Home » Tips & Tricks

iPod เครื่องเล่น (เพลง) ยอดนิยม

28 Mar 09 - By l

คุยเรื่องเครื่อง Mac ไปก็แล้ว เรื่อง Mac OS X และ iLife ไปก็แล้ว ไหนๆว่าด้วยเรื่องผลิตภัณฑ์จาก Apple กันแล้วจะขาดพระเอกรายนี้..

?

คุยเรื่องเครื่อง Mac ไปก็แล้ว เรื่อง Mac OS X และ iLife ไปก็แล้ว ไหนๆว่าด้วยเรื่องผลิตภัณฑ์จาก Apple กันแล้วจะขาดพระเอกรายนี้ก็เห็นทีจะไม่ครบถ้วนกระบวนความ พระเอกที่จะคุยกันในวันนี้ก็คือ iPod เครื่องเล่นยอดนิยม Gadget ที่มีกระแสการตอบรับอย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ แรกเริ่มนั้นบริษัท Apple Computer Inc. เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ในตระกูล Macintosh ที่ได้แนะนำกันไปแล้วในบทความตอนก่อนๆ แต่เมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทโดยตัดคำว่า Computer ออกไป คงเหลือไว้เฉพาะ Apple Inc. เหตุที่มีการตัดคำว่า Computer ออกไป มาจากการที่ Apple เริ่มหันไปผลิตและทำตลาดกับอุปกรณ์อื่นๆ นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในระยะหลัง และสินค้าตัวนึงที่สร้างความสำเร็จให้กับ Apple เป็นอย่างมากในช่วงต้นสหัสวรรษที่ผ่านมาก็คือ iPod
iPod shuffle , iPod nano , iPod classic และ iPod touch

iPod นั้นคือ Portable Media Player ที่ออกแบบและทำการตลาดโดย Apple เปิดตัวรุ่นแรกในช่วงเดือนตุลาคมปี 2003 ในตอนแรกนั้น Apple มองว่าตลาดเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาในขณะนั้น เป็นตลาดที่ใหญ่แต่ยังไม่มีผู้นำในตลาดอย่างชัดเจน แม้ช่วงนั้นจะเครื่องเล่นเพลง MP3 เริ่มมีทะยอยออกมาทำตลาดกันบ้างแล้วอยู่สองสามยี่ห้อ ในตอนนั้นยังมีเครื่องเล่น CD แบบพกพา ทั้งแบบที่เล่น CD ธรรมดา และ CD MP3 อยู่ในตลาดอยู่ด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นานนักเครื่องเล่น CD แบบพกพา รวมไปถึงบรรดาเครื่องเล่นเทปที่เคยอยู่ในตลาดมาก่อน และเครื่องเล่น MD ที่พยายามจะแจ้งเกิดในช่วงนั้น ก็เริ่มหายไป กลายเป็นยุคของเครื่องเล่นแบบ Media Player อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน iPod มีอยู่ 4 ตระกูลด้วยกันคือ iPod shuffle , iPod nano , iPod classic และ iPod touch
ความแตกต่างของแต่ละตระกูลก็มีต่างกันไปดังนี้

iPod shuffle

เป็นเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาขนาดเล็กมาก สำหรับรุ่นล่าสุดที่พึ่งออกมาเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ขนาดเล็กยังกับไม้หนีบผ้ายังไงยังงั้น สำหรับ iPod shuffle นั้นเป็นเครื่องเล่นที่ไม่มีหน้าจอแสดงผลชื่อเพลง มีเพียงไฟเล็กๆคอยบอกสถานะของเครื่องเล่น และสถานะของการชาร์จแบตเตอรี่ บางท่านอาจจะงงว่าไม่มีหน้าจอแล้วจะควบคุม จะดูชื่อเพลงยังไง ถูกต้องครับดูชื่อเพลงไม่ได้ concept ของมันคือ Life is shuffle มันได้รับการออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก เพื่อความสะดวกในการพกพา ไม่ได้เน้นการใช้งานในด้านอื่นๆ

แล้วถ้าอยากดูชื่อเพลงเลือกเพลงได้ละทำยังไง ไม่ยากครับ iPod อีก 3 ตระกูลรอให้ท่านทำความรู้จักอยู่ เท่าที่เห็นส่วนมากคนที่ใช้รุ่นนี้ก็จะใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ต้องการการดูหน้าจอกันอยู่แล้ว ถ้าต้องการหน้าจอก็คงซื้อรุ่นอื่นกัน แฮ่ะๆ แต่ถึงแม้ว่าด้วย concept แล้วแทบจะไม่เหลืออะไรให้พัฒนาต่อ แต่ Apple ก็ยังพยายามสรรหาลูกเล่นเพิ่มเติมมาให้กับเจ้า iPod shuffle ตัวนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง สำหรับรุ่นล่าสุดมีคุณสมบัติที่เรียกว่า VoiceOver ซึ่งจะสามารถอ่านออกเสียงชื่อเพลง ชื่อศิลปิน ชื่ออัลบั้มของเพลงที่ฟังอยู่ได้ แม้ว่ากระบวนการจะไม่ได้ทำที่ตัวเครื่องโดยตรง โดยการสร้างไฟล์เสียงสำหรับ VoiceOver นั้นจะทำใน iTunes แต่ก็ถือว่ายังมีความพยายามในการหาลูกเล่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าพระเอกตัวน้อยนี้ได้อย่างน่าสนใจ สำหรับข้อจำกัดของรุ่นนี้อยู่ที่การออกแบบมาให้ตัวเครื่องไม่มีปุ่มควบคุมเลย แล้วจับปุ่มต่างๆไปอยู่ที่หูฟัง ความไม่สะดวกก็จะเกิดขึ้น ในกรณีที่เราไม่ต้องการใช้หูฟังที่แถมมากับเครื่อง จำเป็นจะต้องไปหาตัวรีโมตที่เป็นอุปกรณ์เสริมมาใช้งาน จุดนี้เป็นจุดนึงที่ผมไม่ค่อยรักไอเดียในการออกแบบดังกล่าว ของเจ้าตัวใหม่ตัวนี้เท่าไรนัก (ทั้งนี้เราสามารถใช้หูฟังสเตอริโอใดๆก็ได้ เพียงแต่ว่าจะไม่สามารถควบคุมการเล่น และระดับเสียงได้)

iPod nano

เป็นเครื่องเล่นขนาดเล็กแต่ไม่เล็กขนาด iPod shuffle มีหน้าจอแสดงผลขนาด 2? นอกจากฟังเพลงแล้วยังสามารถเล่นไฟล์วีดีโอ และเล่นเกมส์ได้อีกด้วย จุดเด่นของรุ่นนี้ก็คือขนาดที่กระทัดรัด มีหน้าจอแสดงผล ใช้หน่วยความจำแบบ flash memory ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหากับการใช้งานในขณะเคลื่อนไหวเล่นเวลาวิ่ง และที่เด็ดยิ่งไปกว่านั้นก็คือรุ่นนี้สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Nike+ เพื่อช่วยเก็บข้อมูลในการวิ่ง พร้อมทั้งเป็นคู่ฝึกให้คุณในการวิ่งออกกำลังกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ด้วยขนาดที่กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาง่าย และใช้งานร่วมกับ Nike+ ได้ รุ่นนี้จึงเป็นรุ่นยอดนิยมรุ่นนึงของผู้ที่นิยมการวิ่งออกกำลังกาย iPod Nano รุ่นล่าสุดสามารถแสดงผลชื่อเพลงเป็นภาษาไทยได้ และมีลูกเล่น Shake to shuffle ให้เราเขย่าเพื่อเปลี่ยนแปลงแบบสุ่มได้ รวมถึงยังสามารถแสดงผลภาพได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน(เครื่องจะตรวจสอบระนาบเองอัตโนมัติ) และเมื่ออยู่ใน Mode การเล่นเพลง เมื่อเราพลิกเครื่องเป็นแนวนอน ก็จะเป็นการเรียก Cover Flow ขึ้นมาใช้งาน รวมถึงยังเล่นเกมส์ในแนวนอนได้อีกด้วย

iPod classic
เป็นสายต้นตระกูล iPod เลยทีเดียว เดิมทีนั้นยังไม่มีนามสกุล classic ต่อท้าย แต่ในช่วงหลังๆ หลังจากที่ Apple ออกผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ iPod ออกมาอีกหลายตัว ทำให้เจ้า iPod ตระกูลดั้งเดิมนี้ต้องเพิ่มนามสกุลต่อเป็น iPod classic เพื่อแยกจาก iPod สายอื่นๆ ให้ชัดเจน

สำหรับ iPod classic นั้นเป็นเครื่องเล่นขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย มีหน้าจอแสดงผลขนาด 2.5? ใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลเป็น Hard disk ด้วยความที่มันมีขนาดที่ไม่ใคร่จะเล็กนัก ประกอบกับการใช้ Hard disk เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูล จึงไม่เหมาะกับการนำไปวิ่ง ไปเต้นออกกำลังกายนัก เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะนำไปฟังกันตอนเล่นเวทเสียมากกว่า แต่ข้อดีของการที่ตัวเก็บข้อมูลมันเป็น Hard disk ก็คือมันจะมีความจุที่เยอะกว่า iPod ทุกๆรุ่น รุ่นปัจจุบันมีความจุอยู่ที่ 120GB ใส่เพลงอย่างเดียวก็คงได้ซักประมาณ 20,000 กว่าเพลงเห็นจะได้ เก็บไฟล์หนังไว้ดูก็ได้เยอะ และด้วยความที่ความจุมันเยอะ คนที่ใช้รุ่นนี้ก็มักจะใช้งานมันเป็น Hard disk แบบพกพาเอาไว้เก็บข้อมูลต่างๆกันอีกด้วย ไม่เพียงแต่จะดูหนัง ฟังเพลงได้เท่านั้น iPod classic ยังสามารถเล่นเกมส์ได้อีกด้วย นอกจากเกมส์ที่แถมมากับเครื่องแล้ว ก็ยังสามารถซื้อเกมส์เพิ่มจาก iTunes Store ได้อีกด้วย น่าเสียดายนิดหน่อยที่รุ่นล่าสุดของ iPod classic ยังไม่รองรับการแสดงผลชื่อเพลงภาษาไทย แต่คิดว่าในรุ่นต่อไปที่จะออกมาหลังจากนี้ น่าจะแสดงผลภาษาไทยได้แล้ว เพราะรุ่นอื่นทั้ง iPod nano และ iPod touch ก็แสดงภาษาไทยกันได้แล้วทั้งนั้น

iPod touch
ตระกูลนี้ค่อนข้างจะแปลกกว่าพรรคพวกในแบรนด์ iPod ทั้งหมดอยู่สักหน่อยนะครับ เพราะนอกจากจะใช้ดูหนัง ฟังเพลง ได้แล้วยังสามารถใช้งานอื่นๆ เช่น เล่นเว็บ เล่นเกมส์ (มีเกมส์เยอะมาก) ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้มากมาย ซึ่งโปรแกรมที่มีให้ใช้งานตอนนี้ ก็มีเยอะมาก โปรแกรมวาดภาพ โปรแกรมตารางคำนวณ โปรแกรมบัญชีรายรับรายจ่าย สารพัดครับ อันที่จริง iPod touch ก็คือ iPhone รุ่นที่โทรศัพท์ไม่ได้นั่นแหละครับ การใช้งานอินเตอร์เน็ตสามารถใช้งานผ่านสัญญาณ Wi-fi ได้ ทำให้ iPod touch มีความแตกต่างจาก iPod อื่นๆ สามารถซื้อเพลง โหลดโปรแกรม มาติดตั้งโดยผ่าน Wi-fi และโปรแกรมระบบในเครื่องโดยไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ได้ จากนั้นเมื่อนำเครื่องไปต่อกับคอมพิวเตอร์ เพลงและโปรแกรมที่เราโหลดมาก็จะถูกนำไปเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อไป

iPod touch รุ่นปัจจุบัน แสดงผลภาษาไทยได้ อ่านเว็บภาษาไทย แสดงชื่อเพลงภาษาไทยได้ ยังขาดก็แต่คีย์บอร์ดสำหรับป้อนข้อมูลภาษาไทย ซึ่งจากข่าวคราวใน firmware รุ่นใหม่ที่จะออกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะมีคีย์บอร์ดภาษาไทยให้ใช้กันได้เสียที

ไม่เพียงเท่านั้น iPod touch รุ่นปัจจุบันยังสามารถใช้งานร่วมกับ Nike+ โดยมีตัวรับสัญญาณ Nike+ ภายใน พร้อมทั้งยังมีลำโพงภายในตัวอีกด้วย นอกจากนั้นยังสามารถอัดเสียงได้ด้วยเพียงแค่ใช้หูฟังรุ่นที่มีไมค์เท่านั้นเอง ข้อเสียอย่างนึงของ iPod touch ที่ผมเจอมาหลังจากใช้งานมาร่วมสองปีก็คือเมื่อมีการ upgrade firmware จะต้องเสียค่าอัพเกรดในแต่ละรอบ แตกต่างจาก iPhone ที่อัพเกรดฟรีตลอด ตราบเท่าที่เครื่องยังรองรับ แต่ถ้าเราซื้อหลัง firmware ตัวใหม่ออกแล้ว ก็แน่นอนครับ ว่าเราจะได้ firmware ใหม่ดังกล่าวโดยไม่ต้องเสียเงินตรงนี้ ยกเว้นแต่ว่าในอนาคตมันจะมี firmware รุ่นใหม่ออกมาอีกค่อยว่ากันอีกที

ปัจจุบัน iPod touch ไม่เพียงแต่อยู่ในตลาดเครื่องเล่นมีเดียแบบพกพาเท่านั้น แต่ยังคาบเกี่ยวไปอยู่ในตลาดเครื่องเล่นเกมส์แบบพกพาด้วย เนื่องจากความสามารถในการรองรับการพัฒนาโปรแกรมเสริม ที่มีเตรียมไว้เยอะ ทำให้ปัจจุบันมีเกมส์ที่สามารถเล่นได้กับ iPhone และ iPod touch เป็นจำนวนมาก และด้วยความที่ตัวเครื่องมีทั้งระบบหน้าจอสัมผัสแบบ Multi-touch และตัวตรวจจับการเคลื่อนไหว ทำให้เกมส์ใน iPod touch สามารถสร้างประสบการณ์การเล่นเกมส์ที่แตกต่างจากเครื่องเล่นเกมส์แบบอื่นๆ ให้กับผู้เล่นได้

สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจใช้ iPod
ส่วนตัวผมเองแล้วมี iPod อยู่สองเครื่อง คือ iPod nano และ iPod touch ก่อนหน้าที่ผมจะหันมาใช้ iPod ผมใช้ MP3 Player ยี่ห้ออื่นมาก่อน สามรุ่น สองยี่ห้อ ซึ่งโดยหลักๆแล้ว ผมก็ว่ามันก็ตอบโจทย์ดีอยู่ โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้มีโจทย์อะไรมากไปกว่าต้องการเครื่องเล่นเพลงพกพาสักอันไว้ใช้ฟังเพลง เวลาเดินทางไปและกลับจากทำงาน มีฟังก์ชันก็ค่อนข้างครบเท่าที่ชาวบ้านเขามีกัน ฟัง FM ได้ อัดเสียงได้ มีรุ่นนึงมี FM Transmitter ในตัว สามารถส่งเสียงเพลงจากเครื่องออกเป็นสัญญาณ FM ได้อีกต่างหาก

ก็อย่างที่ทราบๆกันว่า ฟังก์ชันการทำงานพวกนี้ใน iPod ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นการรับ FM หรือการอัดเสียง หรือ FM Transmitter จุดนี้เป็นประเด็นที่บางท่านที่นิยมฟังก์ชัน จะไม่ชอบ iPod เพราะถ้าจะทำสิ่งต่างๆเหล่านี้จะต้องใช้อุปกรณ์เสริม ทีแรกสมัยก่อนเวลาจะเลือกซื้อ MP3 Player พวกนี้ผมก็คิดถึงประเด็นพวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่หลังจากใช้มาสามรุ่น ทุกตัวมีคุณสมบัติเหล่านี้กันแทบทั้งนั้น ทำให้ผมพบกับความจริงของตัวเองว่า…. ผมแทบจะไม่ได้ใช้มันเลย 555 วิทยุปกติก็แทบจะไม่ได้ฟังอยู่แล้ว พอลองฟังเข้าสักหน่อย พบว่าคลื่นตีกันมั่วไปหมดทั้งชุมชน ทั้งคืนหลัก สุดท้ายไอ้ที่อยากฟังก็ฟังไม่ชัด ฟังแล้วมีแต่คลื่นรบกวน เสียสุขภาพหูเลิกฟังมันไปในที่สุด ส่วน FM Transmitter หลังจากที่เคยมีแล้วปรากฎว่าไม่ค่อยได้ใช้ ตอนหลังก็ไม่ได้สนใจว่าจะต้องมีเท่าไหร่แล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับผมนัก

สำหรับการอัดเสียงตอนสมัยใช้แบบ built-in ในเครื่องผมไม่ค่อยอัดเท่าไหร่ เพราะคุณภาพเสียงที่ได้มันไม่ค่อยดีนัก อาจจะเป็นด้วยเรื่องของไมค์ภายในเครื่องก็เป็นได้ ช่วงนั้นไม่ค่อยได้ใช้อัด เพราะอัดแล้วไม่ค่อยถูกใจ พอมาใช้ iPod nano ลองไปซื้อตัวอุปกรณ์เสริมสำหรับอัดเสียงมาอันนึงใช้ได้เลยครับ เปลี่ยนไมค์ได้ แถมยังมี line in อีก เสียอย่างเดียวราคามันเอาเรื่องอยู่เหมือนกันรู้สึกจะพันกว่าบาทปลายๆ แต่ถามว่าคุ้มกับที่เสียไปไหม สำหรับผมผมว่าคุ้มมากเลยทีเดียว

นั่นคือประเด็นในสิ่งที่ยี่ห้ออื่นรุ่นอื่นมี แต่ iPod ไม่มี ทีนี้ในประเด็นที่ iPod มีแต่รุ่นอื่นไม่มี จนทำให้ผมตัดสินใจหันมาใช้ iPod ที่สำคัญสุดๆเลยคือ Click Wheel ครับ อันนี้เป็นตัวหลักเลย ทีแรกผมก็ไม่คิดว่ามันจะแจ่มอะไรมาก จนวันนึงได้ไปยืม iPod ของเพื่อนมาลองใช้ พอได้ใช้ Click Wheel เท่านั้นแหละครับ ตัดสินใจได้เลยว่าผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ (ว่าไปนั่น) มันเป็นรูปแบบการควบคุมการใช้งานที่ใช่มากเลย ทุกวันนี้ผมยังจำวันที่ปวดนิ้วกับการจิ้มปุ่มเลื่อนไปมา ในเครื่องยี่ห้ออื่นได้อยู่เลย ว่ามันทรมานและทำให้รู้สึกเบื่อที่จะกดเลือกเพลงขนาดไหน ในขณะที่เมื่อใช้ Click Wheel มีเพลงเป็นร้อยรายการก็สามารถเลื่อนไปหาได้ในพริบตาเดียวเท่านั้นเอง แถมยังไม่ต้องเมื่อยนิ้วเมื่อยเล็บอีกด้วย แค่คุณสมบัติอันนี้อันเดียวก็กลบอันอื่นที่มันไม่มีไปได้แทบจะหมด

สำหรับ iPod touch นั้นที่ส่วนตัวแล้วเลือกตัวนี้โดยเทียบกับสินค้ายี่ห้ออื่นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเทียบความต้องการกับ iPhone ส่วนตัวแล้วอยากได้ Gadget แบบ iPhone นั่นแหละ ค่อนข้างโดนใจตั้งแต่แรก แต่ผมยังไม่ต้องการเปลี่ยนโทรศัพท์ และบอกตรงๆว่าช่วงแรกยังไม่มั่นใจกับ iPhone เพราะช่วงนั้นยังไม่มีการทำตลาดอย่างเป็นทางการในบ้านเรา ไม่อยากซื้อเครื่องหิ้ว พอได้ข่าวว่า Apple จะออกอุปกรณ์ที่เหมือน iPhone แต่ไม่มีฟังก์ชันการโทรศัพท์ก็รู้สึกว่าใช่เลย

ก่อนหน้านี้อุปกรณ์พวก PDA นี่ก็ใช้มาตั้งแต่ Palm จน Pocket PC ปัญหาที่พบกับ Palm ในช่วงหลังๆคือรู้สึกว่ามันพัฒนาค่อนข้างน้อย ส่วน Pocket PC เคยใช้อยู่พักนึงพบปัญหาว่ามันค้างบ่อย โปรแกรม Error บ่อย ใช้ไปหงุดหงิดไป หลังๆก็เลยไม่ใช้อุปกรณ์ทำนองนี้ไปเลย จน iPhone ออกมานี่แหละค่อยจุดประกายความหวัง ที่จะใช้อุปกรณ์ทำนองนี้ให้กลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามในปีแรกที่ใช้ iPod touch ก็ค่อนข้างเซ็งอยู่เล็กน้อย เนื่องจากช่วงแรก Apple ไม่เปิดให้มีการใช้ 3rd Party Application จนกระทั่งเขาออก SDK และเปิดให้บริการ App Store อย่างเป็นทางการ และที่เด็ดสุดคือสามารถใช้บัตรเครดิตธนาคารบ้านเรา ในการซื้อโปรแกรมใน App Store ได้นั่นแหละ ตอบโจทย์ที่ต้องการมาก ณ วันนี้ก็รอ firmware ตัวใหม่ที่จะใช้คีย์บอร์ดไทยได้เสียทีนี่แหละ สิ่งนี้ที่รอคอยเลย

เรื่องเสียงดีเสียงไม่ดีนี่ฟันธงนะครับ ส่วนตัวแล้วไม่ชอบเสียงจากหูฟังแถมของ iPod เพราะแนวเพลงที่ผมฟังค่อนข้างหนัก หูฟัง iPod ตอบสนองความต้องการไม่ได้ แต่เสียงที่ออกจาก iPod อันนี้ค่อนข้างชอบมากเลยทีเดียว มันมีความ flat สูง กล่าวคือมีการตกแต่งเสียงค่อนข้างน้อย บางยี่ห้อผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันมีการ preset default EQ ไว้เรงเบส เวลาคนฟังแล้วรู้สึกว่าเบสเยอะ ก็ชอบใจ แต่ปรากฎว่าพอจะฟังให้ใกล้กับเสียงต้นฉบับกลับทำลำบาก พอดีว่าผมต้องนำ iPod ไปใช้ในการจัดงานพวกมินิคอนเสิร์ตด้วย (ปัจจุบันเปิดจาก iPod หรือคอมพิวเตอร์สะดวกกว่าใช้ CD สมัยก่อนโขอยู่) การให้เสียง flat สามารถนำไปใช้งานต่อได้ดี ส่วนตัวแล้วผมชอบตรงที่เสียงมันค่อนข้าง flat นี่แหละครับ

มีอีกประเด็นเล็กน้อยที่พึ่งมาชอบเอาหลังจากได้ใช้งานจริงๆแล้ว นั่นคือความทนทาน iPod nano ของผมเองนี้ใช้มากว่า 3 ปีแล้วปัจจุบันมีเพียงแค่รอยเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ส่วน iPod touch ซื้อมาติดฟิล์มกันรอยและใส่ตัวหุ้มยางอย่างดี ใช้มาจะครบสองปีอยู่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สภาพก็ยังดีอยู่เลย ดีจนแทบจะหาข้ออ้างซื้อตัวใหม่กับผู้คุมไม่ได้เลยทีเดียว T T

iTunes ปัญหาสำหรับคนชอบโยนไฟล์
เพื่อนผมหลายคนไม่ชอบ iPod ก็ตรงที่เวลาเอาเพลงลงเครื่องต้องผ่านโปรแกรม iTunes นี่แหละครับ ซึ่งอันนี้ก็เห็นด้วยอยู่เหมือนกัน ว่าถ้าเป็นคนที่ชอบการใช้งานแบบโยนไฟล์จริงๆแล้วละก็ iPod ไม่ตอบโจทย์แน่ๆ แต่ก่อนผมก็เคยเป็นอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่ามันไม่สะดวกที่ต้องใช้โปรแกรมมาจัดการการใส่เพลงลงเครื่อง แต่ด้วยความชอบ Click Wheel มันบังตา ทำให้ก่อนที่จะไปซื้อ iPod มาใช้ ผมลองใช้งาน iTunes ให้ชินให้เข้าใจตัวโปรแกรมมันเสียก่อน ปรากฎว่า!!! สิ่งมหัศจรรย์บังเกิด กลายเป็นผมหลงรัก iTunes เข้าให้แทนแฮะ

iTunes มีดีตรงไหน ส่วนตัวแล้วผมให้คะแนนอยู่ 2 จุดใหญ่ๆเลย จุดแรกคือหลังจากเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเก็บไฟล์เพลงไว้ตามที่ต่างๆ ในเครื่องเอง มาเป็นจัดการผ่าน iTunes Library ได้อย่าง 100% แล้วผมพบว่าการใช้พื้นที่ในเครื่องเพื่อเก็บเพลงของผมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เวลาในการจัดการกับ Folder และไฟล์ต่างๆน้อยลง เปลี่ยนจากการที่ต้องวุ่นวายกับการจัด Folder ให้ง่ายต่อการค้นหาในภายหลัง มาเป็นการจัดการกับข้อมูลเพลง (Meta data) ใส่ข้อมูลชื่อเพลง ชื่อศิลปิน ชื่ออัลบั้ม ใส่แนวเพลง (Genre) ใส่ปีที่ออก และให้เรตติ้ง กับเพลงต่างๆใน Library แทน แน่นอนครับ ตอนแรกที่เริ่มใช้ใหม่ๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ รู้สึกว่าทำไมจะต้องมาคอยใส่สิ่งพวกนี้ด้วย แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าข้อมูลที่ใส่ไป ยิ่งใส่ถูกต้อง ยิ่งใส่ละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผมค้นหาเพลง หรือจัด Playlist ในภายหลังได้ง่ายมากขึ้น การจะหาเพลงซักเพลงจากเพลงหลายพันเพลงใน iTunes ทำได้รวดเร็วมาก เทียบกับที่ต้องไปคอย Browse หาทีละ Folder หรือใช้การค้นไฟล์แล้วต่างกันลิบ

และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมหลงรักการใช้ iTunes เลยคือการสร้าง Smart Playlist จากข้อมูลที่ใส่ไปครบๆ ในตอนเอาเพลงลง Library ถ้าผมต้องการสร้าง Playlist ที่มีแต่เพลง Rock ในช่วงปี 90 ก็สามารถทำได้ง่ายมากเลย ไม่ต้องไปหาแล้วไปลากเพลงมาลง Playlist ทีละเพลง เพียงแค่สร้าง Smart Playlist ให้มีเงื่อนไขตรงกับที่ระบุ Genre ให้เป็นคำว่า Rock ช่วงปีให้เป็นระหว่าง 1990-1999 เท่านี้ก็ได้ Playlist ที่มีเพลงตรงกับเงื่อนไขทั้งหมดแล้ว ถ้ามันเยอะ จะต้องการเฉพาะอันที่เราให้เรตไว้มากกว่า 3 ดาวขึ้นไป ก็สามารถทำได้โดยง่าย และเมื่อเรานำเพลงใหม่มาลง แล้วมันตรงกับเงื่อนไข เพลงใน Smart Playlist ก็จะมีการอัพเดตอัตโนมัติให้ได้ด้วย Smart Playlist นั้นสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่นสร้าง Playlist สำหรับเพลงที่เราไม่ได้เปิดเล่นมามากกว่า 3 เดือนแล้ว (เผื่อจะได้ลบทิ้งด้วย) ก็สามารถทำได้ง่ายๆ อันนี้ชอบจริงๆ

นอกจากนี้ยังกำหนดได้อีกด้วยว่าจะ limit เพลงไว้ที่กี่ MB กี่ GB หรือกี่นาที กี่ชั่วโมง เคยเจอปัญหาแบบว่าเครื่องเรามีพื้นที่อีกแค่ 328MB แล้วต้องมาคอยเสียเวลาคิดว่าจะเอาเพลงไหนลงยังไงดี ให้มันพอดีไม่เหลือที่เยอะเกินไป แล้วก็ไม่เกินพื้นที่ๆเหลืออยู่ ถ้าใช้ Smart Playlist ช่วยก็สามารถจัดการได้โดยง่าย โดยกำหนด limit ไว้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องมาคอยนั่งเลือกที่ละอันประหยัดเวลากว่ากันเยอะ

และที่เจ๋งอีกอย่างนึงของการใช้งานระบบ Playlist ก็คือเราไม่ต้องมาคอยนั่ง Copy ไฟล์เพลงเดิมๆ ไว้หลาย Folder เพื่อจัดไว้ว่า Folder นี้เป็นเพลง list นี้ อันนี้เป็นอีก list นึง แต่ถ้ามีเพลงที่มีที่อยู่ๆทั้ง 2 list ต้องมาคอยก๊อปไว้สองที่ก็กินพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ครั้นจะทำเป็น shortcut ก็ต้องมาจัดการเพิ่มเติมอีก ถ้าใช้ iTunes ก็สามารถให้มันช่วยจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เราได้ หลังจากใช้จนคล่องแล้วพักนึงก็ทำให้ผมตัดสินใจที่จะใช้งาน iPod ได้ง่ายขึ้น

ก่อนจาก
ก่อนจบในบทความครั้งนี้ ก็ทิ้งท้ายไว้สักหน่อยนะครับ วัตถุประสงค์ของเรื่องในครั้งนี้ ต้องการจะแชร์ประสบการณ์และมุมมองในการเลือกใช้งาน อุปกรณ์เครื่องเล่นมีเดียแบบพกพา ซึ่งผมเองเลือกที่จะใช้ iPod เนื่องจากเหตุทั้งหลายที่กล่าวไปข้างต้นนั่นแหละครับ อย่างไรก็ตามของพวกนี้ต้องเลือกให้เหมาะกับความต้องการของคุณละนะครับ แต่ก่อนตอนเลือกของพวกนี้ทั้งกล้องทั้งเครื่องเล่นเพลง ผมจะเลือกแบบใช้ถ่านไฟฉายก้อนเล็กๆได้ จะแอนตี้มากเลยแบบที่เปลี่ยนไม่ได้ แล้วต้องชาร์จกับแทนกับคอมพ์อะไรพวกนี้

แต่พอหลังๆใช้ไปใช้มาเยอะๆเข้า ก็พบว่าอันที่จริงสภาพการใช้งานเรา ก็ไม่ได้หาที่ชาร์จยากเย็นอะไรเลย หนำซ้ำยังเปลืองค่าถ่านเยอะด้วย (ไอ้ครั้นจะใช้ถ่านชาร์จ นอกจากอยู่ได้ไม่นานแล้ว ถ้าต้องใช้ถ่านชาร์จ ทำไมไม่ใช้อันที่ต้องชาร์จไปเลยละ) พอพิจารณามาจากการใช้งานจริงๆ การตัดสินใจ อะไรมันก็ทำได้มากกว่าแค่จะมองว่าอันนี้มีลูกเล่นอะไรเยอะน้อยกว่าอีกอันบ้าง

จากประเด็นต่างๆข้างต้น ผมมองว่า Apple ค่อนข้างกล้าที่จะทำในสิ่งที่แตกต่าง กล้าที่จะไม่มีในลูกเล่นบางอย่างที่เครื่องเล่นอีกร้อยกว่ารุ่นเขามีกัน ในขณะเดียวกันก็กล้าและมีความคิดสร้างสรรค์พอ ที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับเครื่องเล่นในแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกแบบตัวผลิตภัณฑ์ การจัดทำระบบควบคุมการใช้งานที่แตกต่าง ทั้ง Click Wheel ทั้ง Multi-touch ก็ต้องลองพิจารณากันดูว่าในสิ่งที่ iPod ขาดนั้นสำหรับคุณแล้วจำเป็นหรือไม่ และในสิ่งที่ iPod มีแต่เครื่องเล่นยี่ห้ออื่นไม่มีนั้น คุณมองว่ามันสำคัญหรือไม่แค่ไหน สำหรับผมๆเลือกใช้ iPod ส่วนท่านอื่นๆ จะใช้อะไรก็พิจารณากันดูครับ

ถ้าใครยังไม่เคยลองใช้ iPod ลองแวะไปใช้งานตามร้าน iStudio ดูครับ ผมมีใช้อยู่แล้วก็ยังไปลองเล่นรุ่นอื่นๆอยู่เป็นประจำ ยังไม่เคยโดนไล่ออกจากร้าน 5555 เชิญครับลองไปจับตัวจริงๆเล่นดูได้ครับ หลายคนเห็นแต่ภาพตัวเครื่อง อาจจะรู้สึกว่าเอ๊ะ มันก็หน้าตาเหมือนของก๊อปที่ราคาถูกกว่า



© Copyright - Notebookspec.com All Rights