Home » Review

Review – ASUS ROG Zephyrus G14 จอ 14″ แรงที่สุดในโลก สเปก Ryzen 9 4900HS / RTX 2060 Max-Q

12 Aug 20 - By l

ASUS ROG Zephyrus G14 (GA401) สเปกแรงสุดแพงสุดที่ 64,900 บาท แน่ว่าได้ฝาหลัง AniMe Matrix กับการที่เป็น Gaming Notebook ปี 2020 หน้าจอ 14″ สุดล้ำประสิทธิภาพสูงสุดในโลก วัสดุฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม โดยเลือกใช้งานเป็น Ryzen 9 4900HS เป็นชิปประมวลผล AMD Notebook ที่ดีที่สุด (รองจาก Ryzen 9 4900H) ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจออย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 Max-Q

สเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสามารถติดตั้งแรมมาขนาด 32GB Bus 3200 MHz อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB สำหรับหน้าจอความละเอียดสูงระดับ QHD พาเนล IPS เกรดสูง sRGB เกือบ 100% แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้ได้ทันที อีกทั้งมีปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint ด้วย จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน เน้นความพรีเมียม บางเบา แบตยาวนาน ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ได้ โดยมีน้ำหนักเบาแค่ 1.6 กิโลกรัม ได้ประกันก็เป็น 2 ปีตามาตรฐาน ASUS ที่สามารถเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

VDO Scoop

NBS Verdict

 

นับว่าเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 14″ ที่ทรงพลังจริงๆ และแรงล้ำไม่ซ้ำใคร สำหรับการมาของ ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix เชื่อได้เลยว่าตลาด Gaming Notebook สนุกสนานแน่นอน ไม่ใช่แค่เป็นรุ่นหน้าจอ 14″ ที่แรงที่สุดในโลกเท่านั้น ด้วยการมาของสเปกชิปประมวลผลให้ล่าสุดจาก AMD อย่าง Ryzen 4000 Series ประกอบกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX – RTX ที่ดูแล้วจากผลทดสอบจริงๆ แล้ว มีความเหนือกว่า Gaming Notebook ที่ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 3000H หรือ Intel Core i 9H อยู่พอสมควร รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน

สำคัญคือฝาหลัง AniMe Matrix ที่เป็นไฟ LED ปรับแต่งได้นี่แหละ สำหรับสเปก ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมสายบางเบาแนวใหม่ ด้วยขนาดหน้าจอ 14″ ที่ปกติเราไม่ค่อยได้เห็นกัน ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส HS ​รุ่นล่าสุด อย่าง Ryzen 9 4900HS ความเร็ว 3.00 – 4.30 GHz ,8 core/16 thread ,TDP 35W ) ในเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ที่ร้อนน้อยลงไปอีกแต่ประสิทธิภาพแรงขึ้นเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือรองรับแรมมาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz ที่ติดตั้งมาแล้ว 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติก็จะมีความลื่นไหลแน่นอน เทียบกับรุ่นรุ่นก่อนๆ ก็เหนือชั้นกว่าด้วย

จุดเด่นที่ต้องพูดถึงนอกจากดีไซน์สวยเฉียบของ ASUS ROG Zephyrus G14 ก็คือความบางที่ 17.9 – 19.9 มิลลิเมตร ขอบจอบางเฉียบ (จนติดตั้งเว็บแคมไม่ได้) พกพาสะดวกด้วยความเบาของเครื่องเพียง 1.6 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง การเชื่อมต่อก็ครบครันทั้งไร้สายและมีสาย รองรับการชาร์จผ่านทาง USB PD ที่สำคัญก็คือได้หน้าจอคุณภาพสูง ที่ค่าขอบเขตสี sRGB 96% ได้ Refresh Rate ที่ 120Hz นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่ดีที่สุด ทั้งจากตัวเครื่อง ฟีเจอร์ และสเปกภายในที่แรงที่สุดในตลาดตอนนี้ก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ASUS ROG Zephyrus G14 สเปกที่เรารีวิว AMD Ryzen 9 4900HS + NVIDIA GeForce RTX 2060 + RAM 32GB + SSD 1TB + จอ QHD (2560×1440) ในราคาที่จัดว่าสูงสมสเปกที่ 64,900 บาท  แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นของชิปประมวลผลค่อนข้างน่าตกใจเพราะสูงสุดถึงระดับ 108 องศาเซลเซียส ซึ่งในการใช้งานจริงๆ ไม่มีผลอะไรกับการทำงาน แต่ก็ถือว่าเป็นความร้อนที่สุดที่เกิดขึ้นและตัวเครื่องสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง โดยไม่มีผลใดๆ กับการทำงานเลย เพราะถ้าเป็นรุ่นอื่นๆ ความร้อนระดับนี้ระบบน่าจะบังคับเปิดเครื่องไปแล้ว (ฮา) ส่วนอีกเรื่องคงเป็นการที่ไม่มีกล้องเว็บแคม ทำให้เราต้องหาซื้อเพิ่มเอง

จุดเด่น

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจตามสไตล์ ROG Zephyrus งานประกอบแน่นวัสดุดีเยี่ยม
  • ฟีเจอร์ AniMe Matrix ที่เป็นไฟ LED บริเวณฝาหลัง เป็นอะไรที่เจ๋ง ล้ำ เท่ ไม่ซ้ำใคร
  • ขอบหน้าจอบางพิเศษ มิติเทียบเท่ารุ่น 13.3″ ตัวเครื่องเบา 1.6 กิโลกรัม และบางสุดที่ 17.9 มิลลิเมตร
  • ประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง AMD Ryzen 9 4900HS แรงลื่นดีที่สุดในตลาด
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 Max-Q พร้อม OC มาจาก ASUS เพิ่มความแรงไปอีก
  • แรมขนาด 32GB Bus 3200 MHz แบบ Dual Channel มาตรฐานใหม่ที่มาพร้อม Ryzen 4000 H Series
  • ได้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพสูง sRGB 95% พร้อมรองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าจัดการได้ดี ไม่ร้อนจนเกินไป ทำงานได้ไม่มีสะดุด
  • พอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ด้วย USB 3.2 Type-A / C รองรับ DisplayPort / USB PD
  • ปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint เพื่อใช้งาน Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน Login ด้วย
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง
  • มีซอฟต์แวร์ Armory Crate มาช่วยปรับแต่งการใช้งาน
  • มาพร้อม Windows 10 ใช้งานได้ทันที มีความสเถียร์ของไดร์เวอร์
  • ประสบการณ์ใช้งานดีเยี่ยม ประทับใจมาก เมื่อเทียบกับราคา
  • ประกัน 2 ปี ส่งศูนย์ พร้อมฝากส่งเคลม 7-11 และมีประกันอุบัติเหตุ 1 ปี

ข้อสังเกต

  • ราคาเครื่องเมื่อเทียบกับสเปกค่อนข้างสูงจากการติดตั้งฟีเจอร์ AniMe Matrix เข้ามา
  • ความร้อนที่เกิดขึ้นสูงกว่า ASUS ROG Zephyrus G14 สเปก Ryzen 7 4800HS + GTX 1660 Ti Max-Q
  • ไม่มี SD Card Reader
  • ไม่มีกล้องเว็บแคม ถ้าใช้งานต้องหามาติดตั้งเอง

Specification

ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix รุ่นที่ได้รับมาทดสอบครั้งนี้เป็นรุ่นท็อปสุดในตลาด มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900HS สถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม 7 nm ความเร็ว 3.00 – 4.30 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ผสานกับ APU การ์ดจอออนบอร์ดที่เป็น Radeon 8 ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 Max-Q (6GB GDDR6) ซึ่งแรงลื่นและเย็นกว่า GTX 16 Series พร้อมตัดพวกฟีเจอร์อื่นๆ ออกไปเน้นความแรงเป็นหลัก โดยเน้นให้มีความร้อนที่น้อยกว่าและประหยัดพลังงานเข้ากับตัวเครื่องที่บางเบา

ในส่วนของแรมได้มาขนาด 32GB Bus 3200 MHz แบบ Dual Channel (16GB x 2 โดยออนบอร์ดมาแล้ว 1 แถว) มาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ Intel SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่มีความลื่นไหล อีกทั้งยังรองรับการติดตั้งอัพเกรดเพิ่ม SSD M.2 NVMe มาให้อีก 1 ช่อง โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 14″ ความละเอียด Quad HD ที่ 2560 x 1440 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 60Hz ให้ความเรียบเนียนในการใช้งานสุด แตกต่างจากสเปกอื่นๆ ที่เป็น Full HD ที่ 144Hz นั่นเอง 

นอกจากนี้รายละเอียดอื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix ก็จะมีระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพงเป็น 2.2 Channel พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 2 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 และชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้ ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดจั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว

โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือไม่ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมมา ถ้าใครจะใช้ต้องหามาติดตั้งเอง การรับประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty โดยสามารถส่งเคลม 7-11 หมื่นสาขาทั่วประเทศไทยและที่สำคัญได้ประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก เมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็ม จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานการรับประกันของทาง ASUS ปกติ สนนราคาของ ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix รุ่นนี้สเปกนี้อยู่ที่ 64,900 บาท จัดว่าคุ้มค่าไม่แพงเลย หรือมีสเปกที่คุ้มค่าราคา 55,900 บาท ได้ Microsoft Office 2019 ไปใช้งานฟรีๆ ด้วย

Hardware / Design

ASUS ROG Zephyrus G14 อยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์สายพกพาบางเบาที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าที่เคยมีมาทั้งหมด

รวมไปถึงหน้าจอมีขนาด 14″ แบบขอบจอบาง แต่ตัวเครื่องเทียบเท่า 13.3″ เท่านั้น ทำให้ใช้งานได้เต็มตามากขึ้น ส่วนช่องระบายความร้อนมีทั้งหมด 4 ช่อง เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 81 ใบ ที่ทรงพลังนำพาความร้อนออกได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 3 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 145 องศา

จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง ช่วยเรื่ององศาการพิมพ์ที่สบายขึ้น การรดูดลมเย็นที่ดีขึ้น และลำโพงสะท้อนเสียงได้มากยิ่งขึ้นด้วย

ส่วนด้านฐานของตัวเครื่องวัสดุพลาสติกที่แข็งแรงงานประกอบเรียบร้อย พร้อมอากาศเย็นผ่าน โดยมีช่องดูดลมเย็นอีก 4 ช่องด้านล่างใต้เครื่อง อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก

ส่วนถ้าจะอัพเกรดก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวจากนั้นค่อยๆ ดึงขึ้น รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ นอกจากที่อัพเกรดได้ไม่ยากแล้ว ยังทำความสะอาดได้สะดวกสบายอีกด้วย

สรุปสั้นๆ สำหรับการดีไซน์และออกแบบตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus G14 ต้องบอกว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยวัสดุคุณภาพสูงและสวยงามน่าประทับใจ ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook บางเบาหน้าจอ 14″ ได้อย่างลงตัว

ส่งผลให้เสริมประสบการณ์ใช้งานยิ่งขึ้นไปอีก จากแต่ก่อนแทบเป็นไปไม่ได้ที่ความแรงระดับนี้ จะอยู่บนตัวเครื่องที่บางและเบาแบบนี้ แต่ตอนนี้ทาง ASUS ทำออกมาได้แล้ว ในประสิทธิภาพและฟีเจอร์ที่ล้ำหน้ากว่า ในราคาที่จัดว่าคุ้มค่ามากๆ

อย่างไรก็ตามจริงๆ ASUS ROG Zephyrus G14 จะมีรุ่นที่มีฟีเจอร์ AniMe Matrix และไม่มีฟีเจอร์ AniMe Matrix อีกทั้งสีสันมีให้เลือกทั้ง Moonlight White / Eclipse Grey โดยฝาหลังโลหะวัสดุแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่เราเห็นเป็นจุดๆ ซึ่งกระจายไปทั่วนั้น

จะมีการติดตั้งเป็นไฟ LED จำนวนเป็นพันๆ ดวง โดยเราเลือกปรับแต่งเปลี่ยนแปลงได้ผ่านทางซอฟต์แวร์ที่จะเปิดหรือปิด รวมไปถึงใส่ลูกเล่นต่างๆ ทั้งไฟเปิดค้าง หรือไฟกระพริบได้อีกด้วย แต่รุ่นที่เรานำมารีวิวครั้งนี้จะฟีเจอร์ AniMe Matrix ซึ่งเดี๋ยวเราจะพาไปชมเต็มๆ กันทีนะครับ

Keyboard / Touchpad

ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นคีย์บอร์ดมีไฟ LED สีเดียวกับตัวเครื่อง ให้ความสะดวกด้วยปุ่ม Spacebar ด้านมุมล่างซ้ายก็ทำพื้นที่ยื่นออกมาเล็กน้อยเพื่อให้ใช้นิ้วโป้งซ้ายกดง่ายขึ้น แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง รวมถึงสามารถมีฟังก์ชั่นเพิ่มลดเสียง เปิดปิดไมค์ และปุ่มเรียกโปรแกรม Armoury Crate ซึ่งตัวปุ่มต่างๆ ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์อย่างแท้จริง

โดยปุ่ม Power ยังทำหน้าที่ Fingerprint เพื่อใช้งาน Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน Login ด้วย ทัชแพดเองขนาดใหญ่แบบซ่อนปุ่ม ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ฟีเจอร์ Multi-touch หรือ Smart Gesture ที่สามารถใช้งานควบคู่กับ Windows 10 ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Turbo, Silent, Balanced ตามความเหมาะสมในการใช้งานต่างๆ

Screen / Speaker

ASUS ROG Zephyrus G14 มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบเพียง 6.9 มิลลิเมตรทั้งขอบด้านข้างและด้านบนทำให้ไม่มีกล้องเว็บแคม ถ้าใช้งานต้องหามาติดตั้งเอง (แต่ยังมีไมโครโฟนแบบคู่อยู่) ด้วยขนาด 14″ ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) เหมาะสมตามการใช้งาน โดยได้พาเนลเป็น IPS คุณภาพดีเยี่ยม มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare รวมๆ ทั้งสีสันความคมชัดแล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปหรือการเล่นเกมก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงยังเป็นหน้าจอเป็น Refresh Rate ที่ 120Hz ทำให้ใช้งานเล่นเกม FPS ฉากเคลื่อนไหวเร็วๆ ได้อย่างลื่นไหลกว่าหน้าจอทั่วไปที่แค่ 60Hz รวมๆ แล้ว ถือว่าได้มาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 ที่ลงตัวจริงๆ

ทดสอบหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสัน Gamut เทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 95% และ AdobeRGB 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูงมากๆ แน่นอนว่าเทียบกับ Gaming Notebook ทั่วไป ก็ถือว่าเป็นระดับที่ดีมากๆ ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพทั่วไป พร้อมรองรับการทำงานจริงจังระดับมืออาชีพด้วยขอบเขตสีที่กว้างและแม่นยำ 

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมซ้ายล่างเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 250 cd/m2 แต่สำหรับช่องมุมขวาล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 14% ที่ถือว่ารับได้ ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว สรุปคือเล่นเกมได้ดีด้วย 120Hz ส่วนสีสันก็จัดว่ายอดเยี่ยมอย่างที่หาได้อยากในตลาดโน๊ตบุ๊ค สมกับการที่มาพร้อมกับ Pantone Validated

ตัวเครื่องติดตั้งระบบเสียงแบบ 4 ลำโพง (Quad Speakers) โดยมีช่องลำโพงคู่อยู่ขอบตัวเครื่องบริเวณขอบที่วางมือซ้ายและขวาซ้ายขวา คุณภาพสูง พร้อมลำโพงซัฟวูฟเฟอร์อีก 2 ตัวด้านใต้ตัวเครื่อง ทำให้กลายเป็นลำโพงมาตรฐาน 2.2 อีกทั้งมี Smart Amp เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ระบบเสียงชั้นยอดอีกด้วย ให้เสียงคมชัด เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น ให้ขอบเขตเสียงที่กว้าง จากการที่เสียงกลางแหลมออกชัดเจนดี ส่วนทุ้มมีออกมาพอตัว จากการที่มีลำโพงซัฟวูฟเฟอร์แยกออกมาต่างหาก ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้นถือว่าดีมากๆ ทั้งเรื่องคุณภาพและความดัง ซึ่งหากว่าเพื่อนๆ เป็นผู้ใช้งานทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ รวมไปถึงมีเทคโนโลยี Dolby Atmos ช่วยจำลองเสียง 5.1.2-channel surround sound อีกด้วย

AniMe Matrix

ด้วยจอแสดงผลแบบ AniMe Matrix ที่ติดตั้งไว้ที่ฝาเครื่องด้านนอกเป็นเครื่องแรกของโลก เป็นฟีเจอร์ที่ล้ำไม่ซ้ำใครจริงๆ ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของ G14 สามารถปรับแต่งได้ในแบบของคุณเอง จอ LED ที่ทันสมัยนี้ประกอบด้วย ไฟ LED มากมายเพื่อใช้แสดงภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในคุณภาพที่เรากำหนดได้เองผ่านทาง Armory Crate เพื่อเป็นการแสดงความคิดสร้างสรรค์ของภาพและเสียงที่ตรงใจผู้ใช้งาน และในอนาคตจะมีการอัพเดทที่น่าตื่นเต้น ซึ่งจะแสดงข้อความแจ้งเตือนต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแสดงสถานะแบตเตอรี วันที่ เวลา อีเมล และอื่นๆ ได้อีกด้วย

ซึ่งจากการทดลองใช้งานจริงๆ ของฟีเจอร์ AniMe Matrix มีความประทับใจมากๆ เพราะทั้งตัวฮาร์ดแวรที่เป็นไฟ LED และตัวซอฟต์แวร์การปรับแต่งที่เป็นส่วนนึงของ Armory Crate นั้น เราสามารถตั้งค่าได้ง่ายและสะดวกมากๆ ส่งผลให้ไม่ว่าใครๆ ที่ใช้งานเป็นครั้งแรกก็สามารถที่จะสนุกสนานกับ AniMe Matrix ได้ทันที รวมไปถึงมีความยืดหยุ่นสูงในการเลือกใช้พรีเซ็นต์ต่างๆ อีกทั้งเราสามารถเลือกเปิดปิดไฟ LED ได้เมื่อถอดอแดปเตอร์ หรือแม้แต่ตอนพับฝาปิดก็ตาม เชื่อได้เลยว่าคนที่กำลังมองหา Notebook ที่มาพร้อมนวัตกรรมแนวๆ แบบนี้ ต้องโดนใจใน ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix รุ่นนี้แน่นอน

Connector / Thin And Weight

ด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องจัดว่าครบเครื่องระดับหนึ่งจากการที่เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 14″ ซึ่งพื้นที่น้อยกว่ารุ่นจอ 15.6″ แน่นอน โดยตัวพอร์ตจะอยู่ด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง มีทั้ง USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต, USB 3.2 Type-C จำนวน 2 พอร์ต (1 พอร์ตด้านซ้ายรองรับ DisplayPort 1.4  / USB Power Delivery) พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง และ HDMI 2.0 แน่นอนว่ามีต่ออแดปเตอร์ปกติ 1 ช่องด้วย ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวา ซึ่งที่หายไปก็จะเป็น LAN RJ45 นั่นเอง

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของตัวเครื่อง 324 x 242 x 17.9 – 19.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.6 กิโลกรัม ถือว่าค่อนข้างเบาเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 180 W เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 2 กิโลกรัมเท่านั้น พอแบกพกพาไปไหนมาไหนได้อยู่ไม่หนักมาก ถือมือเดียวก็สบายๆ หยิบจับไปไหนก็สะดวกทีเดียว

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง ASUS ROG Zephyrus G14 เพื่อทำการอัพเกรดนั้นทำง่ายมาก โดยมุมนึงจะมีสกรูแบบพิเศษหนึ่งตัวที่จะช่วยให้การเข้าถึงการอัพเกรดเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เพียงไขน็อตทุกตัว จะมีอยู่ 1 ตัวที่มุมตัวเครื่อง ที่เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกมาได้เลย จากการที่มันจะเปิดแง้มขึ้นมาอัตโนมัติ  เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีพัดลมขนาดใหญ่เทคโนโลยี ROG Intelligent Cooling พร้อมระบายความร้อนที่มี Anti-Dust Tunnels ที่อยู่ในชุดฟินสีดำ หมดกังวลเรื่องฝุ่นที่ติดตรงครีบระบายความร้อนจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 5 เส้น เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นแผ่นสีดำ สีเทาแปะติดไว้อยู่ในหลายๆ ส่วนเพื่อกันไฟฟ้าสถิต และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดคือมีช่องใส่ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ใส่มาแล้ว 1TB ถ้าจะอัพเกรดเป็น 2TB ในอนาคตก็ต้องถอดออกก่อน ส่วนหน่วยความจำแรมขนาด 16GB แถวแรกเป็นแบบฝังบอร์ด และรองรับการใส่ 1 แถว ซึ่งใส่มาแล้ว 16GB อีกหนึ่งแถว รวมเป็น 32GB ซึ่งก็ใส่มาเต็มแล้ว ถ้าต้องการอัพเกรดเพิ่มก็จะเป็น 16GB + 32GB = 48GB โดดเด่นด้วยมาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz จากที่เป็น Gaming Notebook บางเบานั่นเอง อีกทั้งไม่รองรับการใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5″ ตามรูปแบบของโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบา

Performance / Software

.  

ASUS ROG Zephyrus G14 ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900HS ที่แรงกว่า AMD Ryzen 7 4800HS รุ่นรองในระดับนึง (แต่ก็ยังมี AMD Ryzen 9 4900H ที่แรงกว่า อยู่ใน TUF Gaming 15 FA506 ตัวท็อป ที่ค่า TDP 45W) ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 2 โค้ดเนม Renoir (เรนัวร์) มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 2.90 – 4.20 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 8MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด TDP ที่ 35W ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 3000H หรือ Intel Core i Gen 9H เลยทีเดียว ที่สามารถดูได้จากผลการทดสอบเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook สเปกเดิมๆ มาก

สำหรับ AMD Ryzen 9 4900HS แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 3000 H Series เป็นหลายเท่าตัว ส่วนแรมได้ขนาด 16GB จำนวน 1 แถวแบบฝัง และ 16GB แบบใส่เป็นช่องสล๊อตอีก 1 แถว รวมเป็น 32GB เป็นมาตรฐาน Bus 3200 MHz รองรับการอัพเกรดได้โดยการถอดแรม 8GB แถวเดิมออกไป พร้อมให้ SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ซึ่งมีช่องว่างใส่ SSD M.2 NVMe อีก 1 ตัวไว้อัพเกรดภายหลังได้ ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

  .  

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 1600MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ ทำให้แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมงทีเดียว แม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้ชิปประมวลผลตัวแรงก็ตามที

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงที่สุดใน Gaming Notebook สเปก Ryzen 4000H ทั้งหมด อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 Max-Q มาพร้อมแรมการ์ดภายในขนาด 6GB มาตรฐาน GDDR6 แน่นอนว่าได้เทคโนโลยี RTX Series ต่างๆ ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GeForce GTX 1660 Ti  ซึ่งมีการเน้นใช้งานกับ Gaming Notebook บางเบา ร้อนน้อยกว่าแต่ก็แรงไม่แพ้กัน จากการที่ทาง ASUS เค้า Overclock มาให้จากโรงงานแล้ว จากเทคโนโลยี ROG Boost ให้ GPU Clock แรงเหนือชั้นยิ่งกว่า เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

  .   

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900HS คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H / Intel Core i7-9750H ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยใชเป็นแบรนด์ Intel ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1916 MB/s และเขียนที่ 1763 MB/s แม้อาจจะไม่ได้เร็วมาก แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว เพียงพอกับการใช้งานแน่นอน อย่างไรก็ตามถ้าให้ตัวแรงกว่านี้น่าจะดูสมกับตัวท็อปมากกว่า

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,381คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900HS มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง RTX 2060 Max-Q ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ตามมาตรฐานของ Gaming Notebook ทั่วไป และ 2560 x 1440 พิกเซล ที่เป็น Native ของหน้าจอ 

โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 4GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าประทับใจอยู่

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป ยิ่งถ้าเทียบกับ Gaming Notebook สเปกก่อนหน้าทั้งส่วนของ AMD Ryzen หรือ Intel Core i จะเห็นว่าแรงกว่าเดิมมากๆ แน่นอนว่าแนะนำว่าในการเล่นเกมตั้งค่าเป็น 1920 x 1080 พิกเซล ก็เพียงพอแล้ว 

นอกเหนือจากนี้ ASUS ROG Zephyrus G14 ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบ อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆ ตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์ แน่นอนว่าการปรับตั้งค่า AniMe Matrix เพื่อการแสดงไฟ LED แต่ละโหมดก็อยู่ในส่วนนี้ด้วย

ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่าง MyASUS ที่ไว้คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS ROG Zephyrus G14 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติขนาดความจุสูง ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 10 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 14″ สเปกแรงลื่นแบบนี้ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้ สมกับเป็น ROG Zephyrus Series จริงๆ

ส่วนเรื่องอุณหภูมิในการใช้งานนั้น ASUS ROG Zephyrus G14 เมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียสเช่นกัน ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 28 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัดสุด ด้วยการเปิดโหมด Turboจากการทดสอบขณะนี้ยังไม่มีซอฟต์แวร์ตวรจสอบอุณหภูมิแบบเวลาจริงๆ ได้ของ CPU ชิปประมวลผล โดยจากที่ดูผ่านทางซอฟต์แวร์ Core Temp อยู่ที่ช่วง 90 – 108 องศาเซลเซียส !!! นับว่าเป็น Gaming Notebook ที่มีความร้อนสูงสุดเท่าที่ทดสอบมา แต่ๆ ตัวเครื่องยังสามารถใช้งานได้ปกติสุดๆ

ส่วน GPU การ์ดจอดูผ่านทาง Hardware Monitor จะอยู่ที่ไม่เกิน 70 – 78 องศาเซลเซียส โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้เป็นอย่างดีมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้กลับมา แน่นอนว่ามากกว่า Gaming Notebook ในสเปกเดียวกัน สำหรับเสียงรบกวนในเวลาทำงานนั้นถือว่าดังประมาณนึงแต่ไม่ถึงขั้นดังรบกวน จากการที่เราสามารถเพิ่มรอบสูงสุดได้ด้วยซอฟต์แวร์จากปกติที่จะเป็นแบบ Windows เพื่อใช้งานทั่วไปก็สามารถทำได้ค่อนข้างเงียบทีเดียว โดยรวมแล้วสำหรับการระบายความร้อนจัดการความร้อนที่เกิดขึ้น ASUS ROG Zephyrus G14 นับว่าทำได้น่าประทับใจจริงๆ แม้ว่าความร้อนของชิปประมวลผลจะดูร้อนจนน่าตกใจหน่อย แต่ก็สามารถใช้งานได้ปกติ

Conclusion / Award

สมการรอคอยของการมาของ Gaming Notebook ดีไซน์บางเบาหน้าจอ 14″ ประสิทธิภาพแรงที่สดในโลก ณ เวลานี้ ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 H Series รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีให้เลือกตั้งแต่ Ryzen 5 4600HS / Ryzen 7 4800HS / Ryzen 9 4900HS ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า Gaming Notebook ปีก่อนมากๆ หลังจากที่แอดมินโป้ง NBS ได้มีโอกาสพรีวิวตัวเดโมที่ไต้หวันมาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำหรับ ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix ซึ่งตอนนี้ก็ได้เป็นรุ่นที่มีฟีเจอร์ AniMe Matrix ด้วย โดยรุ่นขายจริง มีราคาตั้งแต่ 39,990 บาท จนไปถึง 64,990 บาท จัดได้ว่าเน้นความพรีเมียมและเรื่องความบางเบาพกพา แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน เป็นหลักตามซีรีส์ของ ROG Zephyrus อย่างที่เราทราบกัน

ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix รุ่นที่ได้รับมารีวิวนี้มาพร้อมสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900HS เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 2 ผสานกาทำงานร่วมกับการ์ดจอตัวแรงแต่ร้อนน้อยอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 Max-Q (6GB GDDR6) ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุด รวมไปถึงในส่วนของแรมยังได้เป็นมาตรฐานใหม่ด้วยขนาด 32GB DDR4 Bus 3200 MHz แน่นอนว่าที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ซึ่งต้องบอกว่าประทับใจมากๆ กับความแรงในมิติดีไซน์ที่เล็กกระทัดรัดสุดๆ นอกจากนี้แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง แถมยังมีการเชื่อมต่อ Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax)  และ USB PD ล้ำๆ ด้วย

จากการทดสอบใช้งานจริงเล่นเกมจริงๆ เห็นได้ชัดถึงความทรงพลังของชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900HS มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมเหนือชั้นกว่า AMD Ryzen 3000 H Series เป็นเท่าตัว รวมไปถึงยังแรงกว่า Intel Core i Gen 9H ด้วย โดยมาพร้อมชิปประมวลผลได้สบายในราคาที่ถูกกว่าคุ้มค่ากว่า ในส่วนของการ์ดจอก็ยังเลือกใช้ทาง NVIDIA อย่าง GeForce RTX 2060 Max-Q ที่ให้ทั้งความแรงที่สุดของ AMD Gaming Notebook และร้อนน้อยมากๆ  ซึ่งแรงกว่าจากเดิมๆ แล้ว ASUS ยัง OC เพิ่มความแรงเข้าไปอีก ที่สำคัญหน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูงที่ให้ค่า sRGB 96% พร้อม Refresh Rate ที่ 120Hz นับได้ว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แทบทั้งหมดเลยก็ว่าได้

ในตอนนี้ถ้าใครต้องการ Gaming Notebook ตัวแรง และได้สเปกใหม่และแรงสุดๆ ในค่าตัวเพียง 64,900 บาทเท่านั้น ASUS ROG Zephyrus G14 (GA401) สเปก Ryzen 9 4900HS + GeForce RTX 2060Max-Q ก็ตอบโจทย์อยู่ ได้การรับประกัน 2 ปีแบบทั่วโลก ส่งศูนย์ได้หรือฝากส่งเคลมผ่านร้าน 7-11 ก็ได้ และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็มอย่างไรก็ตามในส่วนของข้อสังเกตุก็คือ ความคุ้มค่าต่อราคาต่อประสิทธิภาพสู้ ASUS TUF Gaming A15 (FA506) คาดว่าประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะรุ่นท็อปใช้เป็น Ryzen 9 4900H ที่ค่า TDP 45W แต่ก็แรงกว่า (39,900 บาท) แต่ถ้าเทียบกับราคาและฟีเจอร์ล้ำๆ อื่นๆ แล้วถือว่ารับได้สบายมากๆ อันนี้ก็ต้องตัดสินใจกันเองอีกที

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ROG Zephyrus G14 GA401 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ ROG โน๊ตบุ๊คสายคุ้มค่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม ที่สำคัญคือขอบจอบาง ทำให้มิติตัวเครื่องใกล้เคียงพวกจอ 13.3″ ด้วยซ้ำวัสดุคุณภาพดีงานประกอบก็เยี่ยมทั้งอลูมิเนียมอัลลอยด์และพลาสติกเกรดดี เอาไปทำงานหรือเล่นเกมได้หมดรอบด้าน พร้อมฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม จำนวน 6,536 พร้อมมีไฟ LED เป็นพันๆ ดวงปรับแต่งได้ผ่านซอฟต์แวร์

Best Performance

ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix สเปคเป็น AMD Ryzen 9 4900HS + NVIDIA GeForce RTX 2060 Max-Q+ จอ IPS 120Hz ขอบหน้าจอบาง + Ram 32GB Bus 3200MHz + SSD M.2 NVMe PCIe 1TB โดยมี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ซึ่งทดสอบการใช้งานเล่นเกมจริงแล้วแรงกว่า Gaming Notebook รุ่นก่อนๆ ทั้ง AMD / Intel มากๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี ส่วนการใช้งานทั่วไปนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ หรือเล่นเกมก็ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ที่สำคัญได้ความเป็น ROG Zephyrus G ที่พรีเมียม บางเบา เรียกได้ว่าคุ้มค่าจนหาตัวจับได้อยากทีเดียว สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 14″ แบบนี้

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านการพกพาบางเบาก็คือขนาดที่กะทัดรัด ตัวเครื่องเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่า 10 ชั่วโมง และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ครอบคลุม ซึ่ง ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix ตอบโจทย์ทั้งสามด้านได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเบา และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่รองรับทั้ง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax)รวมถึง Bluetooth 5.0 หรือหากต้องการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม ตัวเครื่องก็ยังมีพอร์ตที่ครบครันสำหรับการใช้งานทั่วไปด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจากการที่มีพอร์ต USB 3.2 Type-C เทคโนโลยี USB PD (USB Power Delivery) ทำให้ชาร์จไฟได้สะดวกด้วย


© Copyright - Notebookspec.com All Rights