Home » 0. TOP content

NBS Award – จัดอันดับสุดยอดโน้ตบุ๊คประจำปี 2018 รุ่นไหนโดดเด่นที่สุดในสายอะไร ไปดู !!!

6 Dec 18 - By l

เป็นธรรมเนียมทุกๆ ปี ที่ทาง NotebookSPEC หรือ NBS ของเรานั้นจะมาประกาศผล Award สุดยอดโน้ตบุ๊คประจำปี 2018 ซึ่งในปีนี้ก็มีโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่หลากหลายรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เข้ามาเป็นที่สุดของแต่ละสาย บอกเลยว่าทีมงานนั้นเลือกสรรค์มาได้อย่างลำบากใจกันเลยทีเดียว เพราะรุ่นนั้นก็ดี รุ่นนี้ก็เด่น แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาชี้วัดกันว่า โน้ตบุ๊ครุ่นไหนโดดเด่นที่สุดในสายอะไร โดยแบ่งออกมาเป็นดังต่อไปนี้

The Best Gaming Notebook 2018

ASUS ROG Strix GL504 Hero II

ASUS ROG Strix GL504 Hero II หนึ่งใน Gaming Notebook ระดับไฮเอนด์ ที่มีคนรอคอยมากที่สุดจาก ROG เป็นการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง ASUS ROG Strix GL503 Hero ทั้งดีไซน์ที่สวยงามและความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพ ศักยภาพเทียบเท่า Gaming Desktop แต่พกพาสะดวกสบายกว่าเยอะ

โดยโดดเด่นกว่าตรงที่ดีไซน์สวยขึ้นดีขึ้น ฝาหลังอะลูมิเนียมเรียบหรู เครื่องดูมิติเล็กลง ขอบจอบางฉียบ พร้อมทั้งมี Light Bar RGB เสริมความสวยงาม ส่วนโลโก้ด้านหลัง ROG ก็สามารถเปลี่ยนสีไฟ RGB ได้ด้วย อีกทั้งปุ่ม QWER มีความใสขาวสว่างแสดงไฟชัดขึ้น

ด้านสเปก ASUS ROG Strix GL504 Hero II เป็น Gaming Notebook ที่โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ที่รองรับการแสดงผลที่ 144Hz ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-8750H + GTX 1060 6GB นอกจากนี้ยังได้ SSD มาเป็นมาตรฐานพร้อม SSHD และ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันที

ที่สำคัญระบบระบายความร้อน HyperCool Pro สนนราคา ASUS ROG Strix GL504 Hero II อยู่ที่ 59,990 บาท ส่วนการรับประกันแน่นอนว่าเป็น เวลา 2 ปี พร้อมประกันอุบัติเหตุอีก 1 ปี จากทาง ASUS Thailand ที่เราสามารถส่งได้ตามศูนย์บริการ หรือใครจะสะดวกฝากส่งเคลมตามร้าน 7-11 ทั่วประเทศก็สามารถทำได้เช่นกัน

สรุปแล้ว ASUS ROG Strix GL504 Hero II ถือว่าเป็น Best Gaming Notebook 2018 เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงทั้งด้วยชิปประมวลผลและกราฟิกการ์ดที่แรงเพียงพอกับทุกเกมในตลาด พร้อมจอพาเนล IPS 144Hz ซึ่งเป็นหน้าจอที่ดีที่สุดของ Gaming Notebook ในตลาดที่สำคัญตัวเครื่องยังบางเบาลง ไม่แค่นั้นเรื่องระบบระบายความร้อนก็ทำได้ดี ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคา 59,990 เหมาะกับคนที่งบถึงเงินถึงและต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ที่สเปกใกล้เคียงกัน

… อ่านรีวิว ASUS ROG Strix GL504 Hero II 

The Best Value Notebook 2018

Acer Nitro 5 Carbon

Gaming Notebook สุดร้อนแรงคุ้มค่าที่มีคนพูดถึงมากที่สุดอีกรุ่นกับ Acer Nitro 5 Carbon ซึ่งคราวนี้มาพร้อมกับบอดี้คาร์บอร์นไฟเบอร์แบบใหม่ ซึ่งสเปคก็จัดเต็มเหมือนเดิมและมีราคาเริ่มต้นเพียงสองหมื่นกลางๆ เท่านั้น ทำให้โดนใจเหล่าเกมเมอร์เป็นอย่างมากทั้งหน้าตาและสเปคที่เลือกใช้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุด อย่างรุ่นเริ่มต้นจะเลือกใช้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-8300H แบบ 4 Cores/8 Threads ที่แรงกว่า i7-7700HQ เสียอีก ส่วนการ์ดจอก็เป็น NVIDIA GeForce GTX 1050 + Ram 8 GB และ Windows 10 แท้

ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 24,990 บาท ไปจนถึง 34,990 บาท ที่เป็นในส่วนของสเปก i7-8750H + GTX 1050Ti และ i5-8300H + GTX 1060 หน้าจอ 144Hz รวมไปถึงยังมีในส่วนของสเปกที่เป็นฝั่งของ AMD ทั้งซีพียูและการ์ดจอ เรียกได้ว่ามีตัวเลือกของสเปกค่อนข้างหลากหลายทีเดียว โดย Acer Nitro 5 Carbon มาพร้อมกับประกัน 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ยอมรับว่าทาง Acer นั้นจัดเต็มจริงๆ เรื่องของการบริการ

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมของ Acer Nitro 5 Carbon ทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของ FPS จากเกมที่ทดสอบ เรียกได้ว่าปรับสุดทุกอย่างมีคะแนน FPS มากกว่า 30 FPS ขึ้นไปทุกเกม อย่างเกมที่กินทรัพยากรพออย่าง Battlefield 1, GTA V ก็สามารถเล่นได้ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับ Ultra กับ Very High ตามลำดับภาพที่ได้ก็สวยจนน่าประทับใจ ซึ่งดูจากเฟรมเรทเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า 40 FPS เรียกได้ว่าแรงเหลือๆ ไม่มีอาการแลค หรือโหลดฉากไม่ทันแต่อย่างใด

ส่วนอีก 2 เกมออนไลน์ที่ทีมงานเล่นกันเป็นประจำอย่าง Overwatch, DOTA 2 ค่าเฟรมเรทไม่เฉลี่ยไม่ต่ำ 50 เฟรมเช่นกัน พูดได้เลยว่าลื่นไหลหายห่วง ไม่ว่าจะเป็นฉากบวก ฉากตะลุมบอนก็สามารถเล่นได้อย่างสบายๆ ต่อมาดูเกมเกม PUBG และ Far Cry 5 กันบ้างซึ่งทางทีมงานได้ปรับเป็นแบบ High ซึ่งตัว Acer Nitro 5 Carbon ก็สามารถเล่นได้ค่อนข้างลื่นเลยทีเดียว จัดได้ว่าราคาคุ้มค่าต่อสเปกมากๆ

สรุปแล้ว Acer Nitro 5 Carbon เป็น Best Value Notebook 2018 ที่ Acer ส่งมาตีตลาดเกมมิ่งโน้ตบุ๊คที่เน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ซึ่งตัว Acer Nitro 5 Carbon เองก็คุ้มค่ามากๆ และถือเป็รตัวเลือกหลักของเกมเมอร์งบน้อยเลยทีเดียว ด้วยสเปคที่ติดตั้งซีพียูและการ์ดจอตัวแรงในราคาเริ่มต้นไม่แพง พร้อมทั้งยังมีรุ่นที่เป็นจอ IPS 144Hz ให้เลือกอีกด้วย

… อ่านรีวิว Acer Nitro 5 Carbon

The Best Ultrabook 2018

Acer Swift 5

Acer Swift 5 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีน้ำหนักเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในโลก โดยมีน้ำหนักแค่เพียง 970 กรัมเท่านั้น (หรือ 0.970 กิโลกรัม) กับมาตรฐานหน้าจอขนาด 14 นิ้วใช้พาเนลแบบ IPS เรียกได้ว่าเป็น Ultrabook รุ่นใหม่ที่น่าสนใจจริงๆ มาพร้อมชิปประมวลผล Intel สถาปัตยกรรม Kaby Lake-R รุ่นใหม่ล่าสุด อีกทั้งยังมาพร้อมกับลำโพงที่มีเทคโนโลยี Dolby Audio แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง

สเปกของ Acer Swift 5 ถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่นด้วยกัน กับราคา 32,990 บาท ที่เป็นรุ่นเริ่มต้น และ 42,990 บาท ที่เป็นรุ่นท็อป โดยรุ่นเริ่มต้นจะเป็น Intel Core i5-8250U ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด แรม 8GB การ์ดจอเป็นออนบอร์ด UHD 620 ตัวแรง พอเล่นเกมออนไลน์ 3 มิติได้ พร้อมฮาร์ดดสก์แบบ SSD ความจุ 256 GB หน้าจอ 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS และระบบสัมผัสทัชสกรีน ที่สำคัญได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้พร้อมใช้งาน

อีกรุ่นที่ราคาสูงกว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-8550U เพิ่ม SSD เป็นความจุ 512GB เหลือเพียงในเรื่องความเร็วและความจุในการใช้งานทั่วไปมากๆ เรียกได้ว่าสเปกนั้นใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหลไร้สะดุดแน่นอน จากชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดตัวแรง พร้อม SSD และแรมขนาด 8GB ที่พอเพียงแล้วปัจจุบัน สนนราคา 42,990 บาทสำหรับรุ่น Core i7 ที่เป็นตัวท็อปสุด ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี (On-site ปีแรก) ซ่อมฟรีถึงบ้าน ซึ่งยังมีรุ่น Core i5 ในราคาที่ถูกลงเพียง 32,990 บาท

จะเห็นว่า Acer Swift 5 ได้อะไรที่เหนือกว่าโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่นด้วยกัน ทั้งความเบาอย่างที่สุด ราคาที่คุ้มค่า และประกันที่ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน สูงสุดถึง 3 ปีด้วยกันในรุ่นท็อป ส่วนรุ่นเริ่มต้นจะเป็นแบบ 2 ปี On-site Service ทำให้กรณีที่เครื่องมีปัญหา แค่โทรไปก็จะมีเจ้าหน้าที่ Acer มาจัดการให้ถึงหน้าบ้านทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปเคลมแบบเดิมๆ อีกต่อไป

ที่สำคัญ Acer Swift 5 มีระบบปฏิบัติการ Windwos 10 ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานทันที สนนราคาต่อสเปกต่อสิ่งที่ได้ทั้งหมดแล้วก็ถือว่าราคาไม่แพงเลย เหมาะสำหรับคนทำงานพนักงานออฟฟิศหรือนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการโน้ตบุ๊คบางเบาที่สุด ที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คปกติ ทำให้เราสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

… อ่านรีวิว Acer Swift 5

The Best 2-in-1 Notebook 2018

HP ENVY 13 X360

HP ENVY x360 เป็นอีก 2-in-1 Notebook ที่เหนือการคาดหมายเอาไว้มาก มองเห็นครั้งแรกคิดว่าจะราคาสักสี่หมื่นห้าหมื่นแต่ที่ไหนได้แค่ 29,990 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่า HP ทำราคาตัวนี้ออกมาได้ดีจริงๆ สมกับเป็นโน้ตบุ๊ค 2-in-1 ที่ขายดีที่สุด ด้วยสเปคที่โอเคไม่ต้องอัปเกรดอะไรเพิ่มแล้ว หน้าจอจะเป็นแบบมัลติทัชขนาด 13.3 นิ้ว รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล(Full HD) แถมตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit สีขาวมาให้ด้วย ที่สำคัญตัวเครื่องยังบางเฉียบกว่าเดิม และมีน้ำหนักเบาเพียง 1.30 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมพับปรับได้ 360 องศา

HP ENVY x360 13 ที่ใช้สเปคเป็นค่ายแดง AMD Ryzen 5 2500U การ์ดจอออนบอร์ด VEGA 8 ประสิทธิภาพใช้ได้ ควบคู่กับ Ram 8 GB และ SSD m.2 256 GB PCIe NVMe ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส  13.3 นิ้ว Full HD IPS 60 Hz พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 29,900 บาท ประกัน 2 ปี On-Site  หรืออีกรุ่นจะเป็น AMD Ryzen 7 2700U + AMD Radeon RX Vega 10 ราคา 32,900 บาท

โดยวัสดุที่ทาง HP เลือกใช้บอดี้จะเป็น Aluminum ทั้งหมด สี Dark Ash Silver ดีไซน์แบบมินิมอลและพื้นผิวขัดลายเพิ่มความหรูหราอย่างมีระดับ พร้อมกับโลโก้ HP ที่เป็นสีเงินเงางามบริเวณกลางฝาหลัง ส่วนด้านในเครื่องบริเวณหน้าจอกระจกขอบบางเฉียบที่เป็น Corning Gorilla Glass ทั้งบาน ซึ่งเล่นสีกับขอบจอด้านในเป็นสีดำดูเข้ากันดี

อีกทั้งหน้าจอยังเป็นระบบสัมผัสที่รองรับการใช้งานมัลติทัชแถมลื่นเสมือนใช้สมาร์ทโฟนและยังรองรับการใช้ปากกา Stylus ที่ใช้สำหรับงานวาดรูป รองรับแรงกดได้หลายระดับเสมือนวาดบนกระดาษเลยจริงๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ยี่ห้ออื่นไม่มีคือ HP Sure View ฟีเจอร์กันคนแอบมองจอ และลำโพงแบบ Quad Speakers ของ Bang & Olufen ที่หาได้ยากมากในโน้ตบุ๊คราคาระดับนี้ ซึ่งถือได้ว่า HP ENVY x360 จัดมาเต็มจริงๆ

… อ่านรีวิว HP ENVY x360

The Best Notebook Innovation 2018

ASUS ZenBook Pro 15

ประทับใจกับการมาของ Notebook Core i9 สายหรูโหดโคตรจริงจัง อย่าง ASUS ZenBook Pro 15 UX580 รุ่นหน้าจอ 15.6″ ความบางของตัวเครื่องเพียง 18.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 1.88 กิโลกรัมเท่านั้น ที่ไม่ว่าจะเอาไปทำงานหรือความบันเทิง รวมไปถึงการเล่นเกมก็ตอบโจทย์ทั้งหมด ด้วยสเปก Core i9 + GTX 1050Ti ประสิทธิภาพแรงกว่า Desktop PC ชัดๆ ที่มาในรูปแบบของโน้ตบุ๊ค ที่ต้องบอกว่าเหมาะสำหรับสายการทำงานมืออาชีพหนักๆ ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อวีดีโอ หรือโปรเซสไฟล์ภาพนิ่ง หรือทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน

หน้าจอละเอียด 4K Ultra HD พาเนลเป็น IPS คุณภาพสูง พร้อมขอบเขตสีที่ดีมากๆ รวมไปถึงขอบจอก็ยังบางเฉียบตามสไตล์ของโน้ตบุ๊คในปัจจุบัน อีกทั้งตัวเครื่องเองยังรองรับการต่อหน้าจอออกไปด้วยกันถึงอีก 3 หน้าจอ ผ่านทางพอร์ต Thunderbolt 3 จำนวน 2 ช่อง และ HDMI อีกหนึ่งช่อง ที่สำคัญยังสามารถเปิดหน้าจอที่ 5 ได้ด้วยผ่านทางทัชแพดแบบเดิมๆ แต่เปลี่ยนเป็น ScreenPad !!! ส่วนดีไซน์การออกแบบที่ต้องยอมรับว่า ASUS ทำการบ้านซีรีส์ของ ZenBook มาดีโดยตลอด

ในเรื่องของสเปก ASUS ZenBook Pro 15 UX580 นั้น แบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือรุ่น Core i7 + GTX 1050 ส่วนอีกรุ่นจะเป็นเครื่องที่เราได้มารีวิว ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i9-8950HK ที่มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.9 GHz และเร่งความเร็วด้วย TurboBoost ได้เป็น 4.8 GHz ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด การ์ดจอออนบอร์ดก็แน่นอนว่าต้องเป็น Intel UHD Graphics 630

ส่วนการ์ดจอแยกที่ติดมาให้นั้นจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1050Ti ที่มีความแรงพอตัว แต่ร้อนน้อยและประหยัดพลังงาน แรมก็ให้มา 16GB DDR4 แบบ 8GB x 2 ส่วน SSD มีมาให้ขนาด 512GB มาพร้อมความเร็วสูง PCIe Gen3 SSD ที่สำคัญเลยก็คือใช้จอขนาด 15.6 นิ้ว แบบด้าน พาเนล IPS ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล มาตรฐาน Ultra HD 4K แถมตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit มาให้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานหรูหราระดับสูงสุดของทาง ASUS ก็ว่าได้

แต่ถ้าใครเน้นทำงาน พกพาไปน้อยสถานที่ แบบเน้นความแรงของชิปประมวลผลสูงๆ โดยที่บางโอกาสก็เล่นเกมบ้าง ASUS ZenBook Pro 15 UX580 ก็ตอบโจทย์เป็นรุ่นแรกๆ ก็ว่าได้ ที่สำคัญยังล้ำหน้าด้วย ScreenPad ที่เป็นรุ่นแรกของโลกที่ติดตั้งมาพร้อมใช้งานอีกด้วย กับราคารุ่น Core i9 อยู่ที่ 89,990 บาท ที่ต้องบอกว่าไม่แพงเลย หรือถ้าให้พูดจริงๆ คือ โน้ตบุ๊คชิป Core i9 ที่ถูกที่สุดในตลาดด้วยซ้ำ ใครงบไม่ถึงจริงๆ ก็ลองดูเป็น ASUS ZenBook Pro 15 UX580 รุ่น Core i7 ที่ได้การ์ดจอเป็น GTX 1050 กับราคา 69,990 บาท ถูกกว่า 20,000 บาท

… อ่านรีวิว ASUS ZenBook Pro 15 UX580

The Best Trust Notebook 2018

Dell/Alienware

ยอมรับเลยว่าสำหรับแบรนด์ Dell และ Alienware เป็นแบรนด์ที่คนให้ความเชื่อมั่นเชื่อถือเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเพราะเรื่องงานประกอบ ดีไซน์ที่ดูทนทาน รวมไปถึงการรับประกันแบบซ่อมฟรีถึงบ้าน เป็นเจ้าแรก ทำให้เกิดภาพจำกับผ้ใช้งาน ส่งผลให้ในสเปกหรือฟีเจอร์ใกล้เคียงกัน แม้ราคาค่าตัว Dell จะสูงกว่า แต่ด้วยความเชื่อมั่นคนบางคนก็ยอมจ่าย เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของแบรนด์ Dell อย่างชัดเจน กับภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นมา

อย่างล่าสุดในเป็นส่วนของ Dell G7 15 7588 หลังจากที่ทำตลาดบนด้วย Alienware มาอย่างยาวนาน และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำตลาด Gaming Notebook ราคาคุ้มค่าไม่แพงด้วย Inspiron 15 7000 Series แต่ล่าสุดต้อนรับการมาของชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง Core i Gen 8 ที่เป็นตระกูล H ก็ได้มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ออกมาแล้ว มีการอัพเกรดดีไซน์การออกแบบ รวมไปถึงมีพอร์ต Thunderbolt 3 โดยเป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจาก Dell Inspiron 7577 ก็ว่าได้

รวมไปถึงยังมี Dell XPS 13 (9370) รุ่นใหม่ กับโน้ตบุ๊คประเภท Ultrabook ระดับบน ขั้น Ultimate ด้วยขนาดเล็กกะทัดรัด พร้อมรูปลักษณ์เพรียว เบา บางเฉียบยิ่งขึ้น ด้วยจอแสดงผลแบบ InfinityEdge ขอบจอบางเฉียบ มีให้เลือกใช้เท่ๆ ใน 2 สไตล์ 2 สีสัน ได้แก่ Platinum Silver และ Black มาพร้อม Rose Gold และ Alpine White

อีกทั้ง Alienware แบรนด์ Gaming ของทาง Dell มีการนำเสนอทั้งในส่วนของ Desktop และ Notebook มาอย่างยาวนาน รวมไปถึงในตอนนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อย่าง มอนิเตอร์ เมาส์และคีย์บอร์ดด้วย อย่าง Gaming Notebook อย่าง Alienware เป็นโน้ตบุ๊ตเล่นเกมจริงจัง ขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้ว หรือ 17.3 นิ้ว ที่ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดจากทาง Intel อย่าง Core i ซึ่งเป็นตัวเน้นประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการที่ Overclock และการ์ดจอระดับสูงรุ่นล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1080 แรมขนาด 32GB DDR4 พร้อม SSD 512GB และฮาร์ดดิสก์ 1TB จัดเต็ม ขาดไม่ได้เลยก็คือ Windows 10 ส่วนความพิเศษอยู่ตรงที่หน้าจอรองรับ 120Hz พร้อมเทคโนโลยี G-Sync อีกทั้งยังมี Tobii Eye Tracker ซะด้วย

สำหรับระบบระบายความร้อนจัดได้ว่าเป็น Gaming Notebook ที่มีความร้อนและเสียงรบกวนที่ค่อนข้างต่ำทีเดียว รวมถึงมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ พอร์ตการเชื่อมต่อสุดล้ำ USB 3.1 Type-C และ Thunderbolt 3 รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งานที่ต้องบอกว่าหาได้ยากในโน้ตบุ๊คทั่วๆ ไป

แน่นอนว่านั่นก็มาจากการที่ Dell มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมกับมาตรฐานของ Dell ที่มีแฟนๆ เชื่อมั่นอยู่เสมอมา ที่สำคัญด้วยบริการ Dell Premium Support ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก วันทำการ (On-site Sevice) ระยะเวลาสูงสุด 3 ปีเต็มด้วย ทำให้มั่นใจได้เลย บริการหลังการขายของ Dell นั้นยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน 

Dell Alienware 17 R4 Review-35

… อ่านรีวิว Dell G7 15 7588

… อ่านรีวิว Dell XPS 13 (9370)

… อ่านรีวิว Alienware 17 R4

The Best Gaming Notebook Ultra Thin 2018

MSI GS65 / MSI GF63

MSI GS65 Stealth Thin เป็น Gaming Notebook ตัวแรง แต่เบาแค่ 1.88 กิโลกรัม และบาง 17.9 มิลลิเมตร ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7- 8750HQ (2.20 – 4.10 GHz) ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวบนอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1070 Max-Q (8GB GDDR5) ที่ทั้ง 2 อย่างนี้ระดับ Desktop มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe จำนวน 2 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 แบบ Dual Channel แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัพเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล

นอกจากนี้มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6 นิ้ว ที่ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพสูง VA ที่เทคโนโลยี Wide Viewing Angle Display ให้จอแสดงผลมีมุมมองกว้าง เทียบเท่า IPS แบบสบายๆ พร้อมเทคโนโลยี MSI True Color Technology ปรับโปรไฟล์สีให้ตรงกับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ ที่สำคัญต่างจากรุ่นก่อนหน้าก็คือการรองรับ 144Hz ส่งผลให้เล่นเกมได้ลื่นไหลสุดๆ และตัวเครื่องยังมีลำโพงจากแบรนด์ Dynaudio พร้อมซอฟแวร์เสียง Nahimic เวอร์ชั่น 3 ขับเสียงได้ดียิ่งกว่า มาพร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

พร้อมการรับประกันมาตรฐาน MSI จำนวน 2 ปี สนนราคา MSI GS65 8RF Stealth Thin อยู่ที่ 72,900 บาท ส่วนอีกรุ่นจะเป็น MSI GS65 8RE Stealth Thin ราคา 59,900 บาท ที่จะมีความต่างกันในส่วนของการ์ดจอที่เป็น GTX 1060 Max-Q (6GB GDDR5) และแรมเป็น 8GB ส่วนสเปกอื่นๆ รวมไปถึงดีไซน์นั้นเหมือนกันหมด ไม่ต่างกันเลย อันนี้ก็อยู่ที่เพื่อนๆ จะเลือกแบบไหนมาใช้งานกัน เพราะราคาก็ต่างระดับหมื่นบาท

ดีไซน์ตัวเครื่องออกแบบมาใหม่หมด บอดี้เป็นอลูมิเนียมอัลลอยสีดำขอบทอง ซึ่งแตกต่างจากรุ่นอื่นก่อนหน้านี้ที่จะเป็นสีดำขอบแดง โดย MSI GS65 Stealth Thin จะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว Full HD IPS-Level รองรับที่ 144 Hz ขอบเขตสี 93% sRGB คีย์บอร์ด Steelseries RGB แบบใหม่ที่ตัด Numpad ทิ้ง ลำโพงเลือกใช้ของ Dynaudio ระบบเสียง Nahimic 3 รองรับระบบเสียงแบบ Hi-res จัดเต็ม ที่สำคัญเหนือกว่า Gaming Notebook ทั่วไปด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 8+ ชั่วโมง

ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันหายห่วงทั้ง Thunderbolt 3, USB 3.1 Type-A x3, RJ45, HDMI, Mini-DisplayPort รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน แต่น่าเสียดายที่ตัดช่อง SD Card Reader ออกไปด้วย ซึ่งเข้าใจว่าไม่เหลือที่แล้ว เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook เครื่องเดียวจบครบในตัวเดียว ประสิทธิภาพแรงลื่นไหล จอสวยเทพ 144Hz บางเบาพกพาสะดวก ทั้งทำงานและเล่นเกมตอบโจทย์ได้ลงตัว ถ้าให้ซื้อ Gaming Notebook บางเบา ในราคาไม่แพงแต่แรงที่สุด MSI GS65 คือคำตอบ

… อ่านรีวิว MSI GS65

MSI GF63 ที่เป็น Gaming Notebook รุ่นใหม่  ที่เน้นในส่วนของหน้าตาตัวเครื่องที่สวยงาม มีการออกแบบมาให้มีความเรียบหรูและบางเบากว่าเดิม พร้อมฟีเจอร์มากมายจัดเต็ม โดยตัวเครื่องที่ทีมงานได้มานั้นจะใช้สเปค Intel Core i7-8750H + NVIDIA GeForce GTX 1050Ti + หน้าจอ 15.6 ขอบบาง Full HD IPS 60 Hz ในราคา 32,900 บาท ส่วนรุ่นที่เป็นการ์ดจอ GTX 1050 จะมีราคาอยู่ที่ 29,900 บาท พร้อม Windows 10 แท้ ประกัน 2 ปีเต็ม

MSI GF63 ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7-8750H (2.20 – 4.10 GHz)  ทำงานแบบ 6 Core/12 Thread ประสิทธิภาพแรงเหลือๆ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวแรงระดับ Desktop อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1050Ti Max-Q (4GB GDDR5) มีที่เก็บข้อมูล 1 TB 5400 RPM พร้อมรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8 GB แบบ DDR4 จำนวน 1 แถว อัปเกรดได้สูงสุด 32 GB (ใส่ Ram ได้ 2 แถว)

นอกจากนี้มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6 นิ้ว ที่ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพสูง IPS ให้จอแสดงผลมีมุมมองกว้าง สวยงาม ไม่ว่าจะดูหนังหรือเล่นเกมก็สามารถใช้ได้ดีชัดเจน ลำโพงก็เลือกใช้ซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม สำหรับ MSI GF63 ถือว่าเป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊คซีรีส์ใหม่ GF รุ่นล่าสุดที่ทำออกมาได้ดีมากๆ (เทียบท่า GP) ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางเบาและพกพาได้สะดวก น้ำหนัก 1.86 กิโลกรัม

โดยยังคงรักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลัง ด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง แม้แต่ฝาหลังก็สื่อความเป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมได้เต็มเปี่ยมถูกใจคอเกมอย่างสุดๆ วัสดุอลูมิเนียมขัดเงาบรัชเป็นล่นเส้นๆ แนวตั้งดูโดดเด่นแบบเรียบง่าย พร้อม ด้วยโลโก้มังกรแดง Dragon Army มินิมอลสุดๆ

ในส่วนของช่องระบายความร้อนของ MSI GF63 มีด้วยกัน 2 ช่องคือด้านหลังฝั่งซ้ายมือตัวเครื่อง และด้านข้างซ้าย โดยใช้พัดลม 1 ตัว ฮีทไปป์ 3 เส้น เพียงพอต่อการใช้งาน ดีไซน์ด้านในตัวเครื่องเลือกใช้จอขนาด 15.6 นิ้วบอดี้ 14 นิ้ว ซึ่งขอบจอบางมากเพียง 4.9 มม เท่านั้น บางมากๆ จนคิดว่าจอ 14 นิ้วด้วยซ้ำ ใช้งานเต็มตาสุดๆ แกนฝาพับแข็งแรงพัฒนาขึ้นกว่าเดิมจากรุ่นก่อน ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นไซต์มาตรฐานคือไม่มี Numpad แต่ปุ่มกดจะใหญ่กว่าปกติ ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือขึ้น

… อ่านรีวิว MSI GF63

The Best Mobile WorkStation 2018

Lenovo ThinkPad P1

Lenovo ThinkPad P1 โน้ตบุ๊คสายทำงานที่เน้นความบางเบาอย่างที่สุด แต่ก็ยัดสเปกภายในมาอย่างสุดๆ เช่นกัน โดย Lenovo ThinkPad P1 เป็น Mobile Workstation โน้ตบุ๊คอีกรุ่นที่สายมืออาชีพต้องจับตามอง เพราะเราสามารถจัดสเปกที่แรงที่สุด อย่างชิปประมวลผล Xeon E-2176M และการ์ดจอเน้นงาน 3 มิติด้วย NVIDIA Quadro P2000 ได้ อีกทั้งเลือกติดตั้งแรมได้สูงสุด 64GB และ SSD M.2 NVMe อีก 4TB โดยได้ความบางที่ 18.4 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 1.7 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

ส่วยสเปกรายละเอียดอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยหน้าจอขนาด 15.6″ ที่เหมาะสมกับการใช้งานบนความละเอียดสูงสุด ที่ 4K Ultra HD ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 13 ชั่วโมง พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อความเร็วสูง Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต อีกทั้งยังมี USB 3.1 Type-A อีก 2 พอร์ต และพอร์ตการเชื่อมต่ออื่นๆ อย่าง HDMI, Mini Ethernet, SD Card Reader หรือจะใส่ตัวอ่าน Smart Card ก็สามารถเลือกเพิ่มเอาได้ ส่วนระบบปฏิบัติก็เป็น Windows 10 ส่วนเวอร์ชั่นก็อยู่เราเลือกอีกที

Lenovo ThinkPad P1 เป็นโน้ตบุ๊คในระดับ Mobile Workstation ขนาดมาตรฐาน เมื่อเทียบกับ Mobile Workstation ทั่วไปกับขนาดหน้าจอ 15.6″ แต่มีรุ่นมีความบางเบาเป็นพิเศษ โดยมีหลากหลายสเปคให้เลือกซื้อ แต่สำหรับตัวที่เราได้มาทดสอบนั้นจะเป็นตัวที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-8850H ที่เป็น Core i Gen 8 รุ่นพิเศษที่เน้นประสิทธิภาพ (ทั่วไปจะเป็น Core i7-8750H) มาพร้อมด้วยตัวประมวลผล 6 คอร์ 12 เธร์ด มีความเร็วอยู่ที่ 2.60 GHz และสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุด 4.30 GHz มีแรมของตัวเครื่องอยู่ที่ 32GB (32GB x 1) ในรูปแบบของ DDR4 บัส 2666 พร้อมด้วยฮาร์ดไดร์ฟแบบ SSD M.2 NVMe ความเร็วสูง มาพร้อมความจุ 512 GB

สำหรับการ์ดจอนั้นทาง Lenovo ThinkPad P1 เลือกที่จะใช้การ์ดจอ NVIDIA Quadro P2000 ที่ออกแบบมาสำหรับงานเขียนแบบ และกราฟฟิคเฉพาะด้านทั้ง 2D และ 3D ต่างๆ โดยเฉพาะ แต่ก็สามารถรองรับการทำงานได้ในระดับที่ดี จอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว LED แบบจอด้าน ใช้พาเนล IPS คุณภาพสูงมาก

ซึ่งให้ความแม่นยำและความสม่ำเสมอของเม็ดสีให้ภาพที่แสดงออกมามีความสวยงามสมจริงเหมือนต้นฉบับที่สุด โดยตัวจอมีความละเอียดแบบ 4K Ultra HD 3840 x 2160 พิกเซล พร้อรองรับการทัชสกรีน 10 จุด แน่นอนว่ามี HD webcam และไมค์คู่แบบตัดเสียงรบกวนในตัวที่พร้อมอย่างยิ่งสำหรับทุกการทำงาน และการติดต่อสื่อสาร

Lenovo ThinkPad P1 เป็นเครื่อง Mobile Workstation แบบพกพาที่มีความสมบูรณ์แบบมากๆ ตัวหนึ่ง และสำหรับใครที่สนใจก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้นะครับ โดย Lenovo ThinkPad P1 จะมีให้เลือกกันหลายสเปค ในขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้ว สนนราคาระดับหนึ่งแสนบาทขึ้นไป มาพร้อมการรับประกันแบบ 3 ปี On-site Service ตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊คระดับมืออาชีพ

…อ่านรีวิว Lenovo ThinkPad P1

The Best AMD Notebook 2018

ASUS A570

ถือว่าเป็นกระแสมาแรงช่วงนี้เลยก็ว่าได้กับ ASUS A570 ที่ใช้ CPU เป็นค่ายแดง AMD และ GPU ค่ายเดียว NVIDIA ตัวแรกและตัวเดียวในไทยในตอนนี้ ซึ่งปกติแล้วไม่น่าอยู่ในเครื่องเดียวกันได้สำหรับโน้ตบุ๊ค โดยสเปค ASUS A570UD (ในกล่องจะเขียนว่า A570Z) สเปคตัวเครื่องใช้ AMD Ryzen 5 2500U พร้อมการ์ดจอที่เป็น NVIDIA GTX 1050 ขนาด 4 GB และ Ram ตัวเครื่องก็ให้มาเลย 8 GB แถมรองรับ SSD m.2 NVMe ด้วย ซึ่งดูจากสเปครวมๆ แล้วถือว่าใช้ได้เลยกับราคาเพียง 19,900 บาท

สเปกเต็มๆ ใช้ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5 2500U (2.00 – 3.60 GHz) ทำงานแบบ 4 Core/ 8 Thread ประสิทธิภาพแรงใช้ได้ พร้อมกราฟิกการ์ด NVIDIA GeForce GTX 1050 (4GB GDDR5) ฮาร์ดดิสก์ความจุ 1 TB ที่ 5400 RPM รองรับได้ติดตั้ง SSD m.2 NVMe ในส่วนของ Ram 8 GB แบบ DDR4 Bus 2400 จอแสดงผลแบบด้านขนาด 15.6 นิ้ว ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล TN ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายก็มาพร้อมกับ Bluetooth 4.1 และ Wi-Fi มาตรฐาน 802.11a/b/g/n/ac พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้มาให้ในตัว

การออกแบบของ ASUS A570 ถือเป็นการออกแบบใหม่หมดจด แตกต่างจากซีรีส์ TUF Gaming ที่ในคราวนี้ตระกูล A จะเน้นความเป็นพรีเมียมแบบเรียบง่าย มีสีสันมีรูปลักษณ์สะดุดตา ด้วยพื้นผิวสีดำ Reaper Black ดูประณีต พร้อมตัดขอบสีฟ้าเขียว Lightning Blue ดูดุดันโดดเด่นไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนแน่นอน มองดูภายนอกก็รู้เลยว่า A570 เครื่องนี้ สเปคไม่ธรรมดาแน่นอน

ในส่วนของวัสดุตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา พร้อมบลัชลาย Aluminum Texture เป็นเส้นตรง เส้นเฉียงลวดลายสวยงาม ให้สัมผัสที่ขรุขระ จับติดมือ ไม่ลื่นและที่สำคัญเลยคือไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย ตรงกลางก็จะมีโลโก้ ASUS สีฟ้าเขียวโดดเด่นไม่เหมือนใคร ASUS A570 มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี และที่สำคัญอย่าลืมเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS เพื่อที่ได้รับสิทธิ์ประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกด้วย เหมือนกับ ASUS ทุกรุ่น

ASUS A570 ถือได้ว่า ณ เวลานี้คือเกมมิ่งโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมกับความสามารถที่ครบถ้วน ทั้งประสิทธิภาพ และฟีเจอร์ต่างๆ เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องความคุ้มค่า ในราคาไม่เกิน 20,000 บาท ที่คุ้มค่าที่สุดแล้วก็ว่าได้ แถมตัวเครื่องยังมี Windows 10 แท้มาให้ด้วย และจากการทดสอบประสิทธิภาพก็ทำได้ไม่เลว เล่นเกมได้ลื่นๆ ทุกเกมบนความละเอียด Full HD ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด (อยู่ที่การปรับกราฟิคในเกมด้วย)

…อ่านรีวิว ASUS A570



© Copyright - Notebookspec.com All Rights