Home » 0. TOP content

iPad mini Retina (iPad mini 2) Review

16 Dec 13 - By l

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จาก Apple ที่หลายๆ คนรอการกลับมาของรุ่นใหม่กับ iPad mini ที่ในตอนนี้ก็เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ iPad mini Retina หรือ iPad mini 2 (ชื่อเต็ม iPad mini with Retina Display) ที่ถือได้ว่าเป็น iPad mini รุ่นที่ 2 แล้ว ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมากมายอะไร ก็คือยังคงหน้าตารูปร่าง iPad mini เอาไว้ทั้งหมด ทั้งในเรื่องของวัสดุงานประกอบและดีไซน์ที่บางเบา แต่ก็มีการพัฒนาใช้ความละเอียดหน้าจอระดับ Retina Display ในขนาดหน้าจอเท่าเดิม ที่ก็เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่หลายๆ คนต้องการกันอยู่แล้ว

ในส่วนของสเปกภายใน iPad mini Retina ก็เรียกได้ว่าจัดเต็มด้วยชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด อีกทั้งยังมาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวช่วย ซึ่งเพื่อให้การทำงานโดยรวมนั้นดียิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้พูดได้เลย ว่า iPad mini Retina เครื่องนี้เป็นอีกหนึ่งแท็บเล็ตที่มีขนาดหน้าจอไม่เกิน 8 นิ้วในตลาดที่น่าสนใจที่สุด สนนราคา iPad mini Retina เริ่มต้นอยู่ที่ 13,400 บาท เทียบกับรุ่นก่อนหน้าต้องบอกว่าแพงกว่าเดิมถึง 2,200 บาททีเดียว แต่จะคุ้มค่าหรือไม่นั้น เราจะไปติดตามกันในรีวิวอีกที

Specification

iPad mini Retina นั้นนอกเหนือจากจะอัพเกรดชิปประมวลผลเป็น Apple A7 Dual-core ความเร็ว 1.3 GHz ทำงานแบบ 64-bit มาพร้อมชิปประมวลผลกราฟิก PowerVR G6430?ที่เป็นแบบ Quad-core ?(ชิปตัวเดียวกับ iPhone 5s)?พร้อมแรมขนาด 1GB แน่นอนว่าในส่วนของการประมวลผลกราฟิกที่เพิ่มขึ้นนี้ต้องทำมารองรับการทำงานกับหน้าจอ Retina Display ที่มีความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล (เท่ากับ iPad Air แต่ PPI หนาแน่นกว่า เพราะจอเล็กกว่า)?รวมไปถึงระบบการทำงานของเกม 3 มิติ ต่างๆ ที่จะให้ภาพที่แสดงออกมานั้นมีความสวยงามมากกว่าเดิม รวมไปถึงยังเสริมด้วยชิปประมวลผล Apple M7 ที่ช่วยในการทำงานของเซ็นเซอร์เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวลักษณะต่างๆ

โดย iPad mini Retina แบ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นราคาถูกสุดก็คือตัว Wi-Fi 16GB และไล่มาเป็น 32GB, 64GB, 128GB ซึ่งเราก็ต้องเลือกตามลักษณะการใช้งานของเรานะครับ ว่าต้องการความจุมาขนาดไหน หรือถ้าใครจำเป็นต้องนำ iPad ไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ แล้วล่ะก็ ทาง Apple ก็จัดรุ่นที่รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สายไว้ให้ โดยใน iPad mini Retina?นี้ สนับสนุนการใข้งานระดับ 4G เช่นเดิม (แน่นอนว่าใช้ 3G, 4G ในเมืองไทยได้แน่นอน) ซึ่งในส่วนของความจุนั้น ก็แบ่งเป็น 16GB, 32GB และ 64GB, 128GB เช่นกัน ทำให้โดยรวมแล้ว iPad mini Retina?นี้แบ่งออกเป็น 6 รุ่นด้วยกันนะครับ แน่นอนว่ายังมีสองสีใหม่เลือกคือ?Space Gray และ?Silver

  • iPad mini Retina Wi-Fi 16GB ราคา 13,400 บาท
  • iPad mini Retina Wi-Fi 32GB ราคา 16,900 บาท
  • iPad mini Retina Wi-Fi 64GB ราคา 20,400 บาท
  • iPad mini Retina Wi-Fi 128GB ราคา 23,900 บาท
  • iPad mini Retina?Wi-Fi + Cellular 16GB ราคา 17,900 บาท
  • iPad mini Retina?Wi-Fi + Cellular 32GB ราคา 21,400 บาท
  • iPad mini Retina?Wi-Fi + Cellular 64GB ราคา 24,900 บาท
  • iPad mini Retina?Wi-Fi + Cellular 128GB ราคา 28,400 บาท

สำหรับในส่วนของสเปกเต็มๆ สามารถคลิกชมกันได้?ที่นี่?เลยนะครับ

Hardware / Design

iPad mini Retina?เครื่องที่ทีมงานใช้ในการรีวิวนั้นเป็นรุ่น WiFi ความจุ 16 GB สีดำหรืออีกชื่อทางการก็คือ?Space Gray?ที่จัดได้ว่าเป็นสีใหม่เหมือนกับ iPhone 5s และ iPad Air สำหรับงานประกอบตัวเครื่องนั้นก็มีความเรียบร้อยตามมาตรฐานของ Apple โดยด้านหน้าเป็นกระจก Gorilla Glass ที่มีคุณสมบัติกันรอยกันกระแทกในระดับนึง ซึ่งมีการสะท้อนแสงอยู่พอสมควรแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ขอบของตัวเครื่องด้านหน้าจะเป็นขอบเงาๆ ที่เกิดจากการใช้เพชรเจียระไนขอบอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับ iPhone 5s, iPad Air, iPod Touch Gen5 ที่นอกเหนือจะให้ในเรื่องความสวยงามหรูหราแล้ว ยังส่งผลให้จับถือได้ถนัดมือมากยิ่งขึ้นจากที่ดีไซน์แบบนี้ รูปทรงโดยรวมถ้าจะบอกว่าเป็น iPad mini ขยายร่างขึ้นมาก็คงไม่ผิดนัก แน่นอนว่าความรู้สึกเมื่อใช้งานพร้อมสัมผัสแล้วดูเป็นของดีมีราคาเช่นเดิม

นอกจากนี้ยังมีกล้องหน้าและเซ็นเซอร์วัดแสงอยู่ตรงกลาง ส่วนบนของจอ และปุ่ม Home ก็อยู่ตามตำแหน่งเดิมๆ เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่เดิมๆ ตามสไตล์ iDevice ของ Apple อยู่แล้ว ซึ่งก็ถือว่าทำได้อย่างลงตัวมาโดยตลอด

วัสดุที่ใช้เป็นฝาหลังของ iPad mini Retina?ก็คืออะลูมิเนียมที่ผ่านการอะโนไดซ์มาแล้ว ที่แน่นอนว่าผิวสัมผัสจึงแทบจะไม่ต่างกับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ของ Apple เลย ส่วนสีของฝาหลังนั้นก็จะเป็นไปตามสีเครื่องครับ อย่างรุ่นสี Space Gray?ก็จะมีฝาหลังสีเทาๆ ส่วนรุ่นสี Silver ก็จะมีฝาหลังสีขาวๆ เงินๆ เรียกได้ว่าสีสันแบบเดียวกับ iPhone 5s ก็ว่าได้

ขอบของเครื่องด้านหลังจะมีความโค้งมนเข้ามือ ทำให้สามารถถือ iPad Air อยู่ในมือได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดร่วงจากมือเท่าไหร่นัก อีกทั้งด้วยขนาดมิติตัวเครื่องที่เล็กกว่า iPad Air ทำให้เราสามารถถือหรือจับมือเดียวได้อย่างสบายๆ (แต่ถ้าจะใช้งานก็ต้องใช้อีกมือมาทัชนะ) ส่วนตัวกล้องหลังของ iPad Air จะฝังแนบมาเป็นเนื้อเดียวกับฝาหลัง มีอะลูมิเนียมเนื้อเดียวกับฝาหลังเป็นขอบแยกออกมา ที่ส่วนกล้องจะนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวเครื่องที่บางมากนั่นเอง พร้อมกันนั้นบริเวณกลางตัวเครื่องจะมีโลโก้ Apple แบบมันวาว และข้อมูลเกี่ยวตัวเครื่องตรงด้านล่างของโลโก้ ตามแบบฉบับของผลิตภัณฑ์ iDevice ที่เรามักคุ้นกันดี แน่นอนว่าให้ความรู้สึกถึงหรูหราและสวยงาม

ตำแหน่งของปุ่มกดต่างๆ ก็ยังคงเดิมไม่ว่าจะเป็น ปุ่ม Power/Sleep อยู่ตรงมุมบนขวาของเครื่อง (เทียบจากด้านหน้า) และปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงและสวิตช์เปิด/ปิดเสียง (หรือจะตั้งค่าเป็นปุ่มล็อกการหมุนหน้าจอก็ได้) อยู่ทางฝั่งขวาของเครื่อง ทางด้านซ้ายที่โล่งไม่มีปุ่มหรืออะไรใดๆ เลย สุดท้ายกับด้านล่างของตัวเครื่องก็เป็นตำแหน่งของพอร์ต Lightning และลำโพงสเตอริโอ?

ลำโพงที่ติดตั้งมาใน iPad mini Retina ถือว่าเป็นลำโพงระบบสเตอริโอ (มีลำโพงสองตัว) ตัวแรกใน iPad ขนาดปกติ โดยจากเท่าที่ทดลองฟัง พบว่ามีความแตกต่างจากลำโพงใน iDevice ตัวอื่นๆ เล็กน้อย ซึ่งในส่วนของลำโพงเมื่อเทียบกับ iPad Air จะให้ความดังที่น้อยกว่าแบบรู่สึกได้ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอยู่?แต่เรื่องคุณภาพเสียงก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก (แต่ก็ดีกว่าเดิมเล็กน้อย) แนะนำว่าถ้าให้ดีก็ควรต่อหูฟัง หรือเชื่อมต่อกับลำโพงจะเหมาะกว่า ซึ่งคุณภาพจัดได้ว่าไพเราะกว่าการใช้ iPhone ฟังเพลงแน่นอน (แต่ถ้าเทียบกับ iPad Air ก็เป็นรองอยู่ในเรื่องของกำลังขับและคุณภาพเสียงที่ได้) ไม่จะเชื่อมต่อด้วยสายหรือแบบไร้สายด้วยสัญญาณ Bluetooth ก็ตามที และสำหรับไมโครโฟนที่ไว้ใช้งานสนทนา VDO Call หรืออัดเสียงเป็นหลักจะอยู่บริเวณขอบบนตรงกึ่งกลางเครื่อง พร้อมกับลำโพงอีกตัวที่ช่วยในการตัดเสียงรบกวน ซึ่งเพิ่งติดตั้งมาให้ครั้งแรกบน iPad mini Retina เครื่องนี้

สำหรับภายในกล่องของ iPad mini Retina ประกอบไปด้วยตัวเครื่อง, สาย USB > Lightning, อแดปเตอร์ USB, คู่มือการใช้งานเบื้องต้น และสติ๊กเกอร์โลโก้ Apple ที่หลายๆ ท่านที่ใช้ผลิตภัณฑ์ Apple อยู่คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ iPad นั้น ไม่มีหูฟังแถมมาให้อย่างใน iPhone หรือ iPod นะครับ ต้องซื้อแยกเองอีกทีหากต้องการใช้งาน สนนราคาสำหรับ?Apple EarPods with Remote and Mic อยู่ที่ 1,090 บาท ยังไงถ้าใครต้องการใช้งานหูฟังก็ควรกั้นงบประมาณในการซื้อ iPad mini Retina เอาไว้ซะหน่อยด้วย

Retina Display

ในส่วนของ iPad mini Retina มีหน้าจอแสดงผลมีขนาด 7.9 นิ้วเท่าเดิม แต่มาคราวนี้เป็นเทคโนโลยี Retina Display แล้ว ด้วยความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล หรือ 326 พิกเซลต่อตารางนิ้ว (PPI) สัดส่วนจอเป็น 4:3 แบบเดิมๆ ซึ่งต่างจากสัดส่วนจอของ iPhone 5s หรือ iPod Touch รุ่นล่าสุดที่เป็น 16:9 รวมไปถึงแท็บเล็ต Android ที่ส่วนมากเป็น 16:9 เรียกได้ว่าสัดส่วนหน้าจอ 4:3 นี้เหมาะมากๆ ที่จะใช้อ่าน E-Book หรือ แอพพลิเคชั่น แม็กกาซีนที่ให้ดาวน์โหลดได้ต่างๆ ซึ่งนับได้ว่าจะ iPad mini Retina มีความหนาแน่นเท่ากับ iPhone 5s เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเพียงพอต่อการใข้บนแท็บเล็ตแล้วครับ เพราะปกติเราจะใช้ห่างตากว่าบนสมาร์ทโฟนอยู่แล้วครับ ฉะนั้นความละเอียดมากไปกว่านี้ก็จะไม่เห็นความแตกต่าง

นอกจากนี้กับขนาดหน้าจอ 7.9 นิ้วเท่ากับ iPad mini รุ่นก่อน แต่กลับมีความละเอียดหน้าจอถึง 2048 x 1536 พิกเซล (iPad mini มีความละเอียดเพียง 1024 x 768 พิกเซลเท่านั้น) ซึ่งหากเรานำมาเทียบกับ LCD TV ในปัจจุบันที่มีขนาดหน้าจอ 32 ? 50 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซลแล้วล่ะก็ จะเห็นได้ว่า iPad mini Retina ตัวใหม่นี้ นั้นมีความหนาแน่นของพิกเซลต่อตารางนิ้วขึ้นเยอะมากๆ ซึ่งเมื่อนำไปใช้งานจริงจะพบว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่า iPad mini แบบรู้สึกได้ทีเดียว

แต่ก็ถือว่าน่าเสียดายที่คุณภาพหน้าจอเทคโนโลยี Retina Display ของ iPad mini Retina นั้น จัดได้ว่ามีมาตรฐานที่ต่ำกว่า iDevice รุ่นอื่นๆ แบบเห็นได้ชัด เพราะจากการใช้งานจริงรวมไปถึงจับเทียบกับ iPad Air และ iPhone 5s แล้วพบว่า ในเรื่องของสีสันยังคงเป็นรองด้วยความที่สีสันไม่สดสวยสมจริง แถมยังสีเพี้ยนในบางช่วงสี ที่ทำให้ประสบการณ์ใช้งานในเรื่องหน้าจอยังคงแพ้ iPad Air อยู่ แม้ว่าจะมีความหนาแน่นกว่ามากก็ตามที อย่างไรก็ตามหวังว่าทาง Apple ควรจะให้ความสำคัญและใส่ใจมากกว่านี้ในรุ่นต่อๆ ไป

เพราะเชื่อว่าถ้าใครให้ความสำคัญในเรื่องของการแสดงผลที่สวยสมจริงแล้ว iPad mini Retina ยังคงไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ซึ่งถ้าคนไหนไม่ซีเรียสเรื่องของสีสันนัก iPad mini Retina ก็ถือว่าใช้งานได้ เพราะเอาจริงๆ หน้าจอก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก แต่แค่สู้ iDevice รุ่นอื่นๆ ไม่ได้เท่านั้นเอง

Thin And Weight

iPad mini Retina?มีเรื่องที่เป็นจุดเด่นเลยก็คือ รูปทรงที่มีทั้งความบางและเบาลงอย่างรู้สึกได้และเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่ออย่างที่ iPad mini รุ่นแรกทำไว้ได้ดีอยู่แล้ว โดยมีน้ำหนักเพียง 331 กรัมเท่านั้น (iPad Air มีน้ำหนัก 469 กรัม) เรียกได้ว่าเบามากๆ ซึ่งจากการทดลองใช้งานจริงก็ถือใช้งานมือเดียวได้อย่างสบายๆ ไม่ล้ามืออะไร ต่างกับ iPad Air ที่แม้ว่าการถือด้วยมือเดียวนานๆ สามารถทำได้อย่างสบายๆ แต่ด้วยมิติตัวเครื่องที่ใหญ่กว่า จึงทำให้พกพาไปใช้งานต่างสถานที่ลำบากกว่านั่นเอง นอกเหนือไปจากนี้ตัวเครื่อง iPad mini Retina?ยังมีความบางที่บางเท่ากับ iPad Air ซะนั้นในเรื่องของความบางต้องเรียกว่าเสมอกัน

* iPad mini Retina รุ่น Wi-Fi + Cellular จะมีน้ำหนักมากกว่ารุ่น Wi-Fi ปกติ 10 กรัม

ที่แม้ว่ามิติตัวเครื่อง iPad mini Retina?จะยังได้รับการออกแบบให้เหมือนเดิม โดยไม่ได้มีการพัฒนาเล็กหรือบางลงจากรุ่นก่อนหน้าแต่อย่างใด โดยหลายๆ คนอาจจะคิดว่ามันไม่เห็นจะเป็นนวัฒกรรมอะไรเลย แต่ก็ต้องบอกว่าการที่เราได้ iPad ที่ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยที่น้ำหนักเท่าเดิมและตัวเครื่องเท่าเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ผู้ผลิตรายไหนจะทำก็ได้ ที่แม้พูดไปอาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนมากนัก แต่อย่างไรก็ต้องยอมรับว่าด้วยประสิทธิภาพการงานที่ลื่นไหลไม่มีสะดุด รวมถึงหน้าจอแสดงผลแบบ Retina Display ก็ถือว่า iPad mini รุ่น 2 นี้ก้าวมาไกลจากรุ่นเดิมมากแล้ว (ราคาก็ด้วยก้าวมาไกลไป 2,200 บาททีเดียว)

Battery / Heat

ด้วยการที่ iPad mini Retina เปลี่ยนไปใช้ชิปประมวลผลจาก Apple A5 เป็น Apple A7 พร้อมเพิ่มชิปช่วยประมวลอีกตัวอย่าง M7 ยังคงมีอัตราการใช้พลังงานต่ำลงกว่าเดิม ด้วยมาตรฐานของ Apple ระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องก็ยังต้องเป็น 10 ชั่วโมงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ด้วยหน้าจอที่ใช้เทคโนโลยี Retina Display จึงทำให้ iPad mini Retina นี้ มีความจุของแบตเตอรี่ที่มากกว่าเดิมที่ 6400 mAh (เดิม 4490 mAh) เรียกได้ว่าหากเทียบความจุแบตเตอรี่กับโน้ตบุ๊กทั่วไปจะเห็นได้ชัดเจนว่ามี ความจุมากกว่าเล็กน้อย ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือมันสามารถจ่ายไฟมาชาร์จให้ได้เป็น 10W แล้ว (เดิมเพียง 5W) ?ซึ่งก็จะทำให้สามารถชาร์จไฟได้เร็วขึ้น เหมาะสมกับปริมาณแบตเตอรี่และความต้องการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นของ iPad mini Retina โดยจากการทดสอบใช้งานเล่นอินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi สลับกับการเล่นเกม 3 มิติบ้างตลอดทั้งวัน ตัวของ iPad mini ก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 ชั่วโมงจริงๆ ยิ่งสำหรับคนที่ไม่เล่นต่อเนื่องขนาดนี้ 2-3 วันชาร์จไฟครั้งหนึ่งก็ยังได้ ส่วนการชาร์จไปเข้า iPad mini Retina จาก 10% ถึง 100% จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงได้ครับ ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่นานจนเกินไป

ด้วยชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพที่ดียิ่ง ส่งผลให้มีความร้อนก็ขึ้น (แต่ก็ไม่ได้ร้อนอะไร เพียงรู้สึกอุ่นๆ เท่านั้น) โดยส่วนที่ร้อนที่สุดจะเป็นส่วนของมุมซ้ายล่างของเครื่อง (หันจอเข้าหาตัว) เนื่องด้วยเป็นตำแหน่งของชิปประมวลผลต่างๆ ของเครื่อง ทำให้เป็นบริเวณที่มีความร้อนสะสมมากที่สุดของเครื่อง อีกทั้งฝาหลังที่ใช้เป็นอะลูมิเนียมอีก ซึ่งช่วยให้ความร้อนภายในถ่ายเทออกมาได้เร็ว แต่ทั้งนี้ก็จะทำให้รู้สึกร้อนมือได้เร็วเช่นเดียวกัน โดยเท่าที่ลองใช้งานมาระยะหนึ่ง พบว่าความร้อนของเครื่องน้อยกว่า iPad mini อยู่เล็กน้อย ขณะเล่นเกมก็ยังพอสามารถจับเครื่องเล่นได้อยู่ (นั่งในห้องแอร์หรือห้องที่มีพัดลม) แต่ถ้าอยู่ในนอกสถานที่ที่ค่อนข้างร้อน ตำแหน่งซ้ายล่างของเครื่องจะร้อนมากขึ้น แต่ก็ไม่ขนาดที่จับไม่ได้นะครับ เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงเรื่องความร้อนได้ดีกว่าเดิมพอตัว แน่นอนว่าความดีความชอบนี้คงต้องยอกให้ชิปประมวลผล Apple A7 รุ่นใหม่

Camera / Photo

ในส่วนของกล้องด้านหลังอีกด้วย ที่ในตามภาพจะเห็นเป็นวงกลมสีดำ ซึ่งตัวกล้องเองสามารถถ่ายภาพความละเอียดได้ที่ 5 ล้านพิกเซลเหมือน iPad mini ซึ่งเป็นระบบ Autofocus ซึ่งเราสามารถเลือกจุดโฟกัส (Tab to Focus) พร้อมวัดแสงได้เอง ด้วยการใช้นิ้วจิ้มไปยังบริเวณในภาพที่ต้องการ โดย iPad mini Retina นั้น คาดว่ามีการใช้เซ็นเซอร์และชุดเลนส์เช่นเดียวกับ iPhone 5 ส่งผลให้คุณภาพของภาพที่ได้ออกมานั้นมีความสวยงามและชัดเจนกว่าเดิม แต่ก็ไม่มีทางสวยไปกว่า iPhone 5s แน่นอน

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติถ่ายวีดีโอได้ความละเอียด 1080P แบบ 30 เฟรม แต่ในเรื่องของแฟลชก็ยังไม่ได้ติดตั้งมาให้ครับ ยังไงในส่วนของคุณภาพของไฟล์ภาพ คงต้องไปดูในส่วนของตัวอย่างภาพถ่ายที่อยู่ทางด้านข้างนะครับ (สามารถกดคลิกเข้าไป เพื่อชมภาพขนาดจริงพร้อมดาวน์โหลด) ที่ต้องบอกว่าน่าประทับใจทีเดียวกับภาพจากบนแท็บเล็ตเครื่องนี้ ทั้งในเรื่องของคุณภาพ สีสัน เก็บส่วนมืดส่วนสว่าง รวมไปถึงประสบการณ์ใช้งาน

ในตัวแอพพลิเคชั่น Camera เองมีระบบ Auto Focus ที่ใช้เป็นแบบ Tab to Focus (โฟกัสตรงตำแหน่งนั้นๆ พร้อมกับการวัดค่าแสง) ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผลไวพอสมควรด้วยหน่วยประมวลผล Apple A7 ทำให้กดปุ๊ปถ่ายปั๊ป สำหรับ User Interface นั้น ก็ดูเรียบง่ายตามสไตล์ของ iOS7 เรียกได้ว่าคล้ายกับที่อยู่ใน iPhone เลยก็ว่าได้ โดยเพียงแค่ปรับปุ่มชัตเตอร์ไว้ด้านข้างเท่านั้น (ใช้งานถนัดขึ้นเยอะเวลาถือสองมือ) ฉะนั้นใครที่ใช้ iPhone หรือ iDevice อื่นๆ อยู่แล้วก็ไม่ยากที่จะเรียนรู้เลยครับ

พร้อมกันนั้นเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้วก็สามารถจัดการแต่งภาพเบื้องต้นได้เลย เช่น หมุนภาพแนวตั้งแนวนอน, ปรับความสว่างของภาพ, แก้ตาแดง และ Crop ภาพตามต้องการ อย่างที่ก่อนหน้านี้แล้ว

ในส่วนของกล้องด้านหน้าจะอยู่บริเวณด้านหน้าส่วนบนของตัวเครื่อง พร้อมรองรับความละเอียดที่ 1.2 ล้านพิกเซล (1280 x 720 พิกเซล) ที่ 30 เฟรม แน่นอนว่าไว้สนับสนุนการใช้งาน VDO Call อย่าง FaceTime ซึ่งเรียกได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ?

Performance / Software

สำหรับประสิทธิภาพของ iPad mini Retina ที่ใช้ชิปประมวลผล Apple A7 ความเร็ว 1.3 GHz (น้อยกว่าใน iPad Air นิดหน่อยที่ 0.1GHz) ก็ถือว่าให้ความแรงในระดับที่น่าประทับใจ ซึ่งในด้านการทดสอบจะเห็นผลต่างของคะแนนอย่างชัดเจน ส่วนในด้านการใช้งานจริง เท่าที่ลองใช้งานเปรียบเทียบกับ iPad mini ดู พบว่า iPad mini Retina สามารถตอบสนองการสั่งงานได้เร็วขึ้นกว่าแบบห่างชั่น เช่นการเปิดแอพ การโหลดเกม การเปิดหน้าเว็บต่างๆ พบว่าทำได้ดีกว่า เร็วกว่า iPad mini พอสมควร เรียกว่าได้ความรู้สึกเหมือนตอนใช้งาน iPad Air ทีเดียว คือเปิดอะไรๆ ก็ขึ้นเร็วทันใจไปหมด

ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของ iPad mini Retina?จะเริ่มต้นมาเป็น iOS 7 แล้ว ซึ่งในเครื่องที่เราได้มามีการติดตั้ง iOS 7.0.4 มาให้ โดยในส่วนของรูปแบบการใช้งานก็ไม่แตกต่างไปจากใน iPad หรือ iPhone ก่อนหน้านี้เท่าไหร่นัก สำหรับคนที่เคยใช้งานอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าซื้อมาแล้วใช้งานได้ทันที ส่วนถ้าใครไม่เคยใช้งาน iOS ก็รับรองได้ว่าจับแค่ไม่ถึง 30 นาทีก็น่าจะใช้งานในระดับเริ่มต้นได้คล่องมือแล้วนะครับ แน่นอนว่าการทำงานโดยรวมของระบบก็มีความลื่นไหลรวดเร็วทีเดียว

ตัวอย่างของการเปิดแอพพลิเคชั่น App Store แหล่งดาวน์โหลดของฟรีและเสียเงิน และตัวอย่างการเปิดหน้าแอพพลิเคชั่น Facebook ที่ต้องบอกว่าใช้งานได้สะดวกมากเมื่อเทียบกับการใช้งานบน iPhone ด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่า แต่ก็เล็กกว่าเมื่อเทียบกับ iPad Air

อีกทั้งในส่วนของการใช้งาน E-Magazine ก็สามารถใช้งานได้เป็นอย่างดีจากขนาดที่ใหญ่ และความละเอียดหน้าจอที่สูง แน่นอนว่าถ้าใครชอบอ่านไฟล์ต่างๆ ในแท็บเล็ตเป็นประจำ iPad mini Retina ต้องตอบโจทย์อย่างแน่นอน ซึ่ง E-Magazine นี้ก็มีทั้งแบบฟรีและเสียเงินนะครับ ยังไงลองเลือกซื้อเลือกหากันตามไลฟ์สไตล์กันดู ซึ่งจากการซูมดูก็จะเห็นว่าไม่มีลักษณะภาพแตก (ต้นฉบับต้องมีความละเอียดระดับ Retina อยู่แล้ว)?

นอกจากนี้การใช้งานแอพพลิเคชั่นอื่นๆ อย่างเกม 2 มิติ 3 มิติ ก็สนับสนุนการใช้งานบน iPad mini Retina?ได้อย่างสบายๆ ทั้งในเรื่องของความคมชัดและกราฟิกที่สวยงามเรียบเนียน ที่เราจะเห็นได้ชัดเจนในเกมที่เป็นกราฟิก 3 มิติหนักๆ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญเพราะใช้ชิปประมวลผลที่แรงกว่าชิปรุ่นเดิมถึง 4 เท่าด้วยกัน รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นรวมโซเซียสเน็ตเวิร์คอย่าง Flipboard ที่จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่ควรติดเครื่อง iPad เอาไว้ เพราะด้วยหน้าจอขนาดใหญ่กว่า iPhone และ iPad mini ทำให้เราสามารถรับชมได้อย่างสบายตาทีเดียวครับ

สรุปการใช้งานและประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่อง iPad mini Retina?นั้น สามารถตอบสนองการใช้งานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเล่นอินเตอร์เน็ต อ่าน E-Book, E-Magazine หรือเล่นเกมที่ใช้กราฟิกที่สวยงาม ทุกอย่างล้วนมีความลื่นไหลและสวยงาม โดยรวมก็มีความลื่นไหลมากๆ ซึ่ง iPad mini Retina?เหมาะมากๆ สำหรับคนที่เน้นในเรื่องความแรงของประสิทธิภาพบนคุณสมบัติที่พกพาได้สะดวกกว่า iPad Air ?ที่ถือว่าอาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนมากนักหากเทียบกับ iPad mini แต่จะเห็นได้เล็กๆ น้อยๆ ว่าโหลดเกมหรือเข้าใช้งานแอพพิลเคชั่นต่างๆ รวมไปในส่วนของการใช้งานทั่วไปบอกได้เลยว่าแทบไม่มีอาการกระตุกหรือหน่วงให้เห็นเลย

Conclusion

ถ้าจะบอกว่า iPad mini นั้น เป็น iPad ไซส์เล็กที่สมบูรณ์แบบเป็นไปตามที่หลายๆ คนต้องการก็คงไม่ผิดนัก เพราะที่ผ่านมาสำหรับ iPad mini ขนาดปกติหน้าจอ 7.9 นิ้ว ก็มีข้อจำกัดในหลายๆ อย่าง อาทิ หน้าจอไม่ค่อยละเอียด เพราะไม่เป็น Retina Display ?และปัญหาเรื่องความแรงเพราะด้วยสเปกที่ไม่ได้แรงเลย ซึ่งเห็นได้ชัดๆ ก็ตอน iPad mini อัพเกรดเป็น iOS 7 ที่เรียกได้ว่าหน่วงแลักระตุกจนหลายๆ คนเสียอารมณ์ในการใช้งานเลยทีเดียว แต่ล่าสุดกับ iPad mini Retina ก็มาพร้อมกับการแก้ไขจุดบกพร่องและปัญาต่างๆ อย่างประสิทธิภาพความแรงที่ดีเยี่ยมกว่าเดิม รวมไปถึงหน้าจอ Retina Display ที่มีความละเอียดสูง ทำให้เราได้ประสบการณ์ใช้งานจาก iPad ไซส์เล็กอย่างที่ควรจะเป็น (แม้ว่าจอจะกากสุดในบรรดา Retina Display ก็ตามที)

สำหรับ iPad mini Retina หรือ iPad mini 2 นั้น จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในเเท็บเล็ตไซส์ไม่เกิน 8 นิ้วที่ดีที่สุดในตลาดปัจจุบัน ด้วยความสวยงามในด้านฮาร์ดเเวร์ วัสดุ น้ำหนัก ความบาง ความลื่นไหลในการใช้งาน เเละเเอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย (แน่นอนว่าใครใช้งานจริงคงรู้ดี) เรียกได้ว่าทำให้สมหวังกันเสียทีเมื่อเทียบกับ iPad mini รุ่นก่อน แต่อย่างไรก็ตาม iPad mini คงไม่ใช่คำตอบในการใช้งานแท็บเล็ตของหลายๆ คนแน่นอน เพราะเอาเข้าจริงก็ยังขาดคุณสมบัติอีกหลายส่วน อาทิเช่น ปากกา หรือความอิสระในการถ่ายโอนข้อมูล (Apple จำกัดไว้เพราะมีตกลงเรื่องลิขสิทธิ์อย่างเพลงหรืภาพยนตร์) นอกเหนือจากนี้ iPad mini ในเรื่องของในการที่เราจะทำอะไรก็ตามก็ต้องอาศัยโปรแกรม iTunes ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เสมอ ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นแนวทางของ iOS อยู่แล้ว (ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแน่นอน)

ซึ่งถ้าใครเคยใช้งาน iPad mini รุ่นก่อนมา จะเห็นว่าการมาของ iPad mini Retina ครั้งนี้เห็นได้ชัดในเรื่องของซอฟต์แวร์อย่าง iOS 7 ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ทั้งในเรื่องของดีไซน์และความลื่นไหลของระบบการทำงานโดยรวม รวมไปถึงความรวดเร็วเเละการใช้งานที่ดีกว่าจากชิปประมวลผล Apple A7 และ M7 ที่เร็วขึ้น รวมไปถึงรูปแบบการเชื่อมต่อพอร์ต Lightning ที่ทำให้เราสามารถใช้งาน iPad ได้สะดวกมากกว่าถ้าใช้งานคู่กับ iPhone 5 หรือ iPhone 5s อยู่แล้ว

สำหรับคนที่ยังไม่เคยเป็นเจ้าของเเท็บเล็ตอะไรมากก่อนเลย iPad mini ก็ให้สิ่งที่ดีที่สุดในราคาที่ไม่ต้องคิดมากมาย ด้วยราคาที่เริ่มต้นเพียง 13,400 บาท ?(ประชด) ซึ่งแพงกว่ารุ่นก่อน 2,200 บาท แต่ถ้าใครใช้ iPad mini อยู่แล้ว อาจจะไม่จำเป็นต้องสนใจมากนัก หากไม่ต้องการได้ใช้งานที่ลื่นไหลและจอละเอียดกว่าเดิม ก็ยังสามารถใช้งาน iPad mini เครื่องเดิมได้อยู่ แต่สำหรับบางคนที่ต้องการ iPad mini ที่อัพเกรดสเปกและหน้าจอ Retina Display รวมไปถึงใครคนไหนที่ต้องการใช้งานพกพาบ่อยๆ โดยที่ประสิทธิภาพอาจจะเป็นรอง iPad Air เล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถมาจับจอง iPad mini Retina กันได้นะเลยครับ ส่วนถ้าใครคนไหนอยากได้จอใหญ่ๆ ภาพสวยสมจริง และสเปกที่แรงที่สุดแล้วล่ะก็ ลองดูเป็น iPad Air น่าจะเข้าท่ามากกว่า

จุดเด่น

  • มีดีไซน์และความสวยงามหรูหราเช่นเดิม ดูแล้วเป็นของดีมีราคาตามสไตล์ Apple
  • ตัวเครื่องมีความบางและเบากว่าเหมือนเดิม ทำให้จับถือและพกพาไม่ลำบาก
  • หน้าจอมีความสวยงาม ด้วย Retina Display จากความละเอียดและพาเนล IPS
  • ชิปประมวลผลเป็น Apple A7 ความเร็ว 1.3GHz ทำงานแบบ 64-bit
  • มีชิปประมวลผล Apple M7 เป็นตัวช่วยทำงาน เรื่องของเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว
  • ประสิทธิภาพดีกว่า iPad mini แบบรู้สึกได้เหมือนใช้งานหนักๆ อย่างเล่นเกม 3 มิติกราฟิกสูง
  • ราคาคุ้มค่าเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ ในทั้งส่วนของงานประกอบและแอพพลิเคชั่น
  • รับสัญญาณ WiFi ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยี?Ultra-Fast Wireless
  • ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานตามาตรฐาน iPad
  • อแดปเตอร์จ่ายไฟชาร์จเป็น 10W แล้ว (ชาร์จเร็วขึ้น)?

ข้อสังเกต

  • ราคาแพงขึ้นกว่าเดิมพอสมควรที่ 2,200 บาท
  • สีสันการแสดงผลเป็นรอง iPad Air และ iPhone 5s
  • ประสิทธิภาพเป็นรอง iPad Air เล็กน้อย
  • ยังมีข้อกำจัดเดิมๆ เหมือน iPad รุ่นที่ผ่านๆ มา
  • ใครว่าหน้าจอเล็กไปก็สามารถเลือกเป็น iPad Air ได้
© Copyright - Notebookspec.com All Rights