Home » Special Story

[บทความแปลจาก Phonearena ] 10 สิ่งบน Android ที่อาจทำให้ให้ผู้ใช้ iOS รำคาญได้

30 Apr 15 - By l

จากที่เราได้นำเสนอ [บทความแปลจาก Phonearena ] 10 สิ่งบน Android ที่อาจทำให้ให้ผู้ใช้ iOS รำคาญได้ วันนี้เราจะมานำเสนอมุมมองที่กลับกันเมื่อผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS มาเป็นเวลานานๆ เปลี่ยนไปใช้ระบบปฎิบัติการ Android แล้ว เจ้าสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนระบบปฎิบัติการ Android รวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่หายไปเหล่านี้อาจจะทำให้ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS มาเป็นเวลานานๆ ถึงขั้นรำคาญ Android ขึ้นมาได้ครับ

ios to android sad

ก่อนอื่นคงต้องยอมรับกันจริงๆ ครับว่าก่อนหน้าที่จะส่ง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ลงตลาดนั้น แต่ละวัน Apple ต่างก็สูญเสียผู้ใช้งานที่จงรักภักดีในผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาให้ทางฝั่ง Android เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS มานานมากๆ เมื่อย้ายมาสู่ระบบปฎิบัติการ Android ก็คือความไม่เคยชินในหลายๆ ด้านครับ

ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS มาอย่างเนิ่นนานก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวการเปลั้ยนแปลงครับ เพราะระบบปฎิบัติการ Android เองนั้นก็ถูกออกแบบมาให้มีความง่ายต่อการใช้งานไม่แพ้กับระบบปฎิบัติการ iOS ถึงแม้จะมีบางเรื่องที่อาจจะเปลี่ยนไปจากรูปแบบการใช้งานเดิมๆ บน iOS ไปบ้างแต่เชื่อได้ว่าคุณเองก็คงใช้เวลาไม่นานมากนักที่จะปรับตัวได้ครับ

ลองไปดูกันดีกว่าครับว่า 10 สิ่งที่อยู่บนระบบปฎิบัติการ Android ที่จะทำให้ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS นานๆ ถึงขั้นรำคาญได้จะมีอะไรบ้าง

1. ความไม่ลงรอยกันของดีไซน์(ที่เปลี่ยนบ่อยๆ)

Design-inconsistency(1)

เริ่มจากเรื่องที่อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่มากเท่าไรนักแต่ก็สามารถที่จะทำให้ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS มานานๆ ถึงขั้นรำคาญได้ก็คือเรื่องของดีไซน์ของระบบปฎิบัติการ Android ครับ โดยในช่วงปี 2014 ที่ผ่านมานั้น Google ได้ทำการอัพเดทระบบปฎิบัติการ Android ใหม่เป็นเวอร์ชัน 5.0 Lollipop ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่มีชื่อว่า Material Design ซึ่งเจ้าตัวดีไซน์นี้แหละครับที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น

โดยทั่วไปแล้วเมื่อตัวระบบปฎิบัติการมีรูปแบบดีไซน์ใหม่ออกมา ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันจะต้องทำการปรับรูปแบบดีไซน์ของตัวเองให้เข้ากับดีไซน์ใหม่ด้วยครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่าแอปพลิเคชันบน Play Store ส่วนใหญ่นั้นจะใช้รูปแบบดีไซน์ที่เรียกว่า Holo Design ซึ่งปรากฎมาตั้งแต่ในระบบปฎิบัติการ Android 4.0 Ice cream Sandwich ครับ

ทีนี้ถ้าผู้พัฒนาปรับดีไซน์ของตัวแอปพลิเคชันแบบลวกๆ ไม่ดีนักให้เข้ากับ Material Design(ซึ่งอาจจะมาจากเหตุผลของความต้องการความรวดเร็วในการปรับตัวดีไซน์ให้ทันสมัย) ก็จะทำให้เกิดความไม่ลงรอยในตัวดีไซน์ขึ้นมาครับ ปัญหานี้อาจจะทำให้ผู้ใช้เห็นรูปแบบตัวอักษรที่แสดงผลผิดปกติ(เหมือนรูปด้านบน) หรือดีไซน์ที่ทับซ้อนกันแปลกๆ ซึ่งในบางครั้งเมื่อผู้ใช้พบเห็นก็จพทำให้เกิดความรำคาญขึ้นครับ(แถมปัญหาเรื่องนี้นั้นก็เป็นปัญหาหนึ่งของระบบปฎิบัติการ Android มานานโดยยังไม่สามารถที่จะแก้ไขได้สักทีครับ)

2. ความไม่คล่องตัวเหมือนกับระบบปฎิบัติการ iOS

Its-not-as-streamlined-as-iOS(1)

ถือว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกันครับ จาก [บทความแปลจาก Phonearena ] 10 สิ่งบน Android ที่อาจทำให้ให้ผู้ใช้ iOS รำคาญได้ ที่เราได้บอกไปว่าระบบปฎิบัติการ iOS นั้นหน้าจอ Homescreen นั้นผนวกรวมกับ App Drawer ซึ่งเป็นข้อเสียที่ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android มาเป็นเวลานานๆ อาจจะรำคาญกับความง่ายเกินไปในการใช้งานของระบบปฎิบัติการ iOS เพราะไม่สามารถปรับแต่งอะไรได้ แต่เรื่องนี้ก็จะย้อนกลับมาทำให้ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS มาเป็นเวลานานๆ เมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบปฎิบัติการ Android เบื่อได้เหมือนกันครับ

ก่อนอื่นนั้นด้วยความที่ Android เป็นระบบเปิดที่อนุญาตให้ผู้ที่นำตัวระบบปฎิบัติการไปปรับแต่งให้เหมาะสมกับตัวเองได้นั้นทำให้ผู้ผลิตทั้งหลายพยายามที่จะสร้างความแตกต่างของตัว Launcher ที่ครอบระบบปฎิบัติการ Android ให้เป็นของตัวเองให้มากที่สุดจนทำให้เกิดความหลากหลายขึ้นครับ

ด้วยความหลากหลายที่เกิดขึ้นนี้เองผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android อยู่แล้วอาจจะชื่นชอบ แต่ผู้ที่เปลี่ยนมาจากระบบปฎิบัติการ iOS นั้นไม่ชอบแน่นอนครับ เพราะนั่นหมายความว่าเมื่อคุณเปลี่ยนเครื่องใหม่คุณก็ต้องศึกษารูปแบบการใช้งานใหม่อีกครั้ง ในขณะที่การเปลี่ยนเครื่องของระบบปฎิบัติการ iOS นั้นคุณแทบจะไม่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมเลยครับ อารมณ์เปิดปุ๊บใช้งานปั๊บได้ทันทีครับ

3. การอัพเดทของตัวระบบปฎิบัติการ

OS-updates(1)

ปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งของระบบปฎิบัติการ Android เลยก็คือเรื่องของการอัพเดทตัวระบบปฎิบัติการครับ เราจะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่า Google จะพยายามมากแค่ไหน แต่เมื่อมีการเปิดตัวเวอร์ชันของระบบปฎิบัติการใหม่ออกมาอย่างเป็นทางการ กว่าที่ผู้ใช้ทั่วไปจะได้รับการอัพเดทนั้นก็กินเวลาเกิน 3 – 9 เดือนเข้าไปแล้ว ในขณะที่ระบบปฎิบัติการ iOS นั้นสามารถที่จะอัพเดทได้ทันทีเมื่อทาง Apple เปิดตัวครับ

จากตารางทางด้านบนจะเห็นได้ว่าระบบปฎิบัติการ Android นั้นมีผู้ใช้งานในหลากหลายเวอร์ชันมากครับ เรียกได้ว่ากระจายเต็มไปหมด ปัญหาที่จะเกิดตามมาก็คือผู้พัฒนาแอปพลิเคชันจะลำบากมากๆ ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้รองรับกับเวอร์ชันของ Android ให้ได้ทั้งหมดครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้บางแอปพลิเคชันอาจจะใช้ได้ดีกับ Android เวอร์ชันเก่าแต่พอเป็น Android เวอร์ชันใหม่กลับทำงานได้ไม่ดีครับ(ซึ่งตรงนี้ผมเองก็เจอกับตัวเองเช่นเดียวกันครับ)

ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android บางคนอาจจะเถียงว่าจริงๆ แล้วระบบปฎิบัติการ iOS นั้นก็ต้องเผชิญกับปัญหานี้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่หากพูดกันตรงๆ แล้วต้องบอกว่าน้อยกว่าทางระบบปฎิบัติการ Android มากครับ แถม Apple ยังมีการจัดการปัญหาในเรื่องนี้ได้ดีกว่าทาง Google มาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะระบบปฎิบัติการ iOS นั้นมีเพียงอุปกรณ์ของ Apple เท่านั้นที่มีวางขายทำให้ทาง Apple สามารถทำการกำหนดการอัพเดทได้ดีกว่าทาง Google นั่นเองครับ

4. กองทัพแอปพลิเคชันขยะที่ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android ต้องเจอ

 You-might-encounter-bloatware(1)

เข้าสู่อีกปัญหาหนึ่งทางด้านแอปพลิเคชันซึ่งนั่นก็คือปัญหาเรื่องแอปพลิเคชันขยะจากผู้ผลิตตัวอุปกรณ์หรือผู้ให้บริการเครือข่ายครับ แน่นอนว่าทางฝั่งระบบปฎิบัติการ iOS นั้นก็มีปัญหาเรื่องนี้เช่นเดียวกันกับทางระบบปฎิบัติการ Android แต่ถ้าเทียบกันแล้วระบบปฎิบัติการ Android เจอปัญหานี้หนักกว่ามากครับ

ถึงแม้ว่าทาง Google จะมีแอปพลิเคชันเป็นของตัวเองที่ตอบสนองความต้องการในการใช้งานบริการต่างๆ ไว้ได้เกือบจะทั้งหมดแล้ว แต่ทางผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้ให้บริการเครือข่ายที่พยายามสร้างความแตกต่างให้กับอุปกรณ์ของตนเองก็มักจะยัดแอปพลิเคชันที่คล้ายๆ กันกับของทาง Google มาให้ผู้ใช้เป็นทางเลือกครับ(ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยจะได้ใช้งานมากสักเท่าไร)

ทว่าทางผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android อาจจะเถียงว่าพวกเขาสามารถที่จะทำการ root เครื่องเพื่อที่จะลงแอปพลิเคชันที่ทำการลบแอปขยะทิ้งไปจากเครื่องได้ แต่ว่าผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS ที่พึ่งย้ายมาใช้ระบบปฎิบัติการ Android ใหม่ๆ นั้นคงไม่สามารถที่จะทำตามได้ด้วยความรวดเร็วแน่นอนครับ

สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานระบบปฎิบัติการ Android ต้องประสบพร้อมกับปัญหาเรื่องแอปพลิเคชันขยะก็คืออาการเครื่องหน่วงเนื่องจากแอปพลิเคชันขยะเหล่านี้มักจะรันตัวเองโดยอัตโนมัติและค่อนข้างที่จะใช้ทรัพยากรของเครื่องค่อนข้างมากครับ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้สเปคทางด้านฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์ระบบปฎิบัติการ Android จะสูงมากหากเทียบกับอุปกรณ์ระบบปฎิบัติการ iOS แต่ว่าความไหวลื่นก็ทำได้เพียงแค่เทียบเท่ากับระบบปฎิบัติการ iOS เท่านั้นเองครับ

5. Control Center ของระบบปฎิบัติการ iOS ใช้งานสะดวกและมีประโยชน์มากกว่า

Control-Center-is-more-intuitive--amp-easier-to-use(1)

หากจะยอมรับกันตรงๆ แล้วต้องบอกว่า Control Center ของทางระบบปฎิบัติการ iOS นั้นได้รับการออกแบบมาให้เข้าถึงและใช้งานง่ายมากกว่าครับ คุณสามารถที่จะเข้าถึง Control Center จากหน้าจอการใช้งานแอปพลิเคชันใดๆ ก็ได้เพียงลากจากล่างขึ้นบนไปบนหน้าจอเท่านั้น แถมการเข้าถึงต่างๆ บน Control Center ของระบบปฎิบัติการ iOS นั้นก็เรียกว่าครบครันสำหรับการใช้งานทั่วไปครับ

ในขณะที่ระบบปฎิบัติการ Android นั้นคุณจะสามารถเข้าสู่ Quick Settings ได้ก็ต้องแตะที่หน้าจออย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป ซึ่งนั่นคงไม่เป็นปัญหามากนักกับผู้ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android จนเคยชิน แต่กับผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS มาก่อนเป็นเวลานานแล้ว การเข้าสู่การตั้งค่าผ่านการแตะหน้าจอหลายๆ ครั้งบนระบบปฎิบัติการ Android นั้นน่าจะทำให้เกิดความรำคาญใจขึ้นมาได้ครับ(อย่างน้อยก็สักพักใหญ่ๆ จนกว่าจะชิน)

6. ฟีเจอร์ในแอปพลิเคชันกล้องของระบบปฎิบัติการ Android มาตรฐานมีน้อยเกิน

Limited-camera-app-features-in-stock-Android(1)

ผู้ที่ใช้อุปกรณ์ระบบปฎิบัติการ Android ที่มาจากผู้ผลิตรายใหญ่คงจะไม่ค่อยรู้สึกในเรื่องนี้มากเท่าไร แต่ถ้าคุณใช้อุปกรณ์ในตระกูล Nexus ที่มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android แบบที่ไม่ค่อยมีการปรับแต่งเลยแล้วหล่ะก็รับรองว่าแอปพลิเคชันกล้องบนตัวระบบปฎิบัติการ Android นั้นต้องทำให้คุณเซ็งกับความที่ไม่มีอะไรใหปรับแต่งได้เลยแน่นอนครับ

ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android สาย Nexus อาจจะบอกว่าปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยการโหลดแอปพลิเคชันกล้องจาก Play Store อื่นๆ มาใช้งานแทน แต่การที่แอปพลิเคชันกล้องของ Google ไม่สามารถที่จะปรับแต่งอะไรได้มากนักก็ถือเป็นข้อเสียสำคัญที่เมื่อเอาไปเทียบกับแอปพลิเคชันกล้องของระบบปฎิบัติการ iOS ซึ่งมีอะไรให้เล่นมากกว่า อาจจะทำให้ผู้ใช้ถึงขั้นเบื่อจนไม่อยากถ่ายรูปไปเลยครับ

7. รับรองว่าคุณต้องคิดถึงระบบสำรองข้อมูลผ่าน iCloud แน่ๆ 

You-will-miss-iCloud-backup(1)

สิ่งหนึ่งที่หายไปแล้วคุณต้องคิดถึงเวลาใช้ระบบปฎิบัติการ iOS อย่างแน่นอนก็คือระบบการสำรองข้อมูลผ่าน iCloud ครับ ถึงแม้ว่าระบบปฎิบัติการ Android นั้นจะมีการสำรองข้อมูลในรูปแบบคล้ายๆ กัน แต่ทว่าถ้าเทียบกันจริงๆ แล้วต้องยกให้ทางฝั่ง iOS ที่ทำออกมาได้ดีกว่ามากในเรื่องนี้ครับ

ที่สำคัญที่สุดในการที่จะสำรองข้อมูลแบบเต็มรูปแบบบนอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android นั้นก็คือคุณจะต้องทำการ root เครื่องแล้ว flash recovery ที่ถูกต้องแล้วทำการ Nandroid backup ซึ่งสำหรับผู้ใช้ทั่วไปแล้วนี่ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากจนไม่น่าจะทำเป็นอย่างมากครับ แถมระบบสำรองข้อมูลผ่าน iCloud นั้นก็จะยังมีความเชื่อมโยงกับข้อต่อไปอีกด้วยครับ

8. ขาดทางเลือกในการใช้งานอย่างต่อเนื่อง

Lack-of-alternative-to-Continuity(1)

จากข้อที่ 7 ที่ผ่านมานั้นทำให้เกิดความต่อเนื่องมาถึงข้อที่ 8 ครับ ซึ่งนั่นก็คือการขาดความต่อเนื่องในการใช้งานข้ามอุปกรณ์ของทาง Apple ผ่านทางระบบ iCloud โดยถ้าคุณเป็นแฟนที่จงรักภักดีของทาง Apple แล้วหล่ะก็คุณย่อมมีอุปกรณ์ของทาง Apple มากกว่าหนึ่งอุปกรณ์เป็นแน่ครับ

เมื่อคุณเปลี่ยนอุปกรณ์ไปใช้ระบบปฎิบัติการ Android นั่นหมายความว่าคุณเองต้องทิ้งข้อมูลเก่าทั้งหมดที่คุณเคยเชื่อมต่อเดิมไปเริ่มต้นใหม่กับบริการของทาง Google อีกครั้ง อย่างไรก็ตามปัญหานี้นั้นดูเหมือนจะได้รับการแก้ไขแล้ว(แต่ก็แค่ขั้นต้น) ด้วยการมีแอปพลิเคชันที่คุณสามารถเข้าถึงข้อมูล iCloud ของคุณผ่านทางอุปกรณ์ระบบปฎิบัติการ Android ได้ แต่ยังไงคุณก็ไม่สามารถที่จะทำการดัดแปลง แก้ไขข้อมูลนั้นๆ ได้เต็มรูปแบบเหมือนใช้งานผ่านอุปกรณ์ระบบปฎิบัติการ iOS ครับ

9. แอปพลิเคชันที่หายไปเยอะ

Apps(1)

ด้วยความที่ App Store ของทางฝั่งระบบปฎิบัติการ iOS นั้นเปิดให้บริการมานานกว่า Play Store ของทางระบบปฎิบัติการ Android เลยทำให้จำนวนแอปพลิเคชันบน App Store นั้นสูงกว่า Play Store มากครับ แถมด้วยความที่ Apple นั้นสามารถที่จะป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ดีกว่าทาง Google มากทำให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันส่วนใหญ่จึงชอบที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ iOS มากกว่าครับ

และแม้ว่าในปัจจุบันนั้นผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรายใหญ่ๆ มักจะทำการออกแอปพลิเคชันมารองรับทั้ง 2 ระบบปฎิบัติการแล้ว แต่แอปพลิเคชันดีๆ บางแอปพลิเคชันนั้นก็ยังคงลงให้กับระบบปฎิบัติการ iOS มากกว่า(หรือออกกับทาง iOS ก่อนช่วงหนึ่ง) ทำให้ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android นั้นต้องอิจฉากันเป็นว่าเล่นครับ

ปัญหานี้คงจะยากที่จะทำการแก้ไขครับตราบใดที่ระบบปฎิบัติการ Android นั้นยังสามารถที่จะละเมิดลิขสิทธิ์ได้มากกว่าระบบปฎิบัติการ iOS เพราะการจะแก้ไขปัญหานี้ต้องชักจูงให้บรรดานักพัฒนาหันมาพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ Android ให้มากขึ้นครับ อย่างไรก็ตามด้วยความที่ Google พยายามให้ความช่วยเหลือนักพัฒนาในหลายๆ ด้าน อาจจะทำให้ในอนาคต(ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร) เราอาจจะได้เห็นยอดแอปพลิเคชันดีๆ บนระบบปฎิบัติการ Android เพิ่มขึ้นก็เป็นได้ครับ

หมายเหตุ – ถึงแม้ว่าระบบปฎิบัติการ Android จะมีผู้ใช้มากกว่า 80 % แต่ทว่ายอดรายรับของ Play Store นั้นก็ยังคงต่ำกว่ารายรับของ App Store ครับ ซึ่งนี่น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้พัฒนายังคงไม่หันมาพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ Android มากๆ ก็เป็นได้ครับ

10. แอปพลิเคชันทางด้านสุขภาพที่ดีกว่า

Apples-Health-is-better-than-Google-Fit-also---HealthKit

มาถึงข้อสุดท้ายที่ยังคงอยู่กับแอปพลิเคชันซึ่งในครั้งนี้มองไปที่แอปพลิเคชันทางด้านสุขภาพอย่าง Health ที่ดีกว่า Google Fit หลายคุมครับ ถึงแม้ว่าอาจจะมีคนเถียงว่าแอปพลิเคชันทางด้านสุขภาพนั้นไม่ได้เป็นแอปพลิเคชันที่ได้ใช้งานมากเท่าไรนัก แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า Health ของ ระบบปฎิบัติการ iOS ทำฟีเจอร์ออกมาได้ดีกว่า Google Fit จริงๆ ซึ่งในตรงนี้ก็อาจจะทำให้ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS เดิมเกิดความคิดถึง Health ของระบบปฎิบัติการ iOS ขึ้นมาได้ครับ

สรุป

จบกันไปแล้วกับ 10 สิ่งบนระบบปฎิบัติการ Android ที่จะทำให้ผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS คิดถึงครับ อย่างไรก็ตามผมก็ยังขอยืนยันคำเดิมว่าการใช้งานนั้นหากคุณได้ให้เวลากับระบบปฎิบัติการใหม่ไปสักพัก ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากระบบปฎิบัติการไปเป็นระบบปฎิบัติการไหนก็ตาม คุณก็จะเกิดความเคยชินแล้วลืมเรื่องเดิมๆ ไปเองครับ ขอเพียงแค่อย่าถอดใจก่อนเท่านั้นเองครับ

ที่มา : phonearena



© Copyright - Notebookspec.com All Rights