blank รวมไปถึงเกมออนไลน์อื่นๆ ก็น่าจะเล่นได้ลื่นๆ อย่างแน่นอน

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ Huawei MateBook 13 ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง PC Manager โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับมือถือเพื่อนโอนไฟล์ไปมาก็อยู่ในส่วนนี้ด้วย แต่ก็รองรับเฉพาะมือถือ Huawei นะ

การแชร์ไฟล์แบบอัจฉริยะด้วย ONEHOP ส่งวิดีโอและรูปภาพจากสมาร์ทโฟนเข้า PC ผ่าน NFC ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว อัพโหลดรูปภาพ 500 รูป ใน 1 นาที และวิดีโอขนาด 1 GB ใน 35 วินาที ถ้ารูปของเรามีข้อความ Huawei MateBook 13 จะแยกข้อความออกมาจากรูปเพื่อให้คุณแก้ไขได้ง่ายๆ*คุณสมบัตินี้รองรับเฉพาะสมาร์ทโฟน Huawei  ที่มีคุณสมบัติ NFC ร่วมกับระบบปฏิบัติการ EMUI 9.0 หรือใหม่กว่า หรือสมาร์ทโฟน HONOR ร่วมกับระบบปฏิบัติการ EMUI 9.0 (หรือ Magic UI 2.0 ) หรือใหม่กว่า โดยในการีีวิวครั้งนี้เราใช้ Huawei P30 Pro ทำงานร่วมกับ Huawei MateBook 13 ถือได้ว่าน่าประทับใจทีเดียว

 

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Huawei MateBook 13 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาด 3 Cell สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Fast charging ที่ให้แบตเตอรี่เต็มไวอย่างที่สุด โดยให้เวลาใช้งาน 2.5 ชั่วโมงจากการชาร์จเพียง 15 นาที ส่วนช่องระบายของเจ้าโน้ตบุ๊คตัวนี้จะอยู่ด้านบนบริเวณแกนพับหน้าจอ โดยออกแบบให้ซ่อนตัวเอาไว้ด้านหลังติดกับกรอบอะลูมิเนียมของเครื่องเวลาพับจอก็ไม่เห็นช่องระบายความร้อนเลย

ทางด้านอุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 40 + องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าชิปประมวลผลจะร้อนที่สุดที่ 95 องศาเซลเซียส นับว่าเรื่องระบบระบายความร้อนของ Huawei MateBook 13 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีเลย ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนจาก Huawei MateBook 13 ที่ออกแบบมาค่อนข้างดีจากการใช้พัดลม 2 ตัว อย่างที่ Ultrabook รุ่นอื่นๆ ให้ไม่ได้ อีกทั้งบอดี้อะลูมิเนียมที่ยกตัวขึ้นก็ช่วยระบายความร้อน และอย่างไรก็ตามการใช้ชิปประมวลผล Intel รุ่นล่าสุดอย่าง Core i Gen 8 + MX150 ก็ยังมีอุณหภูมิที่สูงเกือบๆ 100 องศาอยู่ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งานแต่อย่างใด อีกข้อสังเกตคือไม่ร้อนเกินไปกว่า 95 องศาเซลเซียสแล้ว คาดว่าทาง Huawei ล็อคเอาไว้ โดยเลือกที่จะลด Clock แทน

Conclusion / Award

Huawei MateBook 13 มีขนาดหน้าจอ 13″ ที่นับว่าเป็นขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐานของ Ultrabook ทั่วไป มีขอบจอที่บางเฉียบ โดยเน้นการพกพาเป็นหลัก ซึ่งดีไซน์ต้องบอกว่าสวยงาม เน้นความบางและเบากว่าที่มากกว่า แน่นอนว่ามีประสิทธิภาพที่สูงด้วยสเปกภายในเป็นตัวแรงและรุ่นล่าสุด อาทิ Core i5-8265U หรือ Core i7-8565U มาพร้อมการ์ดจอแยก GeForce MX150 (GDDR5 2GB) รวมไปถึงระบบเข้าใช้งานปุ่มเปิดเครื่องที่มีการติดตั้งสแกนลายนิ้วมือในตัวเดียว อย่าง One-Touch ของ Huawei MateBook 13 ด้วย BIOS ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ ช่วยให้เราเปิดเครื่องและล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ทั้งปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานง่าย (แต่ถ้าใช้นิ้วอื่นต้องสแกนอีกรอบ)

Huawei MateBook 13 อีกหนึ่ง Ultrabook เน้นความคุ้มค่าราคาจับต้องได้ง่าย ที่ลงมาเล่นในตลาดโน้ตบุ๊คประเทศไทย ท้าชิงกับรุ่นดัง อาทิ  Acer Swift 3 / ASUS ZenBook 13 / Lenovo ideaPad 330 ที่ปกติเราจะเห็นแต่ผลิตภัณฑ์สายมือถือ โดย Huawei MateBook 13 เป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานพกพา เหมาะสำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานเอกสาร แตกต่างภาพ และงานกราฟฟิกต่าง ๆ ที่อาจจะไปนำเล่นเกมได้บ้าง แฟนๆ Huawei น่าจะสนใจกันอยู่ไม่น้อย หรือคนที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์โน้ตบุ๊คเดิมๆ

Huawei MateBook 13 มาในราคาท้าชนกับ Ultrabook โน้ตบุ๊คสายบางเบาตัวคุ้มค่า ส่งผลให้ใครสนใจจะซื้อโน้ตบุ๊คจากทาง Huawei  ได้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจากการรีวิวโดยรวมแล้ว รับว่าเป็น Ultrabook ช่วงราคา 29,990 – 37,990 บาท ที่น่าสนใจรุ่นหนึ่ง ทั้งตัววัสดุงานประกอบก็ทำได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงฟีเจอร์ก็ทำมาได้อย่างลงตัวใช้งานจริงได้ ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอความละเอียดสูงที่ 3:2 / ปุ่ม One-Touch / การชาร์จไฟที่รวมเร็ว / ONEHOP แชร์ไฟล์กันไปมาระหว่างมือถือ Huawei สำคัญคือสเปกที่ให้มาก็แสดงประสิทธิภาพได้เยี่ยมยอดทั้งการทำงานและเล่นเกมอีกด้วย

อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อสังเกตอยู่ก็คือ สัดส่วนหน้าจอที่อาจจะแปลกๆ หน่อย แต่ใช้งานได้จริงนะ แค่ต้องปรับตัวเล็กน้อย อีกทั้งด้านพอร์ตการเชื่อมต่อเองก็ดูน้อยไปหน่อย แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เข้าใจได้เพราะเน้นบางเบาอย่างที่สุด ส่วน ONEHOP แชร์ไฟล์กันก็จะใช้งานได้เพียงมือถือของ Huawei เท่านั้น พร้อมเงื่อนไขมากมาย ถ้าไม่ได้ใช้งานรุ่นเรือธง แต่เชื่อได้ว่าถ้าข้ามข้อสังเกตเหล่านี้ไปได้ Huawei MateBook 13 ก็น่าซื้อไม่น้อยเลยทีเดียว

 

จุดเด่น

  • ดีไซน์บางเบาพิเศษ ที่บางเพียง 14.9 มิลลิเมตร เบาเพียง 1.28 กิโลกรัม
  • แข็งแรงทนทานสวยงาม ด้วยงอะลูมิเนียมแบบ Unibody พื้นผิวให้สัมผัสที่ดี
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย หน้าจอ 13 นิ้ว สัดส่วนแบบ 3:2 ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับกว่า Full HD พาเนล IPS ให้สีสันที่สวยสด งดงามมาก
  • ใช้งานจริงลื่นไหลแบบสุดๆ ด้วย i7 + MX150 + RAM 16GB + SSD NVMe 512GB
  • คีย์บอร์ดสวยงามมีไฟ และทัชแพดมีขนาดใหญ่ใช้งานได้จริง
  • ลำโพง 2 ตัว พร้อมระบบเสียง Dolby Atmosให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง
  • มาพร้อมสแกนลายนิ้วมือ One-Touch สแกนพร้อมเปิดเครื่องในครั้งเดียว
  • ฟีเจอร์ ONEHOP แชร์ไฟล์กันไปมาระหว่างมือถือ Huawei
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 2 ปี มาตรฐาน Huawei พร้อมมีของแถมอื่นๆ อาทิ เมาส์ กระเป๋า

ข้อสังเกต

  • พอร์ตให้มาเพียง USB-C จำนวน 2 พอร์ต ใข้งานจริงต้องอาศัย Hub USB
  • ความร้อนสูงสุดแค่ 95 องศาเซลเซียส จากนั้นจะลด Clock ลงมาแทน
  • ซอฟต์แวร์ PC Manager ใช้งานได้ดี แต่ส่วนเชื่อมต่อกับมือถือรองรับเฉพาะ Huawei

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Huawei MateBook 13 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7-8565U พร้อมการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX150 ประสิทธิภาพไว้ใจได้ แรงเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.3 NVMe โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB ที่แรงระดับ 3,000MB/s ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8GB แบบ DDR3L แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นไม่ต้องอัพเกรดอะไรแล้ว ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมเบาๆ ได้อย่างลื่นไหล

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Huawei มาตั้งแต่ไหนแต่ไรในฝั่งของมือถือ ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Huawei MateBook 13 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญยังเป็นแบบ Unibody นั่นก็คือแทบจะไร้รอยต่อ ประกอบด้วยกันเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น พร้อมใช้สีสันอย่าง Mystic Grey หรือสีเงิน ยิ่งเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก เพิ่มรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบ Diamond-cut  ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ แถมยังมีขอบจอบางสุดๆ อีกด้วย

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน้ตบุ๊ตที่เน้นความบางเบา ทั้งในความบางเพียง 14.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 1.28 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.5 กิโลกรัม เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ

© Copyright - Notebookspec.com All Rights