Home » dell review

Review – Dell XPS 13 7390 เทพสุดหรูสุดของ 2-in-1 Notebook สเปก Intel Core i Gen 10 จอ UHD+

9 Nov 19 - By l

Dell XPS 13 7390 ที่สุดของ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.4″ ยกระดับประสบการณ์ใหม่หมดทุกด้าน ด้วย InfinityEdge ที่ใหญ่ขึ้น 7% ในอัตราส่วน 16:10 พร้อมด้วย Dolby Vision นอกจากนี้ยังให้ทางเลือกใหม่สำหรับดิสเพลย์ทั้ง FHD+ และ UHD+ สนับสนุนเพลิดเพลินไปกับคอนเท้นท์คุณภาพระดับ HDR ด้วยพาเนล IPS ที่ได้รับการรับรอง HDR400 ในส่วนของสเปกที่นำมารีวิว มาพร้อมกับ Intel Core i7-1065G7 พร้อมแรมขนาด 16GB LPDDR4x และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB โดยมีตัวเครื่องเบาเพียง 1.33 กิโลกรัม และบางเพียง 7 – 13 มิลลิเมตรเท่านั้น แน่นอนว่ามี Windows 10 และซอฟต์แวร์ต่างๆ พร้อมใช้งานครบครัน

ในส่วนดีไซน์โดยรวมมีเพรียวบางกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 8% เหนือชั้นกว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไปด้วยการมีพัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ทำให้เครื่องเย็นเร็วขึ้น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงกว่ารุ่นก่อนถึง 2.5 เท่า รวมถึงการเชื่อมต่อไร้สายเป็น Killer AX1650 (2×2) บน Intel WiFi 6 Chipset ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อแบบไร้สายได้เร็วกว่ารุ่นแรกถึง 3 เท่า พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย ได้รับการรับประกัน Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 3 ปีด้วย สนนราคาที่ 69,990 – 89,990 บาท

Specification

Dell XPS 13 7390 2-in-1 Notebook สเปก Core i Gen 10 มาพร้อมกับ 2 สเปก 2 ราคา ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-1035G1 (1.00 – 3.60GHz)/ Intel Core i7-1065G7 (1.30 – 3.90GHz) ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลที่ดีและสามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้ที่ต้องบอกว่าแรงมากๆ เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ พร้อมการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ G1 / G7 ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และด้วยการที่เป็นสถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้ร้อนน้อยกว่าเดิม พร้อมประสิทธิภาพของ AI ที่เร็วขึ้น 2.5-3 เท่า นับว่าก้าวกระโดดจาก Dell XPS 13 รุ่นก่อนพอตัวเลยทีเดียว

มาพร้อมแรมภายในขนาด 8GB / 16GB LPDDR4x Bus 3733 MHz และ SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB / 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ รองรับการสำรองไฟล์ต่างๆ ได้แบบสบายๆ สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็พอได้

โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอที่มีขนาด 13.4″ อัตราส่วน 16:10 บนความละเอียด Full HD+ (1920 x 1200 พิกเซล) หรือ Ultra HD+ (3840 x 2400 พิกเซล) พาเนล IPS ระดับสูงให้ค่าขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100% พร้อมด้วย Dolby Vision ที่ปรับปรุงการแสดงสีและความละเอียดได้ดียิ่งขึ้น จับรายละเอียดและความคมชัดของภาพได้อย่างแม่นยำ รวมถึงให้ความสามารถ ในการเพลิดเพลินไปกับคอนเท้นท์คุณภาพระดับ HDR ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน HDR400 โดดเด่นด้วยจอแบบกระจก Corning Gorilla Glass 5 ที่สดใสและทนทาน

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นหลักๆ ให้มาเป็น Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery) พร้อมช่องต่อหูฟังมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร และ Card Reader แบบ Micro-SD Card มาให้ด้วย ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า พร้อม Killer AX1650 แยกประเภทและจัดลำดับความสำคัญของวิดีโอสตรีมมิ่ง และการสื่อสาร รวมถึงทราฟฟิกข้อมูล ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ในการใช้งานออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด

ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี Dell Premium Support โดยทั้ง 3 ปี เป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน รวมถึงมีบริการหลังการขายอย่างการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์แวร์ และซอฟต์แวร์ได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา 24×7 ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือ ณ ไซต์งานหลังการประเมินอาการผ่านระบบจากระยะไกล

Hardware / Design

Dell XPS 13 7390 ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง 2-in-1 Notebook ตัวหรูระดับไฮเอนด์ ที่มีการเปิดตัวมาหลายปีก่อนกับโมเดลที่ต้องบอกว่าได้ทั้งความบางเบาหรูหรา ในขนาดหน้าจอ 13.4″ ในเครื่องที่เล็กเทียบเท่ากับโน้ตบุ๊ตขนาดหน้าจอ 12.5″ เท่านั้น ด้วยฟีเจอร์ Infinity Edge display ขอบหน้าจอบางเฉียบจนแทบจะไร้ขอบ เรียกได้ว่าหลังจากที่ Dell XPS 13 ได้เปิดตัวครั้งแรกกับโมเดลนี้ ทำให้โน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ หลายรุ่นจะมาพร้อมขอบหน้าจอบางเฉียบมากมาย  ทำให้ห้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป

ทางด้านดีไซน์ตัวเครื่องนั้นในครั้งนี้ Dell XPS 13 7390 ยังคงมาพร้อมกับ Infinity Edge display เช่นเดิมแต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือขนาดของขอบตัวเครื่องนั้นจะบางลงกว่าเดิมจาก 5.2 มิลลิเมตร ไปอยู่ที่ 13 มิลลิเมตร และบางสุดที่ 7 มิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นความแตกต่างจากโน้ตบุ๊คทั่วๆ ไปอย่างชัดเจน ซึ่งโดยรวมแล้วมีความเล็กกระชับความเดิม ส่วนน้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.33 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การพกพาอย่างที่สุด

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันจะเป็น Platinum Silver ออกแนวสีเงินสำหรับด้านนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่อง ส่วนในเป็นสีดำลวดลายคาร์บอน เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญด้านตัวเครื่องเป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ที่เแข็งแรงทนทานให้สัมผัสที่พรีเมียมแตกต่างจาก 2-in-1 Notebook รุ่นอื่นๆ ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป

สิ่งที่มาพร้อมความสวยงามหรูหราคือความคงทนด้วยไททาเนียมออกไซด์ที่เคลือบอยู่ด้านบนพื้นผิวอลูมิเนียมเพื่อความเงางาม ช่วยต้านทานแสง UV และรอยเปื้อน เพื่อป้องกันการเกิดคราบ หรือการเปลี่ยนสีไปตามระยะเวลาใช้งาน ตามจริงแล้ว หากเกิดรอยเปื้อน ไม่ว่าจะจากสีของปากกา หรือคราบต่างๆ ผู้ใช้สามารถเช็ดออกได้อย่างง่ายดาย โดยคุณสมบัติหาไม่ได้ในโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน

ส่วนการออกแบบมาอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คงเป็นส่วนของโลโก้ Dell ฝาหลังที่สวยงามเป็นเทามันวาว และตัวเครื่องด้านล่างก็จะมีคำว่า XPS ปั๊มทำนูนต่ำเอาไว้ นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวอีก ที่สำคัญยังมีการในส่วนของดีไซน์การออกแบบ Dell XPS 13 7390 จากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่มีปากกาไว้พร้อมใช้งาน ดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ด้วยการติดแนบติดแบบแม่เหล็กที่ขอบด้านขวาของตัวเครื่อง

สำหรับระบบระบายความร้อนของ Dell XPS 13 7390 ใช้เทคโนโลยี Stay Cool under pressure ทำให้มาพร้อมกับพัดลมระบายอากาศจำนวน 2 ตัวซึ่งมีผลทำให้รุ่นใหม่นี้ นั้นจะมีเสียงรบกวนที่น้อยกว่าและความสามารถในการระบายความร้อนของตัวเครื่องที่มากกว่ารุ่นก่อนหน้าอีกด้วย แน่นอนว่าในส่วนของบานพับก็เป็นอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา  ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

เรียกได้ว่าเรื่องของดีไซน์นั้นตอบโจทย์กับคนที่ต้องการ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.4″ จากที่สุดของความพรีเมียมจาก Dell ทำให้ไม่ว่าเราจะเอาไปทำงาน หรือเพื่อความบันเทิง ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้หมด ด้วยสเปคภายในที่ครบครัน แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเบาแล้ว โดดเด่นด้วยเมื่อเราเปิดฝาขึ้นมาขอบตัวเครื่องด้านหลังก็จะช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นด้วย ช่วยในการมองจอและการพิมพ์ที่ดียิ่งขึ้น

พร้อมฟีเจอร์เปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อเปิดฝาเครื่องทุกครั้งแม้ว่าเราจะ Shut Downไปแล้วก็ตาม ในส่วนนี้ทำให้เรามีความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น เพราะทุกไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม Power เพื่อเปิดเครื่องแต่อย่างใด เรียกได้ว่า Dell XPS 13 7390 สเปก Core i Gen 10 เครื่องนี้ได้รับการใส่ใจในการออกแบบเป็นดี ที่ไม่ใช้แค่ได้สเปกใหม่ล่าสุด แต่ตัวเครื่องฮาร์ดแวร์และดีไซน์นั้นมีความน่าประทับใจในทุกมิติจริงๆ

Keyboard / Touchpad

ส่วนของคีย์บอร์ดนั้น Dell XPS 13 7390 เป็นแบบ MagLev keyboard โดยอาศัยแม่เหล็กช่วยยกตัว ซึ่งมีระยะยุบที่ 1.3 มิลลิเมตร โดยตัวปุ่มสีดำสกรีนตัวอักษรสีขาวขนาดใหญ่กว่า Dell รุ่นอื่นๆ มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น ก็ถือว่าทำไว้ดีอยู่แล้วเช่นกัน  กับคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด ในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบนของคีย์บอร์ด พร้อมความสามารถใช้งานสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ใช้งาน Login Windows 10 ผ่านทาง Window Hello

Precision Touchpad ตามสไตล์ Dell มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี โดยมีการจับความเคลื่อนไหวว่าผู้ใช้กำลังพิมพ์ข้อความอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่า ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Screen / Speaker

Dell XPS 13 7390 รุ่นท็อปที่นำมารีวิวเป็นหน้าจอแสดงผลที่มีความละเอียดระดับ Ultra HD+ ที่ 3840 x 2400 พิกเซล (มากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า)โดยมีสัดส่วนหน้าจออยู่ที่ 16:10 ทำให้มีพื้นที่มากกว่าหน้าจอ 16:9 ทั่วๆ ไป พร้อมขอบเขตสีที่ใกล้เคียงมาตรฐาน sRGB 100% ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับสีที่ถูกต้องในการแสดงผล พร้อมด้วย Dolby Vision ช่วยปรับให้เราเห็นรายละเอียดของภาพมากยิ่งขึ้น ในการเพลิดเพลินไปกับคอนเท้นท์คุณภาพระดับ HDR ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน HDR400 โดดเด่นด้วยจอแบบกระจก Corning Gorilla Glass 5 ที่สดใสและทนทาน หายห่วงเรื่องของการเป็นรอยจากการใช้งาน

ที่สำคัญด้วยความสว่างที่สูงซึ่งสว่างกว่าหน้าจอโน้ตบุ๊คทั่วไปเป็น 2 เท่า +  จึงสามารถแสดงผลได้ยอดเยี่ยมแม้จะอยู่กลางแจ้ง อีกทั้งยังครอบคลุมเฉดสีและมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูง จึงถ่ายทอดสีสันได้มากกว่า นอกเหนือจากนี้ยังรองรับการทัชสกรีนถึง 10 จุดพร้อมๆ กันอีกทั้งยังสนับสนุนการใช้งานร่วมกับปากกา Dell Premium Active Pen ที่รองรับแรงกดถึง 4096 ระดับ มากกว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไปแน่นอน ปิดท้ายด้วยฟีเจอร์ Eyesafe เพื่อช่วยลดแสงสีน้ำเงินที่อาจเป็นอันตรายและกระจายไปตามสเปคตรัมของแสง

โดยทดสอบด้วยอุปกรณ์ Spyder5Elite จากการ Display Analysis แสดงให้เห็นถึงขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 97% และ AdobeRGB 78% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับที่ดีเยียม ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างที่ดีมากๆ ของหน้าจอในโน้ตบุ๊คทั่วไป คือรองรับการใช้งานที่กลางแจ้งได้สบายๆ อย่างไรก็ตามถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นสีตรงกับอุปกรณ์เกี่ยวพ่วงก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องขวามุมบนเหมือนจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 12% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 3.5

ลำโพงสเตอริโอ 2 x 2w เทคโนโลยี Waves MaxxAudio Pro นั้นอยู่บริเวณด้านซ้ายขวาขอบตัวเครื่อง ด้านของลำโพงสเตอริโอนั้นติดตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายขวาขอบตัวเครื่อง ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้นถือว่ายอดเยี่ยม มีเสียงดังชัดเจนออกแนวใสๆ เน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน้ตบุ๊คตัวเครื่องขนาดเล็กเน้นพกพา

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Dell XPS 13 7390 นี้จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่มีความครบครับระดับนึง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB Type-C มาตรฐาน Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต และ USB Type-C ที่เป็นแบบ DisplayPort อีกหนึ่ง โดยทั้ง 2 พอร์ต รองรับการชาร์จไฟจากอแดปเตอร์ หรือ Power Bank ที่เป็นมาตรฐาน PD (Power Delivery ) พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร และ micro-SD Card Reader

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของ 2-in-1 Notebook จอ 13.3″ ในยุคก่อนๆ ถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.33 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ที่มีขนาดเล็กๆ มาก (พันสายเก็บได้สวยงาม) เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็น 2-in-1 Notebookในยุคปัจจุบันทีเดียว

User Experience

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Dell XPS 13 7390 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook พร้อมปากกา Dell Premium Active Pen ที่รองรับแรงกดถึง 4096 ระดับ ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี พร้อมฟีเจอร์การพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน้ตบุ๊กปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน้ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

อย่างไรก็ตามสำหรับ Dell XPS 13 7390 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง บานพับโลหะนี้ยังผ่านบททดสอบสุดทรหดด้วยการเปิดปิดกว่าหมื่นๆ ครั้ง และการหมุนรอบ 360 องศา  อีกทั้งยังออกแบบให้มีที่เก็บปากกาในตัว เหนือชั้นกว่า 2-in-1 Notebook รุ่นอื่นแบบชัดเจน

บอกได้เลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหา 2-in-1 Notebook ซักตัวที่พกพาสะดวกในราคาพรีเมียมไฮเอนด์ มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ส่วนสเปกก็ถือว่าแรงพอตัวด้วยชิประมวลผลประหยัดพลังงานอย่าง Intel Core i7 Gen 10 ซึ่งใช้งานได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเลือก Dell XPS 13 7390 เป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook ที่จะตัดสินใจได้เลย

Performance / Software

 . 

Dell XPS 13 7390 ที่ได้รับมารีวิวเป็นสเปกขายจริง ได้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับกลางอย่าง Intel Core i6-1065G7 สถาปัตยกรรม Ice Lakeใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.0 – 3.6GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 15Wattโดยมีการ์ดจอบนชิปเป็น Intel UHD Graphics G7 ที่รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนชิปอย่าง Intel UHD G7 ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดของกราฟิกชิปในทุกรุ่น ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ดีเยี่ยม รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงได้แบบไม่มีปัญหาระดับ Ultra HD บนหน้าจอของ Dell XPS 13 7390 แบบสบายๆ ลื่นไหล อย่างที่สเปกรุ่นก่อนๆ ทำไม่ได้

ส่วนแรมก็ให้มาเป็นแบบ 16GB DDR4 LPDDR4x Bus 3733 MHz ที่เหลือเฟือต่อการใช้งาน อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจมากๆ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย ด้วยการที่เป็นสถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้ร้อนน้อยกว่าเดิม พร้อมประสิทธิภาพของ AI ที่เร็วขึ้น 2.5-3 เท่ารวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2261 MB/s และเขียนที่ 1253 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับกลางค่อนบน แต่ในความเป็นจริงแล้ว น่าจะให้ตัวที่สเปกที่ความสูงกว่านี้

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,335 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน้ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Intel Core i7-1065G7 พร้อมแรมขนาด 16GB LPDDR4x และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่แรงยิ่งขึ้น ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน้ตบุ๊คในสเปก Intel Core i Gen 8 ตระกูล U รุ่นก่อนๆ ใกล้เคียง Intel Core i Gen 9 ตระกูล H ยิ่งไปอีกขั้น

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ Dell XPS 13 7390 ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง SupportAssist โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

วมไปถึงซอฟต์แวร์ Dell Power Manager ที่คอยเป็นตัวช่วยในการจัดการพลังงาน การชาร์จไฟ สถานะแบตเตอรี่ รวมไปถึงระบบระบายความร้อน ที่เราสามารถเลือกการจัดการได้ ว่าจะใช้งานทั่วไป อัตโนมัติ หรือเร่งรอบพัดลม เพื่อให้ระบายความร้อนได้สูงสุด ตามแต่ลักษณะการใช้งานของเรา

ปิดท้ายด้วย Dell Mobile Connect ซอฟต์แวร์ที่คอยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกการใช้งานระหว่างพีซีและสมาร์ทโฟน  โดยเชื่อมต่อกันผ่านสัญญาณ Bluetooth ซึ่งทำให้การแจ้งเตือนต่างๆ ข้อมความ เบอร์โทร รวมไปถึงการโทรศัพท์ติดต่อ สามารถทำผ่านโน้ตบุ๊คของ Dell ได้เลย สำหรับ Dell XPS 13 7390 ก็มีซอฟต์แวร์ตัวนี้ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เรียกได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปมากทีเดียว

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Dell XPS 13 7390 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งเวลาอาจจะปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน อาจจะลดเหลือ 7 ชั่วโมงกรณีที่ใช้โปรแกรมอื่นๆ ร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นรุ่นสเปกที่เป็นหน้าจอ Full HD+ จะสามารถใช้งานได้ยาวนานสุดๆ คือ 16 ชั่วโมงด้วยกัน นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับการชาร์จผ่านทาง Power Bank ที่เป็นมาตรฐาน PD (Power Delivery ) อีกด้วย

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 30 – 40 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดไม่เกิน 100 องศาเซลเซียส (ร้อนกว่านี้ตัวเครื่องจะลดความเร็วการทำงานลง) ถือว่าทำได้ดีไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนๆ แต่ด้วยการที่ระบบระบายความร้อนของ Dell XPS 13 7390 ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook ที่เป็นตัวหนาๆ หนักๆ กว่า Dell รุ่นนี้

อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด แม้ว่าชิปประมวลผล Intel รุ่นล่าสุดจะแรงขึ้น เรียกได้ว่าเทคโนโลยี Stay Cool under pressure ทำให้มาพร้อมกับพัดลมระบายอากาศจำนวน 2 ตัว สามารถจัดการได้ดีตามมาตรฐานเวลาใช้งานหนักๆ ประสิทธิภาพทำได้ดีอย่างต่อเนี่อง แต่ถ้าใช้งานเบาๆ คือพัดลมแทบไม่หมุนเลย ทำงานได้เงียบมากๆ

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับ 2-in-1 Notebook รุ่นล่าสุดสุดพรีเมียมจากทาง Dell XPS 13 7390 สเปก Intel Core i Gen 10 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล XPS 13 2-in-1 รุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี มาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ พร้อมมีที่เก็บปากกาไว้อย่างเรียบเนียนบริเวณด้านข้างตัวเครื่อง รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน ที่แม้ว่าอาจจะข้อสังเกตุในเรื่องของราคาค่าตัวที่สูงซักหน่อย ซึ่งเหมาะกับคนที่พร้อมจ่ายสุดยอด 2-in-1 Notebook บางเบาที่ดีที่สุดซักตัว สนนราคา 69,900 – 89,900 บาท

โดดเด่นเหนือกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 12.5″ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.4″ Ultra HD+  รวมไปถึงก็มีน้ำหนักเบากว่าด้วย เพียง 1.33 กิโลกรัมและบางสุดเพียง 7 – 13 มิลลิเมตรเท่านั้น พร้อมมีดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนๆ ซึ่งมีความเรียบง่ายยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Dell ไว้เต็มเปี่ยม ที่สำคัญในรุ่นนี้มีสีสันที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ก็คือ สี Platinum Silver พร้อมลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเหมาะกับหนุ่มๆ หรือสาวๆ ที่เน้นความเท่ ที่ได้ความหรูหราและเป็นทางการ นับว่าเป็นส่วนที่มีผลต่อการซื้อเหมือนกัน

อย่างไรก็แม้ว่า Dell XPS 13 7390 จะดีขนาดไหน แต่ก็อยากที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว คือต้องยอมรับว่ามีราคาที่สูงกว่า 2-in-1 Notebook รุ่นอื่นๆ แต่ก็เหนือกว่ารุ่นอื่นๆ เช่กัน ด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 12.5″ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.4 นิ้ว (แน่นอนว่าขนาดเล็กกว่าโน้ตบุ๊ค 13.3 ” แบบยุคก่อนๆ อยู่แล้ว) จัดได้ว่ามีความน่าซื้ออยู่ไม่น้อยเช่นกัน กับคนที่งบประมาณไม่ใช่ปัญหา

สำหรับการเป็นโน้ตบุ๊คบางเบาระดับสูง แถมยังมีการรับประกันเทพถึง 3 ปีอีกด้วย ที่สำคัญคือ Dell Premium Support โดยทั้ง 3 ปี เป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน รวมถึงมีบริการหลังการขายอย่างการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์แวร์ และซอฟต์แวร์ได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา 24×7 ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือ ณ ไซต์งานหลังการประเมินอาการผ่านระบบจากระยะไกล รวมไปถึงบริการอื่นๆ อีกมากมาย

โดยสนนเริ่มต้นที่ 69,990 บาท สำหรับชิปประมวลผล Intel Core i5-1035G1 ได้หน้าจอความละเอียดหน้าจอ Full HD+ ส่วนแรมได้เป็น 8GB และ SSD 256GB ส่วนอีกรุ่นได้สเปก Intel Core i7-1065G7 เหมือนกัน แต่หน้าจอเป็น Ultra HD+ แรมขนาด 16GB และ SSD 512GB ราคาจะอยู่ที่ 89,990 บาท เอาเป็นว่าใครกำลังมองหา 2-in-1 Notebook ที่เน้นประสบการณ์ใช้งานที่เหนือระดับโดยไม่กังวลในเรื่องของราคาค่าตัวล่ะก็ Dell XPS 13 7390 น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทีเดียวครับ

จุดเด่น

  • เป็น Ultrabook หน้าจอ 13.4 นิ้ว แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 12.5 นิ้ว
  • พาเนลหน้าจอ IPS มีคุณภาพสูง ขอบเขตสีกว้าง รองรับการทัชสกรีน
  • ความละเอียดสูงระดับ Ultra HD+ (มากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า) พื้นที่ก็มากกว่า
  • ขอบจอบางพิเศษกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป เพิ่มความโดดเด่น
  • มีที่เก็บปากกาแบบพิเศษเป็นแม่เหล็กแนบไปกับตัวเครื่อง
  • น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง วัสดุเป็นอลูมิเนียมแบบพิเศษผสานด้วย คาร์บอนไฟเบอร์
  • ประสิทธิภาพดีด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 Ice Lake รุ่นล่าสุด
  • พอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐาน Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง
  • ระบบระบายความร้อน Stay Cool under pressure ด้วยพัดลม 2 ตัว
  • มี Windows 10 แท้ และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ พร้อมใช้งาน
  • รองรับ Windows Hello ด้วยการแสกนนิ้วมือ ที่เป็นปุ่ม Power ในปุ่มเดียว
  • อแดปเตอร์มีขนาดเล็กมากๆ เทียบเท่าของสมาร์ทโฟน
  • Dell Premium Support ประกันถึง 3 ปี มาพร้อม On Site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกตุ

  • เทียบสเปกเฉพาะ CPU / RAM / SSD มีราคาสูงกว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไปพอสมควร
  • ความร้อนสูงสุดค่อนข้างสูง (แต่ไม่มีผลในการใช้งาน) เพราะจัดการออกได้ดี
  • SSD ที่ให้มาความเร็วในการเขียนอ่านน้อยไปหน่อย แต่ก็เพียงพอต่อใช้งาน

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของ 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.4 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Dell XPS 13 7390 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ XPS มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Dell XPS 13 7390 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ตัวเครื่องหลักๆ สีสันจะเป็น Platinum Silver ออกแนวสีเงินสำหรับด้านนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่อง ส่วนในเป็นสีดำลวดลายคาร์บอน มีปากกาไว้พร้อมใช้งาน ดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ด้วยการติดแนบติดแบบแม่เหล็กที่ขอบด้านขวาของตัวเครื่อง ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

Best Mobility

ความสามารถในการพกพาของ Dell XPS 13 7390 ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของ 2-in-1 ตระกูล XPS อยู่เช่นเดิม ทั้งในความบางเพียง 7- 13 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 1.33 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะระบบไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่เล็กมาก พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ

Best Multimedia 

และด้วยข้อดีข้อเด่นทั้งหมดทั้งมวลนี้ Dell XPS 13 7390 ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอด 2-in-1 Notebook ของปี 2019 นี้ ทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ประสิทธิภาพ หน้าจอคุณภาพสูงอย่าง Ultra HD+ พร้อมทัชสกรีนได้ โดยมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า พร้อม Killer AX1650 แยกประเภทและจัดลำดับความสำคัญของวิดีโอสตรีมมิ่ง และการสื่อสาร รวมถึงทราฟฟิกข้อมูล ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ในการใช้งานออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหลที่หาจากเครื่องอื่นๆ ได้ยาก ประกอบกับคุณสมบัติในการตอบสนองการทำงานที่ครบถ้วน เพราะฉะนั้นรับ Award ประเภท Best Multimedia ไป

Best Performance

ด้วยสเปก Dell XPS 13 7390 ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ตัวล่าสุด อย่าง Intel Core i7-1065G7 ที่มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4x Bus 3733 MHz รวมไปถึง SSD ความเร็วสูง PCIe ความจุ 512GB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน้ตบุ๊กเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้อยู่ในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าซะด้วย

Best Battery Life

แม้ว่าในตัวของ Dell XPS 13 7390 จะอัดแน่นไปด้วยสเปกหรือเทคโนโลยีต่างๆ แต่ในเรื่องของการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉลี่ยแล้วถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ได้นานถึงประมาณ 10 ชั่วโมงด้วยกัน ส่งผลให้ได้รางวัล Best Battery Life ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นผลมาจากการที่ Dell ได้ใส่แบตเตอรี่คุณภาพสูง และชิปประมวลผลก็ประหยัดพลังงาน อีกทั้งระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์และ Windows 10 ก็เป็นตัวช่วยจัดการพลังงานได้เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่จำเป็นต้องปรับค่าเองแต่อย่างใดเลย

 

© Copyright - Notebookspec.com All Rights