Home » 6. Mac Corner

[Apple] เหตุผลที่ทำให้ฟีเจอร์ “Night Shift” บน iPhone เป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจสุดๆ

25 Jul 16 - By l

เป็นที่ทราบกันมาดีสักพักเกี่ยวกับเรื่องของแสงสีฟ้าที่หน้าจอสมาร์ทโฟนปล่อยกันออกมาว่าไม่ดีต่อร่างกายของมนุษย์เราได้สักพักแล้วครับ โดยไม่เพียงแค่จะมีการรณรงค์ให้เลิกจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตในเวลากลางคืนเท่านั้น แต่ทว่ามีงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ออกมารองรับว่าแม่กระทั่งตอนกลางวันเองนั้นก็ไม่ได้ปลอดภัยมากกว่ากันสักเท่าไร

ถึงแม้ว่าจะมีฟิมล์ที่ออกมาเพื่อช่วยลดแสงสีฟ้า(รวมไปถึงแอปพลิเคชัน) แต่ก็คงจะเป็ยการดีกว่าถ้ามีฟีเจอร์ตัดแสงสีฟ้าออกมาให้ผู้ใช้โดยตรงซึ่งทาง Apple นั้นก็ได้เตรียมฟีเจอร์ดังกล่าวไว้ให้แล้วใน iOS อัพเดทเวอร์ชันใหม่กับฟีเจอร์ “Night Shift” ครับ

ti_graphics_how-blue-light-affects-body-600

ท่านกลางกระแสที่กำลังมีอย่างหนักหน่วยของแสงสีฟ้าที่จะทำร้ายร่างกายเรานั้น มาลองดูกันดีกว่าครับว่าเจ้าแสงสีฟ้านี้จะสามารถทำร้ายร่างกายเราได้มากแค่ไหน

  • อย่างแรกสุดเลยก็คือเจ้าแสงสีฟ้านี้จะไปหลอกสมองของเราให้หลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เอาไว้ใช้สำหรับการบอกร่างกายให้นอนหลับน้อยลง ผลที่ตามมาก็คือคุณจะนอนหลับยากมากยิ่งขึ้น ยิ่งนานๆ เข้าหล่ะก็สมองของคุณก็จะเกิดภาพวะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินผิดปกติทำให้คุณไม่สามารถหลับได้ตามปกติครับ
  • เมื่อคุณไม่ได้นอนหลับตามปกติ สมองของคุณก็จะไม่ได้พักผ่อน เป็นที่ทราบกันดีว่าสมองเป็นจุดที่เก็บเรื่องของความทรงจำอยู่ดัวนั้นเมื่อคุณไปจ้องแสงสีฟ้ามากๆ จนการนอนหลับผิดปกติในข้อแรก ผลที่จะได้รับก็คือสมองจะทำงานในเรื่องเก็บความทรงจำได้ผิดปกติตามไปด้วยครับ …. และแน่นอนสำหรับในวัยเด็กวัยเรียนแล้วหล่ะก็การนอนน้อยจะทำให้คุณไม่มีสมาธิในการเรียนหรือเรียนแล้วจำได้ยากมากกว่าปกติครับ
  • ผลระยะยาวของการนอนไม่หลับเพราะไปจ้องแสงสีฟ้ามากจนเกินไปนั้นอาจจะนำให้คุณเกิดภาวะสารสื่อสมองทำงานไม่ปกติซึ่งนั่นทำให้ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถบังคับให้ตัวเองหลับได้(อาจจะใช้ยานอนหลับ ฯลฯ) แต่สมองของคุณ(โดยเฉพาะสารสื่อประสาท) ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ และตอนที่คุณนอนสมองของคุณก็จะไม่ได้พักเหมือนอย่างที่คุณได้นอนตามปกติครับ(เรียกว่าตัวนอนแต่สมองไม่นอนก็ได้ครับ)
  • เมื่อระดับเมลาโทนินลดลงค้นพบว่าอาจจะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมเรื่องความหิวด้วย ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ในบางท่านเกิดภาพวะทานมากเกินไปจนน้ำหนักเกิน
  • ต่อเนื่องกันครับ ในคนที่มีสารเมลาโทนินต่ำมากๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะเกิดภาวะนอนหลับไม่ได้ตามปกติ การที่ร่างกายไม่ได้นอนหลับพักผ่อนตามปกติทั้งสมองและร่างกายส่งผลให้สุขภาพจะแย่ตามเพราะอวัยวะต่างๆ ไม่ได้พักผ่อน ที่ร้ายที่สุดที่คุณอาจจะต้องเผชิญก็คือคณอาจจะเจอภาวะโรคทางจิตเภทที่มีชื่อว่า “ซึมเศร้า” ไปแบบไม่รู้ตัวครับ

หมายเหตุ – มีงานวิจัยว่าคนไทยปัจจุบันเป็นโรคซึมเศร้ากันเพิ่มขึ้นมากแต่ไม่ยอมไปพบแพทย์เนื่องจากคิดว่าเป็นโรคจิตแต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของสารสื่อสมองทำงานผิดปกติ หากคุณๆ ท่านๆ มีลูกหลานหรือกระทั่งตัวเองก็ตามที่น่าจะมีภาวะซึมเศร้าเช่น การหลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน, เบื่อโลก, คิดอยากฆ่าตัวตาย ฯลฯ(ลองค้นหาคำว่าซึมเศร้าใน Google ดูนะครับ) ขอแนะนำให้ทุกท่านไปพบแพทย์นะครับ ซึมเศร้ารักษาให้หายได้ครับ

night-shift-iphone-600 02

ยังครับผลเสียของการจ้องมองแสงสีฟ้าเป็นเวลานานๆ ยังไม่จนครับ มาดูกันว่าแสงสีฟ้าสามารถที่จะทำอะไรกับดวงตาของคุณได้บ้างกันดีกว่าครับ

  • มีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้หลักฐานว่าแสงสีฟ้าสามารถที่จะทำลายเรตินาในลูกตาของคุณได้ครับ(แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังคงต้องวิจัยกันต่อไปก่อนที่จะสามารถบอกได้ว่าแสงสีฟ้าเป็นต้นเหตุให้เรตินาเสียจริงๆ ครับ)
  • มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่กำลังศึกษาว่าแสงสีฟ้าอาจจะก่อให้เกิดต้อกระจกในแก้วตา
  • มีงานวิจัยส่วนหนึ่งที่กำลังหาจุดเชื่อมต่อว่าการได้รับแสงสีฟ้านานๆ อาจจะเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

หมายเหตุ – งานวิจัยหลายๆ งานเป็นงานวิจัยทางด้านการแพทย์ซึ่งจะเป็นต้องใช้เวลาและใช้ความรู้แบบต่อเนื่องจึงจะสามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดดังนั้นนักวิจัยจึงต้องใช้เวลาในการวิจัยนานกว่าปกติ

จะเห็นได้ว่าแสงสีฟ้านี้น่ากลัวจริงๆ ครับดังนั้นแล้วฟีเจอร์ “Night Shift” บน iPhone จึงถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเป็นฟีเจอร์ที่นึกถึงสุขภาพสำหรับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามแต่หากจะป้องกันโดยที่ไม่อยากให้เกิดผลกระทบกับคุณหลายๆ อย่างจริงๆ แล้วหล่ะก็เราขอแนะนำให้ทุกท่านเลิกใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในช่วงเวลาก่อนเข้านอนสัก 15 – 30 นาที(ต้องพยายามหน่อยนะครับ) และในตอนกลางวันก็อย่าพยายามจ้องสมาร์ทโฟนมากจนเกินไปแต่ให้หันมาสนใจคนที่อยู่ข้างๆ คุณบ้างจพดีกว่าครับ

หมายเหตุ – ฟีเจอร์ “Night Shift” นี้ไม่ได้มีเฉพาะบน iPhone เท่านั้นแต่ในสมาร์ทโฟนระบบปฎิบัติการ Android หลายๆ ยี่ห้อก็มีฟีเจอร์ดังกล่าวแต่ใช้ชื่อแตกต่างกันไปอย่างเช่น Huawei กับชื่อ “Eyesight protection” เป็นต้นครับ

ที่มา : techinsider



© Copyright - Notebookspec.com All Rights