Home » 0. TOP content

จัดอันดับ Notebook จอ IPS คุณภาพสูง สีตรง ค่า sRGB 95% / AdobeRGB 72% + ราคาถูกสุดๆ ไม่เกิน 20,000 บาท

7 Nov 19 - By l

Notebook รุ่นใหม่หน้าจอพาเนล IPS ในตอนนี้มีกันให้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลายรุ่นทีเดียว โดยมีตั้งแต่ราคาถูกๆ หมื่นกว่าบาท จนไปถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ แน่นอนว่าในส่วนของ Notebook หน้าจอพาเนล IPS เอาจริงๆ แล้วก็มีอยู่หลายเกรดด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็น IPS เหมือนๆ กัน แต่คุณภาพในการแสดงผลก็แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงความแม่นยำของสี ขอบเขตสีก็มีทั้งระดับกลางๆ หรือสูงๆ ซึ่งกรณีที่เน้นใช้งานจริงจัง ทำงานระดับมืออาชีพ แนะนำว่าควรได้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB 90% / AdobeRGB 70% ขึ้นไป จึงจะเหมาะสมกับการทำงานกราฟิกหรือ Artwork รวมไปถึงโปรเซสไฟล์ภาพถ่ายหรือตัดต่อวีดีโอ

ในบทความนี้เราจะมาจัดอันดับ Notebook หน้าจอ IPS คุณภาพสูงรุ่นอื่นๆ โดยให้สีตรงแม่นยำ ในราคาถูกสุดๆ ไม่เกิน 20,000 บาท จนไปถึงไม่เกิน 50,000 บาท จากผลการทดสอบของทาง NotebookSPEC ที่รีวิว Notebook มากที่สุด พร้อมกับการทดสอบการแสดงผลด้วย Hardware Calibration อย่าง Sdyder Elite 5 ที่ตรวจสอบค่าสีของหน้าจอได้อย่างแม่นยำ โดย Notebook แต่ละรุ่นก็จะมีความต่างกันไปทั้งสเปกที่อาจจะเน้นแรงเล่นเกมลื่นๆ ได้ หรือเน้นพกพาบางเบา ที่แน่ๆ คือมีแต่ Notebook รุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Intel / AMD ส่วนจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

1. ASUS ZenBook Flip 14 ราคา 19,990 – 22,990 บาท 

การออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็น 2-in-1 Notebook ที่ครบเครื่อง ทำให้ ASUS ZenBook Flip 14 UM462DA มีความคุ้มค่าที่สุด โดยมีน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม ทำให้ ASUS ZenBook Flip 14 UM462DA สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการที่สุดของโน้ตบุ๊คในเกรดระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์จากการที่เป็น ZenBook และสีสัน Metallic Light Grey ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์พรีเมียมเข้าไปอีกขั้น

วัสดุหลักของ ASUS ZenBook Flip 14 UM462DA เป็นพลาสติกเกรดสูงที่แทบจะไร้รอยต่อตลอดทั้งตัวเครื่อง โดดเด่นด้วยการออกแบบจอภาพไร้กรอบ NanoEdge แบบใหม่ที่ทำให้กรอบจอภาพมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อนเกือบ 10% จอแสดงผลขนาด 14″ แบบขอบจอบางทั้ง 4 ด้านทำให้มีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 90% ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานสไตลัส นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของ ZenBook Flip 14 จึงมีความอเนกประสงค์ มีประสิทธิภาพ และมีความสามารถในการพกพาได้อย่างยอดเยี่ยม

ASUS ZenBook Flip 14 UM462DA แบ่งออกเป็น 2 สเปกคือ ใช้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดตัวอย่างประพลังงานอย่าง AMD Ryzen 5 3500U และ  AMD Ryzen 7 3700U ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread โดยมี APU หรือการ์ดจอบนชิปเป็น Radeon VEGA 8 / 10 ที่รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันหมด คือได้แรมขนาด 8GB DDR4 ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ทำให้ทุกๆ การใช้งานลื่นไหลอย่างแน่นอน

ส่วนหน้าจอจะเป็นแบบมัลติทัชขนาด 14″ แบบกระจก รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD) ทดสอบแล้วขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ 95% / AdobeRGB 72% มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ที่สำคัญมีกล้องอินฟราเรด IR 3D Camera ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อปลดล็อคตัวเครื่องได้อีกด้วยตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit สีขาวมาให้ด้วย ที่สำคัญตัวเครื่องยังบางเฉียบ และมีน้ำหนักเบาเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมพับปรับได้ 360 องศา พร้อมบันเดิลปากกา Stylus อย่าง ASUS Active Pen มาให้เลยในกล่องเลย

พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาตามนี้คือ 1 x USB 2.0 Type-A, 1 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, Micro SD Card Reader และ Headset 3.5 mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.2 และ Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11a/b/g/n/ac ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว ประกัน 2 ปีเต็มตามมาตรฐาน ASUS พร้อมประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกอีกด้วย โดดเด่นด้วยการเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้

2. ASUS ZenBook 14 UM431D ราคา 24,990 บาท

ASUS ZenBook 14 UM431D เป็นโน้ตบุ๊กบางเบาที่เน้นความกะทัดรัด พกพาสะดวก โดดเด่นด้วยสเปกชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง AMD Ryzen 7 3700U ที่ทั้งแรงและร้อนน้อย พร้อมหน่วยความจำแรมและแหล่งเก็บข้อมูล SSD จัดเต็ม ได้ดีไซน์ตัวเครื่องขอบจอบางเป็นมาตรฐาน จากการใช้หน้าจอแสดงผล 14″ ขอบบางแบบ NanoEdge ซึ่งทำให้ ZenBook รุ่นนี้กลายเป็นโน้ตบุ๊กมิติตัวเครื่องเทียบเท่าขนาด 13.3″ เท่านั้น เบาสุดเพียงแค่ 1.4 กิโลกรัม ส่วนตัวเครื่องก็บางเพียง 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 4.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 145 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ASUS ZenBook 14 UM431D มีราคากลางอยู่ที่ 24,990 บาท ใช้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดตัวอย่างประพลังงานอย่าง AMD Ryzen 7 3700U (2.3 – 4.0 GHz) ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread โดยมี APU หรือการ์ดจอบนชิปเป็น Radeon VEGA 10 ที่รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ พร้อมแรมขนาด 8 GB DDR4 ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ทำให้ทุกๆ การใช้งานลื่นไหลอย่างแน่นอน

ส่วนหน้าจอจะเป็นแบบมัลติทัชขนาด 14″ แบบด้าน พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD) ทดสอบแล้วขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ 94% / AdbobeRGB อยุ่ที่ 72% มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ที่สำคัญมีสแกนลายนิ้วมือ Finger Print ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อปลดล็อคตัวเครื่องได้อีกด้วยตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit สีขาวมาให้ด้วย ที่สำคัญตัวเครื่องยังบางเฉียบ และมีน้ำหนักเบาเพียง 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น

พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาตามนี้คือ 1 x USB 2.0 Type-A, 1 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, SD Card Reader และ Headset 3.5 mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11a/b/g/n/ac ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว ประกัน 2 ปีเต็มตามมาตรฐาน ASUS พร้อมประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกอีกด้วย โดดเด่นด้วยการเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้

3. HP Pavilion Gaming 15 (จอ 144Hz) ราคา 23,900 – 30,900 บาท

HP Pavilion Gaming 15 รุ่นใหม่สเปก AMD Ryzen 5 3550H + GTX 1650 ถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่คุ้มค่าที่สุด ณ เวลานี้ โดยมาพร้อมประสิทธิภาพสูง ด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 3550H และการ์ดจอ GeForce GTX 1650 คุณภาพเยี่ยม ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็วด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรงทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก รวมไปถึงการรับประกันที่เป็นแบบ On-site Serive ระยะเวลา 2 ปี

หน้าตาการออกแบบเอง HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD Ryzen โดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีม่วงและยังมีสีเขียว โดยฝาหลังของตัวเครื่องมีโลโก้ HP เป็นเอกลักษณ์สีม่วงหรือเขียวสะดุดตาด้านบน ประกอบกับพื้นผิวสีดำด้านให้ความรู้สึกเป็น Gaming ที่ดี วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดี มองแล้วคล้ายกับโลหะ แต่ได้มีการปรับดีไซน์ใหม่ดูดลมเย็นได้ดีขึ้น ถือว่าน่าประทับใจไม่แพ้กัน กับมิติที่ตัวเครื่องที่เล็กลงเมื่อเทียบ Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ รุ่นก่อนๆ โดยบางลงเพียง 23.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.3 กิโลกรัม พร้อมขอบหน้าจอบางเฉียบ ทำให้เป็นโน้ตบุ๊คที่สเปกแรงอีกรุ่นที่พกพาไปใช้งานได้สะดวก

HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD Ryzen ตอนนี้จะมีอยู่ 4 สเปก 4 ราคา จำนวน 2 สี คือ ม่วงและเขียว หลักๆ โดยจะเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 3550H และ AMD Ryzen 7 3750H ซึ่งทำให้การใช้งานโดยรวมลื่นไหลแน่นอน มีรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญมาพร้อมกับการ์ดจอแยกตัวแรง 3 รุ่น อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1050 / 1650 / 1660 Ti พร้อมหน่วยความจำแรมขนาด 8GB มาตรฐาน DDR4 bus 2666 ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB (สามารถเพิ่มเติม HDD 2.5″ ได้ภายหลัง) เรียกได้ว่าเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหลแน่นอน ส่วนเกมออฟไลน์ปรับกลางๆ ลื่นไหลทุกเกมสบายๆ ตอบสนองได้คุ้มค่าราคา

ได้หน้าจอแบบด้านขอบจอบาง พาเนล IPS คุณภาพสูง ขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่ 60Hz (ยังไม่ได้ทดสอบ ไม่แน่ใจเรื่องคุณภาพสีขอบเขตสี) และรุ่นที่เป็น 144Hz ให้เลือก ซึ่งเราได้รีวิวแล้ว ทดสอบแล้วขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ 96% / AdbobeRGB อยุ่ที่ 72% ที่สำคัญได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ในราคาที่ถูกและคุ้มค่าไม่แพ้ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นในตลาด ที่ใช้สเปก AMD Ryzen 5 3550H (หรือ i5-9300H) + GTX 1650 ในรุ่นอื่นๆ ใกล้เคียงกัน ที่สำคัญจัดว่าเป็น Gaming Notebook ที่ใช้การ์ดจอ GTX 1650 ที่ถูกที่สุดในตลาดตอนนี้ก็ว่าได้

นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Realtek Wi-Fi 5 แบบ MU-MIMO มิติของตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 15 เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คจอขนาด 15.6 นิ้ว ก็มีขนาดเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัดแถมมีน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 2.3 กิโลกรัม พกพาง่าย พร้อมการรับประกัน 2 ปี ซ่อมฟรีถึงบ้านและบริการช่วยเหลืออื่นๆ อีกด้วย

4. Acer Swift 5 SF514-54 ราคา 29,990 – 34,990 บาท

Acer Swift 5 SF514-54 ปี 2019 สเปก Core i Gen 10 เป็นโน้ตบุ๊คที่เบามากๆ โดยมีน้ำหนักแค่ 990 กรัมออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบโน้ตบุ๊กรูปทรงกะทัดรัด พกพาง่าย ทำจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทาน เรียกได้ว่าถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ที่เบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดก็ว่าได้ ส่วนความบางอาจจะไม่มาก โดยอยู่ที่ 14.95 มิลลิเมตร แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊คพกพามาตรฐานระดับสูงอยู่ดี อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ได้ดีไซน์พิเศษโดยมียางรองขอบเครื่องด้านหลังช่วยยกตัวเครื่องให้เอียงสูงขึ้นเมือเรากางหน้าจอ ส่งผลให้พิมพ์ง่ายขึ้นและมุมมองดีขึ้นด้วย

บ่งบอกถึงสไตล์ผู้ใช้งาน ตัวเครื่อง Acer Swift 5 มีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัม แน่นอนว่าง่ายต่อการพกพา อีกทั้ง Acer Swift 5 ยังผลิตจากวัสดุอุปกรณ์ที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ตัวฐาน บริเวณที่วางมือ และฝาครอบทำจากอลูมิเมียนผสมแม็กนีเซียมอัลลอยด์ให้น้ำหนักเบาเป็นพิเศษแต่ก็ยังแข็งแรงและทนทาน กับสีสัน Charcoal Blueพร้อมแซมด้วยสีทองตามจุดต่างๆ เหมาะทั้งหนุ่มๆ หรือสาวๆ ยุคใหม่ที่ดูทันสมัยสวยงามลงตัว รวมไปถึงมีสี Moonstone White นับว่าเป็นอีกสีที่ดูหรูหราไม่แพ้กัน

Acer Swift 5 SF514-54 ปี 2019 สเปก Core i Gen 10 มาพร้อมกับ 2 สเปก 2 ราคา ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-1035G1 (1.0 – 3.6GHz) หรือ Intel Core i7-1065G7 (1.3 – 3.9GHz) ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลที่ดีและสามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้ที่ต้องบอกว่าแรงมากๆ เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ

พร้อมการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ทั้ง G1 / G7 ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และด้วยการที่เป็นสถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้ร้อนน้อยกว่าเดิม พร้อมประสิทธิภาพของ AI ที่เร็วขึ้น 2.5-3 เท่า นับว่าก้าวกระโดดจาก Acer Swift 5 รุ่นก่อนพอตัวเลยทีเดียว แรมภายในขนาด 8GB – 16GB DDR4 และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ รองรับการสำรองไฟล์ต่างๆ ได้แบบสบายๆ

ด้วยหน้าจอ 14″ แบบด้านขอบจอบาง รองรับการทัชสกรีน ที่ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ทดสอบแล้วขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ 97% / AdbobeRGB อยุ่ที่ 73% สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็พอได้บ้าง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็ลื่นไหล จากการที่มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX250 (2GB GDDR5) ที่แรงพอๆ กับ GTX 950M เลยทีเดียว

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ เช่น Thunderbolt 3 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก และ Card Reader มาให้ด้วย ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี โดยปีแรกเป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน และกรณีส่งซ่อมตามศูนย์ก็จะซ่อมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมงอีกด้วย ที่สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) มาใช้งานทันที นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์

5. MSI Prestige 14 / 15 ราคา 43,900 – 47,900 บาท

MSI Prestige 14 เป็นโน้ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นออกมาจากผลิตภัณฑ์ Gaming Notebook แบบปกติของ MSI ด้วยความบาง 15.9 มม. และน้ำหนักที่เบาเพียง 1.29 กิโลกรัม รูปแบบโน้ตบุ๊คบางเบาเรียกได้ว่าถือมือเดียวได้สบายๆ พกพาไปใช้งานนอกบ้านได้อย่างสะดวก มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i7-10710U รุ่นใหม่แรงสุดในรุ่น สถาปัตยกรรม Comet Lake ที่ 14 นาโนเมตร ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ให้ความแรงที่ทรงพลังเทียบเท่า Core i Gen 9 ตระกูล H ได้การ์ดจอรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q (4GB GDDR 5) แรม 16 GB พร้อม SSD NVMe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 ในราคาเพียง 43,900 บาท (มีบันเดิลเมาส์ไร้สาย MSI Prestige สุดพรีเมียมมาให้ด้วย)

สเปกหน้าจอขนาด 14″ แบบด้าน ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ทดสอบแล้วขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ 92% / AdbobeRGB อยุ่ที่ 71% ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจอย่างสุดๆ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

พร้อมด้วยฟีเจอร์ True Color เพื่อให้สีสันมีความแม่นยำตรงกับใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ทำให้การแสดงผลของสีที่มีมิติมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยมาตรฐานความแม่นยำของสีที่เป็นที่ยอมรับกันในอุตสาหกรรมชั้นนำอย่าง Delta-E<2 ที่จะช่วยการันตีว่าสีที่ได้นั้น มีความถูกต้องและแม่นยำแน่นอน หน้าจอ True Pixel ทั้งหมดของ MSI นั้น ยังได้รับประกันคุณภาพจากการตรวจสอบของมาตรฐานระดับโลกอย่าง CalMAN เพื่อการแสดงผลของภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ แทบไม่ต้องอัพเกรดอะไรเลย ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX (แรงกว่า AC สามเท่า) และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต เป็นมาตรฐานอีกด้วยในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call ติดตั้งไว้ใต้หน้าจอ เพราะขอบจอบางมากๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้มาใช้งานได้ทันทีในการเปิดเครื่องครั้งแรก พร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI

นอกจากนี้ยังมีรุ่นหน้าจอ 15.6″ อย่าง MSI Prestige 15 ที่มีความละเอียดอยู่ที่ Full HD พาเนล IPS แบบด้าน ทดสอบแล้วขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ 92% / AdbobeRGB อยุ่ที่ 71% โดยตัวเครื่องมีนำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งได้สเปกเหมือน MSI Prestige 14 แต่มีราคาสูงกว่าอยู่ที่ 47,900 บาท (เหนือกว่าที่ได้ SSD 1TB) เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊ค เบาสุด ในขนาดหน้าจอ 15.6″ แต่ก็แรงสุดด้วย ในงบประมาณที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก



© Copyright - Notebookspec.com All Rights