Home » 4. Other News

[วิเคราะห์] ค่าเงินดิจิตอล bitcoin ระหว่างที่ขุดกันด้วยการ์ดจอขณะนี้ ก่อนวันที่เหมืองแตก เมื่อไร ? อย่างไรบ้าง ?

27 Jun 17 - By l

ตอนนี้ต้องยอมรับว่ากระแสการขุด bitcoin หรือ สกุลเงินดิจิตอล มาแรงมาก ขนาดการ์ดจอมือ 1 หาซื้อกันไม่ได้ ไปจนถึงการ์ดจอมือ 2 บางรุ่นราคาแพงกว่ามือ 1 เฉยเลย ซึ่งไม่เคยมีปรากฎการณ์นี้มาก่อน หลายๆ ร้านที่ขายการ์ดจอถึงกับต้องล๊อคไว้ให้สำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องประกอบเท่านั้น ไม่ขายแยกแล้ว ปั่นป่วนกันทั้งตลาดเลยทีเดียว

อธิบายหลักการทำงานของ bitcoin กันหน่อย เน้นแบบพื้นๆ พอเข้าใจ

bitcoin หรือสกุลเงินดิจิตอล หนื่งในอีกหลายๆสกุลเงินที่มีอยู่ขณะนี้แต่เป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะมูลค่าต่อ 1 หน่วย ราคาขึ้นมาสูงที่สุดในตลาดตอนนี้ จุดเด่นของเงินสกุลดิจิตอล คือสามารถโอนข้ามประเทศได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และที่สำคัญคือความไรตัวตน รหัสที่เป็นเลขที่บัญชีจะไม่สามารถเช็คได้ว่าใครคือเจ้าของบัญชี และไม่สามารถเช็คยอดเงินในบัญชีนั้นๆได้ แม้แต่ทางการก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงยิ่งเป็นที่นิยมมากเป็นพิเศษ (โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสีเทา) จริงๆก่อนหน้านี้มีคนทำ bitcoin มานานแล้ว แต่เพิ่งมาเป็นที่นิยมหลังการระบาดของ wannacry ที่เรียกค่าไถ่เป็นเงินสกุล bitcoin หรือ BTC

สาเหตุที่เรียกว่าขุดเหมืองก็มาจากหลักการทำงานของมันนี่ละ การทำเงินจาก Bitcoin คือการที่ใช้เครื่องพีซีแข่งกันถอดรหัสใครชนะก็ได้เงิน BTC ไป (จริงๆมันมีหลังการซับซ้อนกว่านั้นเพราะนอกจากถอดรหัสชนะ ก็จะเป็นการสร้างบล๊อค etc. เอาเป็นว่าแข่งถอดรหัสแล้วกัน 55) ก็เหมือนการขุดเหมืองในสมัยก่อน พีซีก็เหมือนจอบเสียมใครขุดได้เยอะ ได้เร็วก็มีโอกาสเจอทอง (คือมีทองแน่ๆแต่ยิ่งขุดได้เยอะ ได้เร็วโอกาสเจอทองก็ยิ่งสูง) แต่ทองหรือค่าเงิน BTC มีจำกัด โอกาสที่จะเจอก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ขุดได้ก่อนจึงได้เปรียบ แล้วทำไมถึงต้องใช้การ์ดจอมากๆละ

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าซีพียูมีความเร็วสูงน่าจะถอดรหัสได้เร็ว แต่ความจริงแล้วการถอดรหัสในงานแบบนี้การ์ดจอทำงานได้เร็วกว่าหลายเท่า อีกทั้งในหนึ่งริค (ก็คือพีซีที่มาพร้อมการ์ดจอจอหลายตัว หรือที่ฮิตสุดก็คือการ์ดจอ 6 ตัวต่อ 1 ริค) ที่มีการ์ดจอหลายตัวทำให้ประมวลผลได้เร็วอีกหลายเท่าตัว นึกง่ายๆว่าในพีซี 1 เครื่อง ต่อการ์ดจอได้หลายใบ แต่ซีพียูมีแค่ตัวเดียวหรือต่อให้ใช้เมนบอร์ด server ก็มีแค่ 2 ตัว เอาไปขุดก็ไม่คุ้ม ยิ่งเมนบอร์ดใส่การ์ดจอได้หลายตัวก็ยิ่งคุ้มกว่า ขุดได้เยอะกว่าในเวลาที่เท่าๆกัน ส่วนกำไรที่จะได้นั้นก็จะมาจากความเร็วในการขุด ลบออกด้วยค่าไฟนั่นเอง บางคนมีเป็น 10 – 100 ริค คิดดูเล่นๆนะครับว่าต้องมีการ์ดจอทั้งหมดกี่ตัว -0-

ซึ่งการ์ดจอที่ขุดได้ดีๆ คำนวนถอดรหัสได้เร็วๆก็จะเป็นการ์ดจอตัวแรงๆที่เรานิยมเอาไว้เล่นเกมทั้งนั้น โดยเฉพาะค่ายแดงที่สเปคราคาคุ้มค่าที่สุดทั้ง RX470 ,RX480 ,RX570 ,RX580 หรือแม้กระทั่งรุ่น ล่าง RX460 ก็เริ่มเอาไปขุนกันแล้ว ซึ่งเหมาะกับค่าเงิน BTC หรือ Bitcoin ส่วนค่ายเขียวนั้นจะเหมาะกับการขุดค่าเงินอื่นๆที่เหลือ ที่ฮิตสุดๆก็จะเป็น GTX1060 ที่ราคาคุ้มค่าสุด ไปจนถึง GTX 1070 1080 หรือ GTX 1080Ti ที่การ์ดราคา 30,000 บาท ล่าสุด GTX 1050Ti ก็เอามาขุดกันหมด ตอนนี้การ์ดจอเล่นเกมดีที่สุดของตลาดคงเป็น GT 1030 ละครับ -*-

แล้วเมื่อไรการ์ดจอจะเพียงพอ

จากการที่ดูสภาพตลาดตอนนี้ น่าจะมีปัญหาการ์ดจอขาดตลาดไปอีก 2-3 เดือน เนื่องจากกำลังผลิตเท่าเดิม แต่ความต้องการมากขึ้น 6 – 10 เท่าไร ผลิตเท่าไรมาก็ไม่พอ แต่หลัง 2-3 เดือนนี้ก็ใช่ว่าคนจะเลิกขุดนะครับ แต่จะมีการ์ดจอที่ออกแบบมาสำหรับขุดโดยเฉพาะออกมา เน้นทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ กล่าวคือเน้นความเร็วในการถอดรหัสเป็นหลักด้วยแรมความเร็วสูงพิเศษ และการ์ดจอเองก็จอออกแบบมาเฉพาะทาง รูปแบบคงไม่ต่างจากการ์ดจอธรรมดาเท่าไร แต่ที่สำคัญคือบางค่ายจะตัดพอร์ตแสดงผลออกไปเลย (มีไปก็ไม่ได้ใช้) ในราคาที่คุ้มยิ่งกว่า นึกง่ายๆว่าราคาราวๆ GTX 1060 แต่พลังการขุดเทียบเท่า GTX 1070 หรือ 1080 เลยทีเดียว ซึ่งจะมีชาวเหมืองส่วนหนึ่งเปลี่ยนการ์ดจอแน่นอน เพราะคุ้มค่ากว่า ซึ่งจะทำให้ความต้องการการ์ดจอทั่วไปใช้ขุดน้อยลง

แต่ก็ยังคงมีชาวเหมืองอีกหลายๆท่านที่ยังจะใช้การ์ดจอธรรมดาไปขุดอยู่ดี เพราะถ้าวันนึงไม่ขุดก็ยังสามารถนำไปขาย หรือไปใช้ได้ปรกติเพราะมีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน และยังมีการรับประกันปรกติ แต่การ์ดจอสำหรับขุดนั้นถ้าวันนึงเราไม่ขุดขึ้นมา โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่มีพอร์ตแสดงผลนี่มันคือขยะดีๆนี่เองนะครับ

แล้วเมื่อไรเหมืองจะแตก

ถ้านับจำนวนสกุลเงินดิจิตอลที่มีอยู่ตอนนี้ น่าจะขุดกันได้อีกเป็นสิบ เป็นร้อยปี เอาง่ายๆว่าก็ยังมีให้ขุดเรื่อยๆ แต่ที่ฮิตขุดกันไม่ใช่เพราะขุดของใหม่เท่าไร แต่มันคือการเก็งค่าเงินต่างหาก ด้วยค่าเงินที่มันพุ่งสูงขึ้นไปมากทำให้มี ชาวเหมืองรายใหม่ถือจอบถือเสียมมาขุดกัน ด้วยความหวังที่จะรวยกับเขาบาง นึกง่ายๆว่าถ้าปัจจุบัน 1 BTC มีมูลค่าราวๆ 80,000 บาท ทำให้ทุกคนก็หวังจะได้บ้าง แต่ถ้าเกินมีสักคนที่มีหลายๆ BTC เกิดเทขายขึ้นมา โอกาสที่ค่าของมันจะลดลงก็มีอยู่สูงนะครับ นึกถึงทองคำก็ได้ ถ้ามีคนเทขายมากๆ ทองก็ราคาลงเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยทองมันก็เป็นอะไรที่มันจับต้องได้ไง ซื้อแล้วก็อยู่กับสกุลเงินดิจิตอลเป็นเงินที่อยู่ในอากาศ โอกาสความผันผวนก็สูงกว่าเป็นธรรมดา

และถ้าเกิดมีคนที่ถือ BTC อยู่จำนวนมาก อาจจะรวมๆกันสัก 1000 – 10000 BTC เกิดเทขายพร้อมๆกัน ค่าเงินอาจจะตกลงเหลือแค่หลักพันก็เป็นได้ เหมือนตลาดหุ้นเลย พอคนที่ถือเยอะๆเทขาย เม่ามอยก็พลอยบาดเจ็บไปด้วย โดยเฉพาะพวกที่กำเงินสดไปซื้อสกุลเงินดิจิตอลมายิ่งเจ็บ แต่ถ้าขุดขึ้นมาได้ก็อาจจะไม่เจ็บเท่าไร เพราะลงทุนแค่เครื่องขุดกับค่าไฟ ที่สุดท้ายเลิกขุดก็ยังเอาเครื่องขุดไปขายได้อยู่

ถ้ามองกันจริงๆ ช่วงนี้ตลาดสกุลเงินดิจิตอลผันผวนมาก ค่าเงินสูงคนก็แห่ไปขุดกันทำให้ไม่เห็นตลาดที่แท้จริง ซึ่งผมมองว่ากว่าตลาดจะนิ่งและเราเห็นค่าที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ราวๆ 1-2 ปี หลังการมาของการ์ดจอขุด ผู้ถือเงินรายใหญ่ๆเทขายจำนวนมากๆน้อยลง และค่าเงินกระจายถึงทุกคน คือทุกคนมีสกุลเงินดิจิตอลไว้ใช้จ่ายกันนะละครับผมถึงมองว่าตลาดจะอยู่ตัวแล้ว อาจจะไม่ถึงกับเหมืองแตกเสียทีเดียว แต่ก็เหลือคนขุดน้อยลงไปมาก

หลังเหมืองแตกตลาดการ์ดจอปั่นป่วนอีกครั้ง

สิ่งที่ผู้ผลิต และตัวแทนจำหน่ายหวั่นกลัวคือวันที่เหมืองแตก และการ์ดจอมือ 2 จำนวนมากเข้าสู่ตลาด แน่นอนว่านอกจากราคาที่กดกันเต็มที่เพื่อเน้นขายออกไวแล้ว จะทำให้การ์ดจอมือ 1 ขายออกได้ช้าลง เพราะคนไปซื้อมือ 2 ที่ราคาถูกกว่าและยังมีประกันเหมือนกัน (จริงๆตลาดตอนนี้แม้จะขายการ์ดจอได้หมดไม่มีเหลือเลย แต่แบรนด์และตัวแทนจำหน่ายก็ไม่ยินดีเท่าไร เพราะยังไงก็โดนด่าว่าของไม่มีขาย และไหนจะต้องมารับซ่อมเคลมการใช้การ์ดจอแบบผิดๆแบบนี้อีก สุดท้ายคือเมื่อเหมืองแตกการ์ดจอมือ 1 ก็จะขายออกยากแล้ว) ตลาดปั่นป่วนแน่นอน แม้แต่ผมเองก็รอช้อนซื้อการ์ดจออยู่เหมือนกัน เผลอๆ อาจจะได้ RX580 ในราคาไม่ถึง 8,000 บาท หรือ GTX 1080Ti ในราคา 2x,xxxบาท เท่านั้น (แต่กว่าจะได้ราคานี้ก็คงต้องรอไปอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อย)

อีกส่วนที่ต้องระวังคือการใช้การ์ดจอผิดประเภทนี่ละครับ เพราะปรกติการ์ดจอออกแบบมาให้ทำงานราวๆ 10-15 ชั่วโมง แต่นำมาใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเป็นการทำงานหนักตลอดเวลาแบบนี้ แน่นอนว่าย่อมทำให้การ์ดจอทำงานหนักและมีโอกาสเสื่อมมากกว่าปรกติ ทั้งการทำงานหนักภายในตัว GPU และแรม รวมไปถึงการระบายความร้อน ผมมองว่าอายุการใช้งานการ์ดจอปรกติ 3-5 ปี แต่ถ้าทำงานแบบนี้ ผมให้เต็มที่ไม่เกิน 3 ปีก็น่าจะพังแล้ว ถ้าพังก่อนหมดประกันก็ดีไปเคลมได้อยู่ (แม้แบรนด์จะไม่อยากรับเคลมก็ตาม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่แบรนด์ไม่ชอบการใช้งานการ์ดจอแบบนี้สักเท่าไร) แต่ถ้าหมดประกันแล้ว ก็คือขยะดีๆนี่เอง เพราะฉะนั้นใครมาขายการ์ดจอหลังจากนี้ก็ต้องมาช่างใจละครับว่า มันจะพังหลังหมดประกันไหม ถ้าหลังเหมืองแตกถ้าราคาไม่ถูกจริงๆ ผมยอมไปซื้อมือ 1 ดีกว่า

 



© Copyright - Notebookspec.com All Rights